KEY
POINTS
ในขณะที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงปลายปี 2568 และต้นปี 2569 กลิ่นอายของความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็นเริ่มหนาหูขึ้นอย่างน่ากังวลการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในยุทธศาสตร์ความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา
ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เปลี่ยนโฉมโลกจากการยึดกฎเกณฑ์ระเบียบระหว่างประเทศไปสู่แนวทาง Transactional Realism ที่มองทุกมิติเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์และอำนาจนำในซีกโลกตะวันตก สภาวะเช่นนี้ไม่ได้เป็นเพียงความตึงเครียดทางการทูตทั่วไปแต่เป็นสัญญาณเตือนภัยของสงครามโลกครั้งที่ 3 ที่อาจปะทุขึ้นได้จากปัจจัยเร่งหลายประการ
หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดของการเตรียมพร้อมรับศึกใหญ่ คือ งบประมาณกลาโหมของสหรัฐฯ ในปีงบประมาณ 2569 ที่พุ่งทะลุหลัก 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เม็ดเงินมหาศาลนี้ไม่ได้ถูกจัดสรรเพื่อการป้องปรามแบบเดิมแต่ถูกมองว่า เป็นการจงใจเตรียมแสนยานุภาพเชิงรุกเพื่อเผชิญหน้ากับมหาอำนาจนิวเคลียร์โดยเฉพาะ
ภายใต้ยุทธศาสตร์ "สันติภาพผ่านความเข้มแข็ง" (Peace through Strength) โดยสภาคองเกรสได้อนุมัติงบประมาณพื้นฐานและงบผูกพันรวมเกือบ 1.02 ล้านล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนาโครงการ Golden Dome ระบบป้องกันขีปนาวุธที่ครอบคลุมทั่วแผ่นดินสหรัฐฯเพื่อรับมือกับอาวุธความเร็วเหนือเสียงและขีปนาวุธข้ามทวีป
ไม่เพียงเท่านั้น รัฐบาลทรัมป์ยังได้ปรับโครงสร้างฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสู่สภาวะเตรียมพร้อมสงครามอย่างเต็มตัวผ่านคำสั่งประธานาธิบดีที่ห้ามบริษัทคู่สัญญากลาโหมรายใหญ่ซื้อหุ้นคืนหรือจ่ายเงินปันผลหากยังไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตอาวุธได้ตามเป้า นี่คือการเปลี่ยนผ่านจากทุนนิยมที่มุ่งเน้นกำไรของผู้ถือหุ้นไปสู่ประสิทธิภาพในสนามรบซึ่งเป็นสัญญาณของการเตรียมการสำหรับสงครามระยะยาว
เหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนเสถียรภาพโลกมากที่สุด คือ ปฏิบัติการ Operation Absolute Resolve ในช่วงต้นปี 2569 เมื่อกองกำลังสหรัฐฯ บุกลอบคุมตัว ประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร่ ถึงกรุงคารากัส ปฏิบัติการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรื้อฟื้นหลักการมอนโร (Monroe