KEY
POINTS
ท่ามกลางกระแสนโยบายพลังงานของหลายพรรคการเมืองที่หยิบยกประเด็น 'ค่าไฟแพง' ขึ้นมาเป็นหัวใจในการหาเสียง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ค่าไฟจะลดเหลือกี่บาทต่อหน่วย แต่คือจะลดอย่างไรให้ยั่งยืน และไม่สร้างภาระซ้ำในระยะยาว
ประเด็นนี้ถูกหยิบมาถอดรหัสอย่างเป็นระบบในรายการ ‘ฐานทอล์ค’ ทางเนชั่นทีวี ช่อง 22 ภายใต้ธีม Thailand Redesign : ออกแบบประเทศไทย ผ่านบทสนทนากับ ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธุ์ นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ซึ่งชี้ชัดว่า การลดค่าไฟด้วยคำสั่งรัฐนั้น 'ทำได้ง่าย' แต่ไม่ใช่คำตอบของความยั่งยืน
ดร.อารีพร อธิบายว่า การที่พรรคการเมืองหลายพรรคตั้งเป้าหมายลดค่าไฟลงมาอยู่ระดับ 3–3.3 บาทต่อหน่วย ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกในเชิงนโยบาย แต่สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลขคือ 'แนวทางในการปรับต้นทุนที่แท้จริง' ของระบบไฟฟ้าไทย หากไม่แตะโครงสร้างต้นทุน ต่อให้ค่าไฟลดลงวันนี้ ก็มีโอกาสกลับมาสูงขึ้นอีกในอนาคต
หัวใจของการปฏิรูปจึงอยู่ที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้า โดยเฉพาะต้นทุนเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นพลังงานหลักของประเทศ รวมถึงแนวทางการวางแผนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ หากยังใช้สัญญาระยะยาวในรูปแบบเดิม จะทำให้ 'ค่าความพร้อมจ่าย' เพิ่มขึ้น และสุดท้ายถูกผลักมาเป็นภาระค่าไฟของประชาชน
"รัฐบาลชุดใหม่จำเป็นต้องโฟกัสการปรับโครงสร้างภาคไฟฟ้าในส่วนลึก ตั้งแต่ค่า generation ค่าแก๊ส ไปจนถึงแผนการลงทุนโรงไฟฟ้า ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ที่กำลังจัดทำอยู่ เพราะนี่คือฐานคิดสำคัญของการออกแบบระบบพลังงานไทยทั้งระบบใหม่"
เมื่อเจาะลึกลงไปที่ต้นทุน ดร.อารีพรชี้ว่า หนึ่งในจุดคอขวดสำคัญของค่าไฟไทย คือโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ ประเทศไทยจำเป็นต้องเปิดให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น โดยเฉพาะการเดินหน้า 'เปิดเสรีก๊าซระยะที่ 2' เพื่อให้การนำเข้าก๊าซสะท้อนการแข่งขันด้านราคาที่แท้จริง ไม่ใช่การล็อกโควต้าในราคาที่ได้รับการอนุมัติล่วงหน้า
หากผู้นำเข้าแก๊สสามารถแข่งขันกันอย่างเสรี ราคาก๊าซจะสะท้อนต้นทุนจริงและราคาตลาดโลกมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในภาพรวมได้โดยตรง ขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็ต้องเร่งเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงที่สะอาดและมีต้นทุนต่ำกว่า เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม เพื่อกดต้นทุนเฉลี่ยของการผลิตไฟฟ้าในระยะยาว
อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างตรงไปตรงมา คือ 'ค่า Adder' ซึ่ง ดร.อารีพร ระบุว่า ไม่ควรมีต่อไปอีกแล้ว เพราะค่า Adder ถูกออกแบบมาในยุคที่เทคโนโลยีพลังงานสะอาดยังมีความเสี่ยงสูง แต่ในปัจจุบัน เทคโนโลยีมีเสถียรภาพมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การจ่าย Adder ในอัตราสูง 5–8 บาทต่อหน่วยจึงไม่จำเป็น และกลายเป็นต้นทุนแฝงที่สะท้อนกลับมาเป็นค่าไฟของประชาชน
