KEY
POINTS
วันนี้ (2 พฤศจิกายน 2568) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการทระทรวงพาณิชย์กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Go Thailand 2026 Beyond Surviva หัวข้อ : Trade amid Geopolitics พลิกเกมการค้าไทย ฝ่าภูมิรัฐศาสตร์โลก ว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญความผันผวนจาก 4 เทรนด์สำคัญ ได้แก่
De-Globalisation (การลดโลกาภิวัตน์) หลังวิกฤตโรคระบาดและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มันทำให้หลายประเทศ มีการแบ่งขั้วง่ายขึ้น หลายประเทศหันไปพึ่งพาตนเอง
De-carbonisation (การลดการปล่อยคาร์บอน) นำมาซึ่งมาตรการทางการค้าที่เข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะจากกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งผู้ประกอบการไทยต้องสามารถพิสูจน์กระบวนการผลิตและการขนส่งที่ยั่งยืน และตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน
Digitalisation (การขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล) สร้างช่องทางและโอกาสทางการค้าใหม่ที่ไร้พรมแดน แต่ขณะเดียวกันก็เป็นความท้าทายสำหรับผู้ที่ปรับตัวไม่ทัน
Demographics (ประชากรศาสตร์) ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบและมีประชากรลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อภายในประเทศและการบริโภคโดยรวม
นางศุภจี กว่าวว่า ทั้ง 4 เรื่องทำให้เราขยับปรับเปลี่ยน อย่างไรก็ดีเราสามารถเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส ทำให้เราต้องขยับปรับเปลี่ยน แต่ในขณะเดียวกัน เวลาที่มองก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่มีแต่ความท้าทายเท่านั้น ถ้าเปิดตาดูก็สามารถฉวยโอกาส และสามารถเปลี่ยนวิกฤตกลายเป็นโอกาสได้
ทั้งนี้ สภาวะการค้าโลก มีแบ่งหลายขั้วอำนาจ (MULTIPOLAR WORLD) เช่น จีนและสหรัฐฯ สำหรับไทย สหรัฐฯเป็นประเทศที่ส่งออก เป็นอันดับ 1 มีมูลค่าการส่งออก 1.8-1.9 ล้ายล้านบาทต่อปี หรือ 10% ของ GDP ในขณะเดียวกัน จีน เป็นคู่ค้าอันดับ 1 ทั้งนำเข้าและส่งออก ซึ่งไทยส่งออกไปเป็นอันดับ 2 ฉะนั้นไทยต้องวางตัวให้ถูกช่องและถูกจังหวะ พอโลกมันมีหลายขั้ว เราต้อง ปรับเปลี่ยน หรือ New World Order คือการจัดระเบียบโลกใหม่ ซึ่งเป็นโอกาสที่น่าสนใจ
นอกจากนี้ เราต้องพึ่งพาตัวเอง อย่างเดียวมัน ต้องพึ่งพาคนอื่นด้วย โดยการทำมาค้าขายหรือการเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่ อุปสงค์ อุปทาน เลือกพันธมิตรที่เชื่อใจ หรือที่เรียกว่า Friend-Shoring
รวมถึงการปกป้องทางการค้า (TRADE PROTECTIONISM) เรื่องของการปกป้องทางการค้า โดยที่ใช้ มาตรการทางด้านภาษี และไม่ใช่ภาษี ปัจจุบันไทย กำลังเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ เห็นได้ชัดเจนว่าเมื่อโลกมีการเปลี่ยนแปลงทำให้หลายประเทศมีการออกมาตรการภาษีเพื่อปกป้องประเทศตัวเอง สุดท้ายคือการเบี่ยงเบนทางการค้า (TRADE DIVERSION) ต้องดูกระแสว่าไปทางไหน และต้องเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่ อุปสงค์ อุปทาน ให้ได้