Doctrine) เพื่อกำจัดอิทธิพลของรัสเซียและจีนในซีกโลกตะวันตกแต่ยังเป็นการเข้าควบคุมทรัพยากรแหล่งน้ำมันสำรองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ในขณะเดียวกันสถานการณ์ในอิหร่านก็กำลังเดินหน้าสู่จุดวิกฤตหลังการปะทะโดยตรงกับอิสราเอลและสหรัฐฯ ในปี 2568 ทำให้โครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์ถูกทำลายบางส่วนแต่กลับกระตุ้นให้อิหร่านเร่งสร้างอาวุธนิวเคลียร์เพื่อความอยู่รอดของระบอบการปกครอง
ท่ามกลางการลุกฮือภายในประเทศและการปราบปรามที่รุนแรง สหรัฐฯ ได้ข่มขู่ว่าจะแทรกแซงทางทหารระลอกใหม่ ความเสี่ยงสูงสุด คือ การที่อิหร่านอาจตัดสินใจใช้ทางเลือกนิวเคลียร์ในยามเข้าตาจนซึ่งจะบีบให้เกิดสงครามทำลายล้างที่ครอบคลุมทั้งภูมิภาคและลากมหาอำนาจอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง
ความสุ่มเสี่ยงต่อสงครามโลกครั้งที่ 3 ถูกตอกย้ำมากขึ้นเมื่อสหรัฐฯ ถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศกว่า 66 แห่ง รวมถึงข้อตกลงที่เคยเป็นเสาหลักของเสถียรภาพโลกการสิ้นสุดลงของสนธิสัญญา New START ในปี 2569 ยิ่งทำให้โลกก้าวเข้าสู่ "ยุคนิวเคลียร์ที่ 3 ที่เป็นการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ รัสเซียและจีน โดยปราศจากกฎเกณฑ์ในการควบคุมจำนวนหัวรบ
"ฐานเศรษฐกิจ" มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศซึ่งได้วิเคราะห์สถานการณ์โลกที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ท่ามกลางความกังวลของหลายฝ่ายที่มองว่า จะเป็นปัจจัยนำไปสู่การเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ได้หรือไม่
โดย รศ.ดร.สมชาย ได้ตั้งข้อสังเกตโดยชี้ให้เห็นภาพชัดเจนเกี่ยวกับสถานการณ์โลกที่กำลังเกิดขึ้นว่า ความกังวลว่าจะเกิดสงครามโลกขึ้นนั้นเกิดขึ้นเป็นระยะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเนื่องจากมีสถานการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้น เช่น กรณีที่รัสเซียบุกยูเครน ตามด้วยสถานการณ์ที่ตะวันออกกลาง คำเดียวกันนี้ถูกพูดถึงอีกครั้งเมื่อมีเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ บุกลอบคุมตัว ประธานาธิบดี มาดูโร่ ของอิหร่าน
ทั้งนี้ รศ.ดร.สมชาย ได้อธิบายพร้อมฉายภาพให้เห็นความชัดเจนว่า สงครามโลกจะเกิดขึ้นได้ไม่ง่ายเหมือนที่เราจินตนาการซึ่งตามหลักการณ์แล้ว คือ การที่มหาอำนาจ เช่น อเมริกา จีน และ รัสเซีย ซึ่งทั้งสามประเทศนี้ต่างมีอาวุธนิวเคลียร์ การจะเกิดสงครามโลกระหว่างสองประเทศอย่างอเมริกาและรัสเซียจะเกิดขึ้นได้นั้น "ยากมาก ๆ"