"แนวทางใหม่ควรเป็นการเปิดให้ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดแข่งขันกันบนต้นทุนจริง ใครผลิตได้ถูกกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า ก็เสนอราคาเข้ามา แทนการให้ภาครัฐแบกรับภาระจูงใจเหมือนในอดีต"
ในอีกด้านหนึ่งของการออกแบบระบบพลังงานใหม่ ดร.อารีพร เห็นว่า นโยบายโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือนที่หลายพรรคการเมืองผลักดัน เป็นทิศทางที่ถูกต้องและสอดคล้องกับร่างแผน PDP เนื่องจากประเทศไทยมีศักยภาพด้านหลังคาบ้านจำนวนมาก การสนับสนุนให้ติดตั้ง Solar Rooftop จะช่วยให้ประชาชนใช้พลังงานสะอาด ลดค่าไฟ และสร้างรายได้จากการขายไฟส่วนเกินคืนให้ระบบ
เธออธิบายว่า Solar Rooftop ให้ประโยชน์หลัก 3 ด้านพร้อมกัน คือการอนุรักษ์พลังงาน การลดค่าใช้จ่ายค่าไฟ และการเพิ่มรายได้จากการขายไฟคืน อย่างไรก็ตาม การรับซื้อไฟฟ้าคืนต้องพิจารณาศักยภาพของระบบไฟฟ้าโดยรวม เพื่อไม่ให้กระทบเสถียรภาพของระบบทั้งประเทศ
ในเชิงราคา ดร.อารีพรเห็นว่า การรับซื้อคืนไม่ควรเท่ากับราคาขายปลีกไฟฟ้า และต้องมีการคำนวณอัตราที่เหมาะสม โดยราคาปัจจุบันราว 2.20 บาทต่อหน่วยอาจต่ำเกินไปสำหรับการสร้างแรงจูงใจ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะขายคืนได้เกือบ 4 บาทเท่ากับราคาที่ซื้อไฟจากการไฟฟ้า
ประเด็นสำคัญอีกด้านคือเงินลงทุนตั้งต้น ซึ่งภาครัฐควรเข้ามาสนับสนุนผ่านกองทุนหรือแหล่งเงินทุน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน รวมถึงเปิดทางให้เอกชนเข้ามาทำสัญญาติดตั้ง Solar Rooftop ในรูปแบบที่หลากหลาย
ดร.อารีพร ยังมองว่า การโยกงบประมาณจากการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ มาสนับสนุนระบบการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ (Distributed System) เป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับทิศทาง Smart Grid และการออกแบบระบบพลังงานแห่งอนาคต แต่จำเป็นต้องทำสมดุลกับความจำเป็นของการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่
ดร.อารีพรทิ้งท้ายว่า ดัชนีการเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยยังตามหลังประเทศสำคัญในอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนามและอินโดนีเซีย จากสัดส่วนพลังงานสะอาดที่ยังต่ำ การลงทุนด้านเทคโนโลยีอย่างแบตเตอรี่และ Smart Grid ที่ยังจำกัด รวมถึงทักษะแรงงานที่ยังไม่พร้อม
"หากประเทศไทยไม่เร่งเพิ่มพลังงานสะอาดควบคู่กับเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยจะยิ่งถอยหลัง"
สิ่งที่เธอย้ำอย่างหนักแน่นในบทสนทนาครั้งนี้คือ 'กระดุมเม็ดแรก' ของการออกแบบประเทศไทยด้านพลังงาน ต้องเริ่มจากการเร่งออกแผน PDP ฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพราะนี่คือแผนแม่บทที่จะกำหนดทิศทางระบบไฟฟ้าไทยทั้งหมด หาก PDP ยังล่าช้า การปฏิรูปค่าไฟและพลังงานสะอาดก็ยากจะเดินหน้าได้ทันในกรอบ 4 ปีของรัฐบาลใหม่