KEY
POINTS
ท่ามกลางข้อถกเถียงว่าการขึ้น 'ภาษีตอบโต้' ของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยอ้างภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตประธานาธิบดีหรือไม่ คำถามสำคัญที่ตามมาคือ ศาลสูงสุดสหรัฐจะตัดสินไปทางใด—และ 'โครงสร้างของศาล' ทำให้ทรัมป์ได้เปรียบจริงหรือเปล่า รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) วิเคราะห์ผ่านรายการ 'ฐานทอล์ค' ทางเนชั่นทีวี 22 ว่า หากอ่านเกมจากรายชื่อและที่มาของการแต่งตั้งตุลาการทั้ง 9 คน จะเห็นว่าแรงเอนเอียงไม่ได้เป็นเส้นตรงอย่างที่หลายฝ่ายคาด และนี่คือเหตุผลที่ทำให้คดีนี้ยัง “เสียงไม่นิ่ง” ตั้งแต่ต้นทาง
รศ.ดร.สมภพ อธิบายว่า ศาลสูงสุดสหรัฐมีตุลาการ 9 คน โดย 6 คนมาจากการแต่งตั้งของฝ่ายรีพับลิกัน และ 3 คนมาจากฝ่ายเดโมแครต จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่าทรัมป์น่าจะได้เปรียบ เพราะดูเหมือนรีพับลิกันครองเสียงข้างมาก
แต่เมื่อแยกที่มา 'รายคน' จะพบว่า ตุลาการฝ่ายรีพับลิกัน 6 คนนี้ ไม่ได้ถูกแต่งตั้งโดยทรัมป์ทั้งหมด โดยในจำนวนดังกล่าว ทรัมป์แต่งตั้งเพียง 3 คน ในช่วงรัฐบาลทรัมป์ 1.0 และยังมีตุลาการที่แต่งตั้งมาตั้งแต่ยุคก่อนหน้า ได้แก่ จอร์จ บุช ผู้พ่อ 1 คน และ จอร์จ ดับเบิลยู บุช 2 คน ขณะที่อีก 3 คนที่เหลือมาจากการแต่งตั้งของฝ่ายเดโมแครต
รศ.ดร.สมภพ ย้ำว่า ตัวเลข '6 ต่อ 3' จึงไม่ควรถูกตีความเป็นสูตรสำเร็จว่า ศาลจะเทคะแนนให้ทรัมป์ เพราะความเป็นจริงของแนวโน้มการตัดสินขึ้นกับจุดยืนและบริบทของแต่ละคนมากกว่าเพียงสีเสื้อทางการเมือง
รศ.ดร.สมภพ ระบุว่า แม้ทรัมป์จะเป็นผู้แต่งตั้งตุลาการ 3 คน แต่ผู้ที่มีความเห็นคล้อยไปทางทรัมป์จริง ๆ มีประมาณ ราว 2 คน ส่วนอีกคนหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือ จอห์น โรเบิร์ต ประธานศาลสูงสุด ซึ่งแม้จะถูกนับอยู่ในกลุ่มที่มาจากการแต่งตั้งฝั่งรีพับลิกัน แต่กลับมีท่าทีและสัญญาณวิพากษ์ 'มาตรการเก็บภาษี' อยู่พอสมควร
นอกจากนี้ ตุลาการที่แต่งตั้งโดย จอร์จ ดับเบิลยู บุช อีก 2 คน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเอนเข้าหาทรัมป์โดยอัตโนมัติ เพราะในทางการเมือง บุชกับทรัมป์มีความขัดแย้งกันมายาวนาน การอ่านเกมจึงต้องมองเป็น 'โครงข่ายความสัมพันธ์และจุดยืน' มากกว่าการนับจำนวนชื่อที่มาจากรีพับลิกันเพียงอย่างเดียว
"แม้ภาพรวมจะดูเหมือนรีพับลิกันได้เปรียบ แต่เมื่อเจาะลึก จะเกิดความไม่แน่นอนทันทีว่า เสียงที่ควรจะเอนเข้าทรัมป์นั้น 'แน่น' แค่ไหน—และนี่คือแกนสำคัญที่ทำให้คดีภาษีตอบโต้ยังเป็นเกมที่คาดเดายาก"
ในประเด็นที่ศาลสูงสุดยังไม่เร่งตัดสิน รศ.ดร.สมภพ มองว่าเป็นเรื่องรองที่เชื่อมกับบรรยากาศรอบด้านมากกว่าความยากของตัวคดี โดยชี้ว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ใช้เวลาไม่นานก็วินิจฉัยไปในทิศทางเดียวกันว่า การอ้างกฎหมายปี 1977 สมัยประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ คือ The International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เพื่อขึ้นภาษีกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกนั้นไม่สอดคล้องกับหลักการใช้อำนาจ เพราะมาตรการที่กระทบผู้บริโภคสหรัฐและระบบการค้าในวงกว้าง ควรต้องผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรส
แต่เมื่อเกิดภาวะ 'ฝุ่นตลบ' พร้อมกันทั้งเศรษฐกิจ การเมืองภายใน และแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ ศาลสูงสุดจึงเลือกชะลอจังหวะการตัดสินออกไป โดย รศ.ดร.สมภพ ยกตัวอย่างบรรยากาศในสหรัฐที่มีประเด็นการกดดันหรือดำเนินการต่อ เจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จากกรณีการใช้งบประมาณปรับปรุงอาคารเฟดที่กรุงวอชิงตัน ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์กว้างขวาง รวมถึงความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่โยงถึงเวเนซุเอลา กรีนแลนด์ และอิหร่าน
"ในภาวะเช่นนี้ ศาลจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะคำตัดสินไม่เพียงชี้ชะตาคดี แต่ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นและแรงกระแทกทางเศรษฐกิจในช่วงเวลาที่เปราะบาง—อย่างไรก็ดี เมื่อสถานการณ์ 'ฝุ่นจาง' ลง ก็มีโอกาสที่ศาลจะหยิบคดีขึ้นมาวินิจฉัยในระยะถัดไป"