หลักการณ์หนึ่งที่สำคัญมาก คือ การที่ฝ่ายหนึ่งมีปรมาณูกับอีกฝ่าย "ไม่มี" โอกาสจะเกิดสงครามนั้น "มี" เพราะฝ่ายที่มีจะคิดว่า "เขาชนะ" ตามทฤษฎี Zero-Sum Game คือ มีคนแพ้และมีคนชนะ ขณะที่ฝ่าย "ไม่มี" จะสู้และสู้อย่างเต็มที่
เปรียบเทียบสถานการณ์นี้คล้ายกับช่วงฮิตเลอร์รบกับอังกฤษเพราะฮิตเลอร์เชื่อว่าเขาชนะ ขณะที่อังกฤษก็ต้องสู้เพราะหลังพิงฝาแต่เมื่อใดก็ตามหากทั้งสองฝ่ายต่างมีอาวุธนิวเคลียร์ จะเปลี่ยนจาก "Zero-Sum Game" มาเป็น "Negative Sum Game" คือ ไม่มีใครชนะ ต่างฝ่ายต่างหลีกเลี่ยงเพราะถ้ารบกันเมื่อใดก็เสียด้วยกันทั้งคู่
นี่คือ เหตุผลว่าทำไมหลังสงครามโลกที่เกิดขึ้นทั้งสองฝ่ายจึงต่างมีอาวุธนิวเคลียร์ซึ่งเป็นอาวุธที่สามารถทำลายล้างโลกได้หลายสิบรอบเลย แต่ไม่มีสงครามระหว่างอเมริกาและรัสเซียเกิดขึ้นเพราะถ้ารบกันเมื่อใดพังทั้งคู่ เพราะฉะนั้น โอกาสที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ยังไม่ต้องพูดถึง ตอนนี้ยังไปไม่ถึงเพราะยังไม่มีสถานการณ์บ่งชี้ที่จะไปสู่สงครามโลกได้ "ไม่ใช่เลย" รศ.ดร.สมชาย กล่าว
อย่างไรก็ดี รด.ดร.สมชาย ระบุว่า ไม่มีอะไร 100% แต่เชื่อว่า 99% จะยังไม่เกิดขึ้นตอนนี้แต่ถ้าเป็นสถานการณ์สงครามประเภทที่เรียกว่า "ปะทะกันประปราย" คือ มีเหตุปะทะตามแนวชายแดน เช่น กรณีของอินเดียกับจีนที่ไม่กล้าทำสงครามใหญ่เพราะต่างก็มีปรมาณูด้วยกันทั้งคู่แต่เป็นการรบกันชายแดน หรือ กรณีของปากีสถาน จีนและอินเดีย ที่มีเหตุปะทะกันชายแดนเพราะต่างฝ่ายต่างก็มีอาวุธนิวเคลียร์มีเหตุปะทะชายแดนกันบ้างแต่ยังไม่ไปถึงการทำสงครามโลก
ถามถึงกรณีที่อเมริกายึดเวเนซุเอลาและกรีนแลนด์ รวมถึงการเพิ่มงบกลาโหมให้กับกองทัพของทรัมป์ ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ รศ.ดร.สมชาย วิเคราะห์ว่า ทรัมป์ได้บอกว่า อเมริกาจะต้องยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งจะทำเช่นนั้นได้ขึ้นอยู่กับการมีแสนยานุภาพใน 2 เรื่องสำคัญ
เรื่องแรก คือ แสนยานุภาพในการคุมทะเล เส้นทางเดินเรือ เรื่องที่สอง คือ แสนยานุภาพที่ต้องการคุมทรัพยากรที่สำคัญของโลก เช่น แร่หายาก
ดังนั้น นโยบายจึงออกมาในลักษณะการยึดซีกโลกตะวันตกซึ่งในความหมายของเขา หมายถึง ตั้งแต่แคนาดา อเมริกาและลาตินอเมริกา (หมายรวมถึงกรีนแลนด์) ซึ่งนี่คือ นโยบาย มอนโร (Monroe Doctrine) ซึ่งเป็นนโยบายเมื่อ 200 ปีก่อน นั่นคือ การคุมอำนาจในซีกโลกตะวันตกโดยเฉพาะอย่างยิ่งการคุมนโยบายทางด้านลาตินอเมริกาและจะเข้าไปควบคุมทางด้านความมั่นคงโดยการเล่นงานรัฐบาลที่ไม่เป็นมิตรกับควบคุมทรัพยากร
