thansettakij
thansettakij
“วีระพงษ์”ชี้อาหารแปรรูปคือ New Growth Engine ไทย  ดันครัวอาหารแห่งอนาคต

“วีระพงษ์”ชี้อาหารแปรรูปคือ New Growth Engine ไทย ดันครัวอาหารแห่งอนาคต

05 ม.ค. 69 | 11:13 น.
อัปเดตล่าสุด :05 ม.ค. 69 | 11:21 น.

“วีระพงษ์ ประภา” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชี้อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป คือ โอกาสใหม่ของเศรษฐกิจไทย เสนอปลดล็อกกฎระเบียบ เชื่อมงานวิจัย เกษตรกร SMEs ดันไทยสู่ครัวอาหารแห่งอนาคตของโลก

KEY

POINTS

  • นายวีระพงษ์ ประภา ชี้ว่า อุตสาหกรรมอาหารแปรรูปคือเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) ที่มีศักยภาพผลักดันให้ไทยเป็นครัวอาหารแห่งอนาคตของโลก
  • ชูจุดแข็งของไทยด้านความหลากหลายของวัตถุดิบและชื่อเสียงอาหารไทย เพื่อเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในตลาดอาหารมูลค่าสูง เช่น อาหารสุขภาพและโปรตีนทางเลือก
  • เสนอแนวทางส่งเสริมอุตสาหกรรมผ่านการปฏิรูปกฎระเบียบให้เอื้อต่อธุรกิจ บูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ และเร่งเจรจาการค้าเสรี

นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตผู้แทนการค้าไทย เปิดเผยในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2569 ว่า ขอชวนทุกท่านมาคุยกันเรื่อง New Growth Engines The Series EP 2: อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป หนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่สำคัญ ที่ไทยมีศักยภาพจะไปได้ไกลกว่านี้

(1) เป้าหมายของการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปไทย 

พัฒนาให้ไทยเป็นครัวอาหารแห่งอนาคตของโลก ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารที่มีอยู่เดิม ทำให้ผลิตผลการเกษตรกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง สร้างประโยชน์ให้กับเกษตรกร ผู้ผลิตทุกขนาด และธุรกิจการตลาด

ทำไมไทยจึงควรส่งเสริมอุตสาหกรรมนี้?

• ตลาดอาหารมูลค่าสูงขยายตัวอย่างมากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นอาหารดั้งเดิมหรืออาหารแห่งอนาคต เช่น อาหารสุขภาพ อาหารจากโปรตีนทางเลือก หรืออาหารที่ออกแบบมาให้เข้ากับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ

• ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านอาหาร ทั้งความหลากหลายของวัตถุดิบ ความชำนาญในการผลิต และภาพลักษณ์อาหารไทยที่เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก 

 

• ไทยต้องปรับเปลี่ยนจากที่เน้นแข่งขันด้วยราคา ไปสู่การแข่งขันด้วยคุณภาพและมาตรฐานความยั่งยืน

• ถ้าทำได้ คนไทยจะได้ประโยชน์หลายทาง เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น ผู้ประกอบการในพื้นที่ต่างๆ มีโอกาสเติบโต งานที่ดีกลับไปที่ภูมิภาคมากขึ้น และคนไทยได้บริโภคอาหารที่มีคุณภาพสูงขึ้น 

(2) ปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปในไทยเป็นอย่างไร?

• ผลิตภัณฑ์อาหารมูลค่าสูงของไทยยังมีจำกัดและกระจุกตัวอยู่ที่บริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นผู้นำนวัตกรรม และสามารถผลิตได้ตรงตามมาตรฐานโลก 

• SMEs ส่วนมากยังเป็นผู้รับจ้างผลิตมากกว่าพัฒนานวัตกรรมของตนเอง และเข้าไม่ถึงตลาดโลกมากนัก ทำให้รายได้ไม่โตเท่าที่ควร 

• กฎระเบียบและมาตรฐานด้านอาหารบางส่วนยังไม่ชัดเจนและซับซ้อน สร้างต้นทุนให้ธุรกิจ

• ขาดการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานวิจัย-เกษตรกร-ผู้ผลิตทั้งใหญ่ กลาง เล็ก เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมร่วมกัน

                           “วีระพงษ์”ชี้อาหารแปรรูปคือ New Growth Engine ไทย  ดันครัวอาหารแห่งอนาคต

(3) ประชาธิปัตย์จะทำอย่างไรเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมนี้?

• ปรับกฎระเบียบและมาตรฐานด้านอาหารให้เป็น “ทางผ่าน” ไม่ใช่ “กำแพง”: ลดความซ้ำซ้อน ความล่าช้า และความไม่แน่นอนของกฎเกณฑ์

• ผนวกรวมกลไกภาครัฐและร่วมมือกับเอกชนให้อยู่ในที่เดียว 

o Food Innopolis แห่งสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ชี้เป้าอุตสาหกรรมดาวรุ่ง ผลักดันให้งานวิจัยกลายเป็นผลิตภัณฑ์จริง และสนับสนุน SMEs ที่อยากออกแบบและทดลองผลิตภัณฑ์ก่อนออกขาย

o กระทรวงพาณิชย์สนับสนุนผู้ประกอบการให้จดทะเบียนสิทธิบัตรนวัตกรรม และนำผลิตภัณฑ์ออกไปขายในตลาดศักยภาพ ผ่านทูตพาณิชย์ที่ประจำการทั่วโลก

o กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พัฒนากฎเกณฑ์ให้เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม และเชื่อมโยงเกษตรกรเข้ากับผู้ผู้วิจัยและผู้ผลิตในทุกภูมิภาค

o หน่วยงานส่งเสริม SMEs เพิ่มการสนับสนุนด้านเงินทุน เทคโนโลยี และการตลาด
o สร้างความร่วมมือกับแพลตฟอร์มภาคเอกชนในส่วนที่มีจุดแข็งเหนือกว่าภาครัฐ เช่น การร่วมมือกับ SMEs ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่อาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

o เร่งเจรจาการค้าเสรีกับประเทศเป้าหมาย เพื่อลดภาษีนำเข้า สร้างความชัดเจนเกี่ยวกับกฎระเบียบ และลดกำแพงทางการค้าให้กับผู้ประกอบการและเกษตรกรไทย