
“วีระพงษ์”ชี้อาหารแปรรูปคือ New Growth Engine ไทย ดันครัวอาหารแห่งอนาคต
“วีระพงษ์ ประภา” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชี้อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป คือ โอกาสใหม่ของเศรษฐกิจไทย เสนอปลดล็อกกฎระเบียบ เชื่อมงานวิจัย เกษตรกร SMEs ดันไทยสู่ครัวอาหารแห่งอนาคตของโลก
KEY
POINTS
- นายวีระพงษ์ ประภา ชี้ว่า อุตสาหกรรมอาหารแปรรูปคือเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) ที่มีศักยภาพผลักดันให้ไทยเป็นครัวอาหารแห่งอนาคตของโลก
- ชูจุดแข็งของไทยด้านความหลากหลายของวัตถุดิบและชื่อเสียงอาหารไทย เพื่อเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในตลาดอาหารมูลค่าสูง เช่น อาหารสุขภาพและโปรตีนทางเลือก
- เสนอแนวทางส่งเสริมอุตสาหกรรมผ่านการปฏิรูปกฎระเบียบให้เอื้อต่อธุรกิจ บูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ และเร่งเจรจาการค้าเสรี
นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตผู้แทนการค้าไทย เปิดเผยในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2569 ว่า ขอชวนทุกท่านมาคุยกันเรื่อง New Growth Engines The Series EP 2: อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป หนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่สำคัญ ที่ไทยมีศักยภาพจะไปได้ไกลกว่านี้
(1) เป้าหมายของการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปไทย
พัฒนาให้ไทยเป็นครัวอาหารแห่งอนาคตของโลก ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารที่มีอยู่เดิม ทำให้ผลิตผลการเกษตรกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง สร้างประโยชน์ให้กับเกษตรกร ผู้ผลิตทุกขนาด และธุรกิจการตลาด
ทำไมไทยจึงควรส่งเสริมอุตสาหกรรมนี้?
• ตลาดอาหารมูลค่าสูงขยายตัวอย่างมากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นอาหารดั้งเดิมหรืออาหารแห่งอนาคต เช่น อาหารสุขภาพ อาหารจากโปรตีนทางเลือก หรืออาหารที่ออกแบบมาให้เข้ากับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ
• ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านอาหาร ทั้งความหลากหลายของวัตถุดิบ ความชำนาญในการผลิต และภาพลักษณ์อาหารไทยที่เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก
• ไทยต้องปรับเปลี่ยนจากที่เน้นแข่งขันด้วยราคา ไปสู่การแข่งขันด้วยคุณภาพและมาตรฐานความยั่งยืน
• ถ้าทำได้ คนไทยจะได้ประโยชน์หลายทาง เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น ผู้ประกอบการในพื้นที่ต่างๆ มีโอกาสเติบโต งานที่ดีกลับไปที่ภูมิภาคมากขึ้น และคนไทยได้บริโภคอาหารที่มีคุณภาพสูงขึ้น
(2) ปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปในไทยเป็นอย่างไร?
• ผลิตภัณฑ์อาหารมูลค่าสูงของไทยยังมีจำกัดและกระจุกตัวอยู่ที่บริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นผู้นำนวัตกรรม และสามารถผลิตได้ตรงตามมาตรฐานโลก
• SMEs ส่วนมากยังเป็นผู้รับจ้างผลิตมากกว่าพัฒนานวัตกรรมของตนเอง และเข้าไม่ถึงตลาดโลกมากนัก ทำให้รายได้ไม่โตเท่าที่ควร
• กฎระเบียบและมาตรฐานด้านอาหารบางส่วนยังไม่ชัดเจนและซับซ้อน สร้างต้นทุนให้ธุรกิจ
• ขาดการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานวิจัย-เกษตรกร-ผู้ผลิตทั้งใหญ่ กลาง เล็ก เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมร่วมกัน
(3) ประชาธิปัตย์จะทำอย่างไรเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมนี้?
• ปรับกฎระเบียบและมาตรฐานด้านอาหารให้เป็น “ทางผ่าน” ไม่ใช่ “กำแพง”: ลดความซ้ำซ้อน ความล่าช้า และความไม่แน่นอนของกฎเกณฑ์
• ผนวกรวมกลไกภาครัฐและร่วมมือกับเอกชนให้อยู่ในที่เดียว
o Food Innopolis แห่งสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ชี้เป้าอุตสาหกรรมดาวรุ่ง ผลักดันให้งานวิจัยกลายเป็นผลิตภัณฑ์จริง และสนับสนุน SMEs ที่อยากออกแบบและทดลองผลิตภัณฑ์ก่อนออกขาย
o กระทรวงพาณิชย์สนับสนุนผู้ประกอบการให้จดทะเบียนสิทธิบัตรนวัตกรรม และนำผลิตภัณฑ์ออกไปขายในตลาดศักยภาพ ผ่านทูตพาณิชย์ที่ประจำการทั่วโลก
o กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พัฒนากฎเกณฑ์ให้เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม และเชื่อมโยงเกษตรกรเข้ากับผู้ผู้วิจัยและผู้ผลิตในทุกภูมิภาค
o หน่วยงานส่งเสริม SMEs เพิ่มการสนับสนุนด้านเงินทุน เทคโนโลยี และการตลาด
o สร้างความร่วมมือกับแพลตฟอร์มภาคเอกชนในส่วนที่มีจุดแข็งเหนือกว่าภาครัฐ เช่น การร่วมมือกับ SMEs ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่อาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
o เร่งเจรจาการค้าเสรีกับประเทศเป้าหมาย เพื่อลดภาษีนำเข้า สร้างความชัดเจนเกี่ยวกับกฎระเบียบ และลดกำแพงทางการค้าให้กับผู้ประกอบการและเกษตรกรไทย