นี่คือ เหตุผลที่บุกเวเนซูเอลา คือ เล่นงานรัฐบาลที่ไม่เป็นมิตรโดยเอาตัวประธานาธิบดี มาดูโร่ ออกไปและคุมทรัพยากรซึ่งก็คือ น้ำมัน ซึ่งเวเนซูเอล่ามีแหล่งน้ำมันสำรองสูงที่สุดในโลก คือ 17% พร้อมกับขจัดอิทธิพลของรัสเซียและจีนออกไป
รวมถึงการเล่นงานอิหร่านเพราะมองว่า เป็น "ภัยคุกคาม" เพราะอิหร่านเป็นมหาอำนาจในตะวันออกกลางเป็นภัยคุกคามต่ออิสราเอลซึ่งเป็นพันธมิตรที่แนบแน่นที่สุดและเป็นภัยคุกคามของโลกเนื่องจากอิหร่านมีพลังทางด้านแสนยานุภาพมีโอกาสในการสร้างปรมาณูได้เร็ว
อีกประการ คือ อิหร่านมีพลัง คุมอาวุธและประชากรมากถึง 99 ล้านคน, คุมฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนซึ่งเป็นกองกำลังที่ใหญ่มาก รวมถึงคุมฮามาสที่อยู่ในฉนวนกาซ่าและคุมกลุ่มฮูตีที่อยู่ในเยเมน ทั้งยังมีอิทธิพลในซีเรีย เพราะฉะนั้น สิ่งที่อเมริกาและอิสราเอลต้องการจากอิหร่าน คือ การกำจัดอิทธิพลซึ่งก็ได้ผลช่วงปีกว่าที่ผ่านมาหลังเหตุการณ์ที่ฉนวนกาซ่าแล้ว
ปรากฏว่า อิสราเอลและอเมริกาสามารถจำกัดความยิ่งใหญ่ของอิหร่านไปได้มากทั้งกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ กลุ่มฮามาส และกลุ่มฮูตีหมดกำลังไป ขณะนี้กำลังบีบอิหร่านเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
เหล่านี้คือเหตุผลเพราะมองว่า อิหร่านเป็นภัยคุกคามต่อตะวันออกกลางและเป็นภัยคุกคามต่ออิสราเอลโดยก่อนหน้านี้ อิหร่านได้ประกาศชัดเจนว่า ไม่ยอมรับรัฐอิสราเอลที่ตั้งขึ้นมาในปี 1948 เพราะถือว่าผิดกฎหมายจึงมองอิหร่านเป็นภัยคุกคามต่ออิสราเอล เป็นภัยคุกคามต่อความอยู่รอดของเขาจึงต้องพยายามขจัดเรื่องของอิทธิพลและเรื่องของอำนาจของอิหร่านลงซึ่งก็ทำได้ผลในระดับหนึ่ง
"ตอนนี้ยังบีบต่อเพื่อที่จะให้ "อิหร่าน" ยอมตกลงที่จะไม่มีความพยายามในการ "Enriched Uranium" (การทำให้ยูเรเนียมไปถึงจุด ๆ หนึ่งที่จะนำมาสร้างเป็นอาวุธนิวเคลียร์ได้) โดยทางอิหร่าน บอกว่า ยังต้อง Enriched ต่อซึ่งจะนำมาใช้อย่างสันติแต่ทางด้านอิสราเอลต้องการให้เหลือศูนย์ คือ ทำไม่ได้แต่ทางอิหร่านไม่ยอม ด้วยเหตุนี้ สหรัฐฯจึงใช้วิธีบีบผ่านทางการเมือง และเศรษฐกิจ พร้อมเล่นงานประเทศที่ค้าขายกับอิหร่านและพยายามบีบเพื่อให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในอิหร่าน นี่คือ เป้าหมายที่กำลังทำอยู่" รศ.ดร.สมชาย ระบุ
ถามว่า ทำไมจึงต้องการ "กรีนแลนด์" เนื่องจากสหรัฐฯ มองว่า ความยิ่งใหญ่และความอยู่รอดของอเมริกานั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยสองเรื่องด้วยกัน คือ เรื่องของการค้าซึ่งเกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการเดินเรือและอิทธิพลในการกำหนดชะตากรรมทางการค้าซึ่งเป็นเหตุผลของการเก็บภาษีทั้งหมดทั่วโลกและใช้วิธีนี้เล่นงานเพื่อบีบให้ประเทศต่าง ๆ เข้าไปลงทุน