“ถ้าเราวางตัวให้ถูกจังหวะ ไทยจะสามารถเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปสงค์–อุปทานใหม่ของโลกได้ การวางตัวของไทยในห่วงโซ่การค้าโลกจากคู่ค้า เป็นพันธมิตร อาศัยหลักการ เป็นมิตร เปิดกว้าง และสร้างประโยชน์ร่วม”
ด้านบทบาทของไทยในห่วงโซ่การค้าโลก จากคู่ค้าสู่พันธมิตร ขณะนี้ประเทศไทยมีดุลการค้าเกินดุลกับอินเดีย ซึ่งทำให้การเจรจาเพื่อขอให้อินเดียซื้อสินค้าไทยเพิ่มเป็นเรื่องยาก เนื่องจากอินเดียประสบปัญหาขาดดุลการค้ากับไทยอยู่แล้ว กลยุทธ์ใหม่ในการเจรจาคือการเปลี่ยนสถานะจาก "คู่ค้า" เป็น "พันธมิตร" เพื่อการเติบโตร่วมกัน โดยใช้ข้อมูลกำหนดแนวทางเพื่อหาประโยชน์ร่วมกัน
ทั้งนี้ ประเทศไทยต้องใช้ประโยชน์จากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ซึ่งเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นทางผ่านสำคัญในการขนส่งจากเหนือลงใต้ และจากตะวันออกไปตะวันตก รัฐบาลมีเป้าหมายในการใช้จุดแข็งนี้ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ (Logistics Hub) และเป็นตัวเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ให้เกิดขึ้นจริง
นอกจากนี้ การผนึกกำลัง 'ทีมไทยแลนด์' ภาครัฐและเอกชน ความสำเร็จในการปรับบทบาทนี้ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบของ 'ทีมไทยแลนด์' โดยภาครัฐทุกกระทรวงจะต้องพูดเป็นเสียงเดียวกัน (One Voice) เช่น การจัดทำ Thailand Pitching Deck เพื่อนำเสนอจุดแข็งของประเทศในทุกเวที
อีกทั้ง ภาคเอกชนเป็นส่วนสำคัญของทีมไทยแลนด์ ซึ่งต้องรวมถึง สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า ตลาดหลักทรัพย์ฯ สมาคมธนาคารไทย และภาคเกษตรกรรม เพื่อร่วมกันมองถึงประโยชน์ร่วมของประเทศเป็นสำคัญ
นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์ได้วางกลยุทธ์ในระเบียบการค้าโลกใหม่ 3 บทบาท คือ การสร้างความสมดุลเพื่อให้เกิด ประโยชน์สูงสุด และเข้าไปเชื่อมโยง ทุก Supply Chain ที่เรามีศักยภาพเพื่อปกป้องผู้ ประกอบการภายในประเทศ และเกษตรกร และกระจายความเสี่ยง เช่น สหรัฐฯ และ จีน ซึ่งไทยยังต้องพึ่งพาอยู่ ดังนั้นต้องพยายามหาตลาดอื่นๆ เพื่อที่จะทดแทน
อย่างไรก็ดี กระทรวงพาณิชย์กำลังเดินหน้า นโยบาย QUICK BIG WIN พลิกเกมการค้าไทย ใน 4 ด้านสําคัญ 3 ปกป้องตนเองจาก โลกาภิวัตน์ถดถอย (De-globalization) และการแตกกระจาย (Fragmentation) ของมหาอำนาจ
เช่น เจรจาข้อตกลงสหรัฐฯ โดยมีเป้าหมายผลักดันสินค้าไทยให้เข้าสู่บัญชี Annex 3 เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยเฉพาะสินค้าที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตได้เอง เช่น ข้าวหอมมะลิ
สนับสนุน SME และยกระดับการเงิน: ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (เช่น depa) เพื่อยกระดับความรู้ทางการเงิน (Financial Ratio) และทักษะ (Upskill/Reskill) ให้ SME สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้
"การสร้างความร่วมมือร่วมใจ ทางภาครัฐก็สร้างโอกาส เอกชนก็สร้างโอกาส ประชาชนก็จะได้รับประโยชน์ด้วยกัน เมื่อการค้าเดินได้ เศรษฐกิจ ก็เดินหน้า เมื่อเศรษฐกิจ เดินหน้า ประเทศ ไทยก็เติบโตเราจะได้ Go Beyond Survive "