ครม.เบรกพาณิชย์ขอเงิน 1,680 ล้าน จ่ายขาดข้าวเปลือกนาปี ชงรัฐบาลใหม่แทน

06 ม.ค. 2569 | 07:01 น.
อัปเดตล่าสุด :06 ม.ค. 2569 | 07:03 น.

ครม.ไฟแดงเบรกกระทรวงพาณิชย์ชงของบกลาง 1,680 ล้าน เป็นเงินจ่ายขาด โครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 เป้าหมาย 3 ล้านตัน หลังกฤษฎีกาแจ้งมีผลผูกพันกับรัฐบาลใหม่

KEY

POINTS

  • คณะรัฐมนตรี (ครม.) ไฟแดงเบรกข้อเสนอของกระทรวงพาณิชย์ที่ขอใช้งบกลาง 1,680 ล้านบาท สำหรับโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปี 2568/69
  • การตัดสินใจดังกล่าวเป็นไปตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งชี้ว่าการอนุมัติโครงการนี้เป็นการสร้างภาระผูกพันต่อรัฐบาลชุดต่อไป อันขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 169 (1)
  • ครม. ได้ให้กระทรวงพาณิชย์นำโครงการดังกล่าวไปเสนอให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่เป็นผู้พิจารณาแทน

วันนี้ (6 มกราคม 2569) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติไม่เห็นชอบโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 เป้าหมาย 3 ล้านตัน โดยกระทรวงพาณิชย์เสนอขอเบิกจ่ายจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เป็นวงเงินจ่ายขาด 1,680 ล้านบาท 

ภายหลังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เห็นว่า การเสนอขอวงเงินจ่ายขาดเพื่อดำเนินโครงการนี้ เป็นการกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงขอให้ กระทรวงพาณิชย์นำเสนอครม.ชุดใหม่ พิจารณาต่อไป

สำหรับโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 เป้าหมาย 3 ล้านตันนั้น แหล่งข่าวระบุว่า มีรูปแบบการดำเนินโครงการผ่านการรับซื้อข้าวเปลือก โดยองค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) สหกรณ์การเกษตรที่มีศักยภาพ เพื่อรับซื้อหรือนำผู้ซื้อ (โรงสี) รับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรในราคานำตลาดไม่เกินตันละ 300 บาท 

ทั้งนี้เพื่อดึงอุปทานออกจากพื้นที่ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการสีแปรสภาพเป็นข้าวสาร ด้วยอัตราค่าจ้างสีแปรสภาพกำหนดที่ไม่เกินตันละ 200 บาท และเชื่อมโยงผลผลิตไปยังตลาดปลายทางอย่างรวดเร็ว เช่น หน่วยงานราชการ สถานีบริการน้ำมัน หรือเก็บสำรองข้าวสารเพื่อความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และสนับสนุนค่าบริหารจัดการให้ อคส. และ อ.ต.ก. ไม่เกินตันละ 60 บาท

ส่วนการเสนอขอวงเงินจ่ายขาด 1,680 ล้านบาท โดยเบิกจ่ายจากงบกลาง รายการ เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น แยกเป็น 

1. ค่าซื้อข้าวเปลือกในราคานำตลาด 900 ล้านบาท (คำนวณจาก 3 ล้านตัน x อัตรารับซื้อข้าวเปลือกตันละ 300 บาท) 

2. ค่าสีแปรสภาพข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร 600 ล้านบาท (คำนวณจาก 3 ล้านตัน x อัตราค่าจ้างสีแปรสภาพตันละ 200 บาท) 

3. ค่าใช้จ่ายบริหารจัดการให้ผู้รับซื้อ 180 ล้านบาท (คำนวณจาก 3 ล้านตัน x ค่าบริหารจัดการตันละ 60 บาท)

อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 ยังมีโครงการอื่น ๆ ที่เสนอเข้ามายังที่ประชุมครม.และผ่านการเห็นชอบ ประกอบด้วย 

1.เห็นชอบการปรับลดวงเงินสินเชื่อต่อต้นข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกปทุมธานีและข้าวเปลือกเหนียว ตามโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 ส่งผลให้วงเงินสินเชื่อปรับลดลงจากเดิม 36,232.50 ล้านบาท เป็น 35,011.50 ล้านบาท (ปรับลดลง 1,221 ล้านบาท) และวงเงินจ่ายขาดปรับลดลง จากเดิม 9,164.23 ล้านบาท เป็น 9,013.24 ล้านบาท (ปรับลดลง 150.99 ล้านบาท) เนื่องจากสถานการณ์ราคาข้าวเปลือกในปัจจุบันมีแนวโน้มต่ำกว่าราคาการให้สินเชื่อต่อตันตามโครงการ 

2. เห็นชอบขยายระยะเวลาโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก ปีการผลิต 2566/67 ไปอีก 6 เดือน จากเดิมสิ้นสุดโครงการ วันที่ 31 ตุลาคม 2568 เป็นสิ้นสุดโครงการ วันที่ 30 เมษายน 2569 

3. รับทราบแนวทางการสนับสนุนการปลูกข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มมูลค่า (ข้าวประณีต) เป้าหมายกลุ่มเกษตรกร 200 กลุ่ม วงเงินจ่ายขาด 120 ล้านบาท โดยเบิกจ่ายจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในโอกาสแรกก่อน ซึ่งเป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 

ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีความเห็นเพิ่มเติมว่า ภาครัฐควรเร่งจัดสรรงบประมาณเพื่อไม่ให้กระทบต่อสภาพคล่องของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรติดตามกระบวนการดำเนินโครงการให้เป็นไปตามระเบียบ รวมทั้งประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการอย่างต่อเนื่องด้วย