อีกเรื่อง คือ การประกาศชัดว่าจะเล่นงานจีนในเรื่องของทะเลจีนใต้กับทะเลจีนตะวันออก ถือว่า บริเวณนี้ต้องเป็นเขตที่มีเสรีภาพในการเดินเรือจึงร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคตั้งแต่ญี่ปุ่นจนถึงเกาหลี รวมถึงทางด้านอินเดีย ออสเตรเลีย รวมถึงไต้หวันและอาเซียน นี่เป็นเหตุผลของการเข้ามามีบทบาทในการจัดการข้อตกลงระหว่างไทยกับกัมพูชาเพื่อขยายอิทธิพลมาภูมิภาคนี้เพื่อถ่วงดุลจีนในเรื่องของเสรีภาพในการเดินเรือ เหล่านี้คือเหตุผลที่เล่นงานเวเนซูเอลา
นอกจากเรื่องของการเมืองแล้วเป็นเรื่องของความมั่นคง เนื่องจากเวเนฯ เป็นประเทศที่ติดทะเลประมาณ 3 พันกิโลเมตรและเป็นที่ตั้งของท่าเรือที่สามารถเชื่อมโยงกับคลองซูเอซ คลองปานามา นี่คือ เหตุผลของการไล่อิทธิพลของจีนในคลองปานามาที่เป็นของ "ลี กาชิง" ต้องการให้อเมริกามีอำนาจตรงนี้เพื่อใช้ส่วนนี้โยงไปสู่เวเนฯ คลองปานามาไปสู่ยุโรป
ในส่วนของ "กรีนแลนด์" ซึ่งมีประชากรประมาณหกหมื่นคนแต่เป็นเกาะที่ใหญ่เทียบเท่าทวีป ๆ หนึ่ง มีทรัพยากรมหาศาลซึ่งทรัพยากรที่ถูกบีบอย่างหนัก คือ เรื่องของแร่หายาก เนื่องจากจีนมีแร่หายากจำนวนมากเท่ากับครึ่งหนึ่งของโลก จึงเป็นเหตุผลที่ไม่พอใจจีนแต่ก็ยังเกรงใจอยู่เพราะจีนยังมีเรื่องของการส่งออกตรงนี้อยู่ เวลานี้จึงเป็นการหาแร่หายากจากทั่วโลกเป็นที่มาของการทำข้อตกลงกับไทยในเรื่องนี้เมื่อเร็ว ๆ นี้
"สิ่งที่สหรัฐฯต้องการกรีนแลนด์ ประการแรก คือ เรื่องของทรัพยากรที่ต้องการเพราะเป็นส่วนหนึ่งของฐานอำนาจเพราะว่าแร่หายากเป็นเครื่องมือในการสร้างอาวุธ สร้างดิจิทัล สร้างเซมิคอนดักเตอร์ จึงต้องการคุม
ประการที่สอง คือ สหรัฐฯมองว่า กรีนแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของซีกโลกตะวันตกในทางภูมิศาสตร์ เป็นส่วนหนึ่งของอเมริกาเหนือจึงมองว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องปกป้อง
ประการที่สาม คือ กรีนแลนด์ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในการแข่งขันระหว่างจีน รัสเซีย อินเดียและอเมริกา จะต่อสู้กันในเรื่องของอาร์กติกที่น้ำแข็งกำลังละลายซึ่งนอกจากจะเป็นแหล่งทรัพยากรแล้วยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่จะมีการแข่งขันกัน
ดังนั้น อเมริกาจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าไปครอบครองกรีนแลนด์เพื่อปกป้องภัยคุกคามจากจีนและรัสเซีย และมองว่าเดนมาร์กซึ่งเป็นเจ้าของไม่สามารถปกป้องได้เพราะปล่อยให้เรือรัสเซียเข้าไปมากมายซึ่งก็ไม่ใช่ความจริงแต่ใช้เป็นข้ออ้างเพื่อเข้าไปครอบครอง
"การดำเนินการเช่นนี้อเมริกาไม่ได้คำนึงถึงกฎหมายระหว่างประเทศแต่อย่างใด กฎหมายระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือของเสรีนิยมที่จะเอามาใช้
เขาเน้นอย่างเดียว คือ อำนาจจะมาจากเรื่องของ ขีดความสามารถในการรบ และ ขีดความสามารถในการหาทรัพยากรต่าง ๆ เหล่านี้ ดังนั้น สิ่งที่ทำ คือ ต้องการให้อเมริกายิ่งใหญ่หนึ่งในนั้น คือ การเพิ่มงบประมาณทางด้านทหาร
ยกตัวอย่าง อิสราเอล ที่มีการสร้าง Iron Dome เพื่อป้องกันขีปนาวุธ ขณะที่อเมริกาจะสร้าง Golden Dome เป็นเครื่องมือในการป้องกันขีปนาวุธจากรัฐเซียซึ่งจะสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับอเมริกาใช้งบประมาณต่าง ๆ เพิ่มทางด้านนี้เพื่อปกป้องและสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับอเมริกาต่อไป
ทั้งนี้ นโยบายต่าง ๆ เหล่านี้ได้ประกาศไว้ชัดเจนเมื่อวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา เรียกนโยบายนี้ว่า "กลยุทธความมั่นคงภายในประเทศ" National Security Strategy นอกจากนี้จากการให้สัมภาษณ์กับ Fox News ยังได้ประกาศเอาไว้ 2 เรื่อง เรื่องแรก คือ ความยิ่งใหญ่ของอเมริกาขึ้นอยู่กับเรื่องของการค้าและเรื่องของการหาทรัพยากร นี่คือ เหตุผลเป็นภาพสะท้อนทั้งหมดที่เกิดขึ้น"
ถามว่าประเทศไทยจะต้องกำหนดบทบาทตัวเองเพื่อลดแรงกระแทกที่เกิดขึ้นได้อย่างไรนั้น รศ.ดร.สมชาย ให้ความเห็นว่า ขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐบาลที่จะต้องทำ ทำอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำแล้วเป็นที่ยอมรับ เช่น บอกว่าเราจะเป็นกลางแต่ถามว่าเขายอมรับหรือไม่ว่า เราเป็นกลางซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายต่าง ๆ
ยกตัวอย่างเช่น เราบอกเราเป็นกลาง เราจะดีทั้งจีนและอเมริกาแต่เราส่งอุยกูร์กลับไปให้จีน มองแง่นี้ในมุมของ รมว.ต่างประเทศของอเมริกาย่อมไม่พอใจเขาจะมองว่าเราไปทางจีน
ดังนั้น เขาจึงพยายามที่จะเข้ามามีบทบาท นี่คือเหตุผลว่า ทำไมทรัมป์เข้ามามีบทบาทเรื่องของสันติภาพของไทยกับกัมพูชาเพื่อต้องการบอกว่า อเมริกายิ่งใหญ่สามารถกำหนดชะตากรรมของสังคมแห่งสันติภาพได้ซึ่งก็อ้างหลายแห่ง เช่น ที่ปากีสภาน อินเดียซึ่งก็ไม่ได้เห็นด้วยหรือเรื่องตะวันออกลาง ที่อียิปต์ เอธิโอเปีย เหล่านี้ คือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าเขาต้องการกำหนด
อีกประการที่เข้ามาในบริเวณนี้เหตุผลสำคัญประการหนึ่ง คือ ต้องการถ่วงดุลจีน นี่เป็นส่วนหนึ่งที่ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบ เพราะฉะนั้น การดำเนินนโยบายของเรานั้นจะต้องละเอียดอ่อนมาก ประการแรก คือ ต้องดำเนินนโยบายที่ดีต่อทั้งสองฝ่าย เขาเห็นด้วยและยอมรับได้
สำหรับประเทศที่ดำเนินการประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ คือ เวียดนาม และ อินเดียที่สามารถอยู่ท่ามกลางรัสเซีย จีนและอเมริกา แม้อเมริกาจะไม่พอใจขึ้นภาษีถึง 50% ก็ตามแต่ก็อยู่ในกลุ่มประเทศที่เกรงใจ ดังนั้น การดำเนินนโยบายต่างประเทศของเรานั้นค่อนข้างละเอียดอ่อน
ด้านนายเกียรติ สิทธีอมร สะท้อนมุมมองอีกด้านหนึ่งโดยชี้ให้เห็นภาพว่า ถ้านับให้ดีสถานการณ์ตอนนี้เกิดสงครามโลกที่กระจายอยู่สิบแห่งทั่วโลก ในยุคก่อนจะเป็นลักษณะของการแบ่งค่ายกัน เช่น พันธมิตร สัมพันธมิตร ตอนนี้ก็เป็นลักษณะของสงครามที่เกิดขึ้นตอนนี้ทำให้หลายฝ่ายต้องเลือกข้างเพราะมีการกดดันซึ่งประเทศอื่น ๆ ก็ไม่มีใครที่อยากจะเข้าสู่สงครามเพราะทุกคนรู้อยู่ว่า ถ้าเข้าสู่สงครามแล้วมันเหนื่อย ต้องใช้เงิน ใช้ทุกอย่าง
อย่าง รัสเซีย ยูเครน นี่ยังเป็นสงครามที่ยัง On Going แม้ว่าจะมีการหยุดชั่วคราวแต่ก็ยังดำเนินอยู่ มีความพยายามในการเจรจาให้มีการยุติซึ่งก็ขึ้นอยู่กับท่าทีของแต่ละฝ่าย เช่นเดียวกับปาเลสไตน์และอิสราเอลที่ On Going เช่นกันเป็นความขัดแย้งที่ยังดำเนินอยู่ ตอนนี้ก็มีอิหร่านขึ้นมาอีกแต่มีเรื่องของบทบาทของประชาชนที่ไม่พอใจรัฐบาลออกมาประท้วงด้วยเหตุอื่น เช่น ค่าครองชีพ เศรษฐกิจ
เพราะฉะนั้น ถ้าดูทั่วโลกก็มี conflict ที่เป็น flashpoint อยู่ประมาณ 10 แห่งที่มีลักษณะของการก่อตัวแล้วซึ่งก็ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศจะเลือกเส้นทางใด เพราะว่า เมื่อก่อตัวแล้วก็มีความพยายามที่จะให้ประเทศต่าง ๆ เข้ามาเป็นพันธมิตรของตัวเองแต่จากที่เห็นท่าทีของหลายฝ่ายก็ระมัดระวังมากเพราะจากประสบการณ์ในอดีตแต่จะบอกว่าเหมือนสงครามโลกในอดีตก็คงไม่ใช่
วันนี้มีสงครามหลายรูปแบบ อย่าง "สงครามการค้า" ที่เกิดขึ้นแล้ว จะบอกไม่ใช่สงครามก็คงไม่ใช่ ซึ่งเหล่านี้เป็นเหตุที่ทำให้ทั้งโลกปั่นป่วนและไม่สบายใจ นั่นก็คือ WTO Minus 1 และที่สหรัฐฯออกมาล่าสุดโดยไม่สนใจสหประชาชาติเลยก็เป็น UN Minus 1
"ที่คนไม่สบายใจ ณ วันนี้ คือ บทบาทท่าทีของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ ซึ่งต้องยอมรับว่า เป็นเหตุที่มีทั้งสงครามการค้าและสงครามในแต่ละพื้นที่ที่มีการ take side ซึ่งมันก็เกิดขึ้นอยู่แล้วแต่จะบอกเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3
บางคนก็ถือว่า "เป็น" แล้ว บางคนก็ถือว่า "ไม่เป็น" ขึ้นอยู่ที่แต่ละคน ไม่มีนิยามตายตัวว่า สงครามโลก คืออะไร
สำหรับสงครามโลกครั้งที่ 1 และ ครั้งที่ 2 นั้นโลกแบ่งเป็นสองค่ายแต่ ณ วันนี้ยังไปไม่ถึงแต่มันก่อตัว มีการกดดันทำให้หลายประเทศซึ่งเป็นมหาอำนาจเลือกข้างเหมือนกันแต่ท่าทีอย่างไรก็ไม่มีทางชัดเจน วันนี้โลกเปลี่ยนไปแล้วจะไปเป็นเหมือนเดิมคงไม่ใช่แต่เพียงเท่านี้ก็กระทบไปทั่วโลกแล้ว" นายเกียรติกล่าว
นายรติ พันธุ์ทวี นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย (AAT) สะท้อนมุมมองกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เมื่อพิจารณาถึงกระแสความกังวลเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 3 ในมุมมองส่วนตัว เชื่อว่าคนในยุคปัจจุบันเรียนรู้ความบอบช้ำจากสงครามในอดีตมาแล้ว เช่น สงครามกลางเมืองในอิรักหรืออิหร่าน ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าสุดท้ายแล้วไม่มีใครได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงจากการสู้รบ
แม้จะเห็นความเคลื่อนไหวทางทหารของมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาที่มีข่าวเรื่องการเคลื่อนทัพไปรอ หรือข่าวความพยายามเข้าควบคุมพื้นที่ในกรีนแลนด์และอิหร่าน แต่มองว่าสิ่งเหล่านี้มักมี "วาระแอบแฝงซ่อนเร้น" มากกว่าที่จะเป็นเจตนาในการทำสงครามในรูปแบบดั้งเดิม
“ต่อให้ผู้นำประเทศจะมีความบ้าคลั่งเพียงใด ก็ไม่น่าจะอยากให้เกิดสงครามที่ทำลายล้างกันด้วยอาวุธ หากจะมีสิ่งที่เรียกว่าสงครามในยุคนี้ รูปแบบจะเปลี่ยนไป ไม่ใช่การมายิงกัน "ตูมตาม" เป็นระยะเวลานานเหมือนในอดีต แต่จะเปลี่ยนโฉมหน้าไปสู่ "สงครามการค้า" หรือสงครามในรูปแบบอื่นที่อาจผสมผสานระหว่างการค้าและภูมิศาสตร์ ซึ่งสงครามในลักษณะนี้มีความน่ากลัวยิ่งกว่าการรบด้วยอาวุธเสียอีก”
นายรติ กล่าวอีกว่า ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า "จุดแข็ง" หรือขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitive Edge) ของประเทศไทยในอนาคตเป็นสิ่งสำคัญ ปัจจุบันอุตสาหกรรมของไทยยังคงติดกับดักการเป็นเพียง "ผู้รับจ้างผลิต" ขณะที่ภาคเกษตรกรรมที่เคยเป็นจุดเด่นกลับหยุดนิ่งอยู่กับที่ ในขณะที่ประเทศอื่นพัฒนาไปไกลกว่ามาก
ประเทศไทยควรรีบผลักดันนโยบายการเป็น "ครัวของโลก" (Hub of Food) ให้เป็นรูปธรรมและทันสมัย (Modernize) โดยเร็วที่สุด เพราะแม้ภาคเอกชนของไทยจะมีความแข็งแกร่งและขยายตัวไปต่างประเทศได้ดี แต่ระบบราชการและนโยบายภาครัฐกลับไม่เอื้ออำนวยหรือสนับสนุนอย่างเป็นระบบเท่าที่ควร
“ภาครัฐมักประกาศนโยบายออกมาแต่ขาดการซัพพอร์ตที่ต่อเนื่อง จนดูเหมือนปล่อยให้เอกชนสู้เพียงลำพัง โดยไม่มีแผนระดับชาติที่แท้จริง”