thansettakij
thansettakij
นายกประมงนอกน่านน้ำเดือด ซัดกฎหมายใหม่ทำอุตฯ สูญพันธุ์

นายกประมงนอกน่านน้ำเดือด ซัดกฎหมายใหม่ทำอุตฯ สูญพันธุ์

25 มิ.ย. 69 | 06:27 น.
อัปเดตล่าสุด :25 มิ.ย. 69 | 07:11 น.

นายกสมาคมประมงนอกน่านน้ำไทย เตือนผลกระทบรุนแรงจากร่างกฎหมายประมงใหม่ ระบุเงื่อนไขเกินจริงจนผู้ประกอบการอยู่ไม่ได้ เสี่ยงทำธุรกิจประมงนอกน่านน้ำไทยสูญพันธุ์ทั้งระบบ

KEY

POINTS

  • นายกสมาคมการประมงนอกน่านน้ำฯ ชี้ว่าร่างกฎหมายประมงฉบับใหม่ไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง เนื่องจากมีข้อบังคับที่ขัดแย้งและซ้ำซ้อน
  • อุตสาหกรรมประมงนอกน่านน้ำไทยได้รับผลกระทบอย่างหนักจากกฎหมายเดิม ทำให้จำนวนเรือลดลงจากกว่า 1,000 ลำ เหลือเพียง 2 ลำ และเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์
  • ผู้ประกอบการกังวลเรื่องบทลงโทษและค่าปรับที่รุนแรงเกินเหตุ ซึ่งอาจสูงถึงหลักร้อยล้านบาท และวิจารณ์กระบวนการร่างกฎหมายที่ขาดการมีส่วนร่วม

ด้วยกรมประมงมีนโยบายในการส่งเสริม พัฒนา และแก้ไขปัญหาการประมงนอกน่านน้ำไทย โดยมีนโยบายหลักมุ่งเน้นการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และพัฒนาเป็นกองเรือประมงนอกน่านน้ำไทยในอนาคต เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำ

ล่าสุด เปิดร่วมแสดงความคิดเห็นต่อหลักการเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอและการออกหนังสือรับรองเพื่อประกอบการยื่นขอจดทะเบียนเรือไทยสำหรับเรือประมงพาณิชย์เพื่อทำการประมงนอกน่านน้ำไทยโดยสามารถแสดงความคิดเห็นได้ตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2569 - 16 กรกฎาคม 2569 ผ่านระบบกลางทางกฎหมาย (คลิกอ่าน)

นายอภิสิทธิ์ เตชะนิธิสวัสดิ์ นายกสมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย

นายอภิสิทธิ์ เตชะนิธิสวัสดิ์ นายกสมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” กล่าวว่า ร่างกฎหมายประมงฉบับใหม่ (คลิกอ่าน) ที่กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็น ชี้เป็นกฎหมายที่เขียนโดยนักวิชาการแต่ "ปฏิบัติไม่ได้จริง" เปรียบสถานการณ์ประมงไทยหลังเจอวิกฤต IUU ปี 2558 เหมือนโดนระเบิดนิวเคลียร์ถล่มจนอุตสาหกรรมพังพินาศ วอนรัฐเร่งแก้ไขก่อนอาชีพประมงนอกน่านน้ำจะสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย

กฎหมาย "ขัดกันเอง" บังคับใช้ซ้ำซ้อนผู้ประกอบการไปไม่รอด

นายอภิสิทธิ์ เปิดเผยถึงความอัดอั้นของคนในอาชีพประมงนอกน่านน้ำว่า สิ่งที่เจ้าหน้าที่รัฐและนักวิชาการออกแบบมานั้น สวนทางกับความเป็นจริงในเชิงปฏิบัติอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะข้อบังคับที่กำหนดให้เรือประมงไทยที่ไปทำประมงในเขตน่านน้ำต่างประเทศ ต้องรายงานตัวต่อกรมประมงไทย ทั้งที่ในทางสากล เรือต้องปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐชายฝั่งที่เข้าไปทำการประมงอยู่แล้ว

"เหมือนคุณบังคับให้เราถือสัญชาติเดียว แต่ในทางปฏิบัติกลับจะให้เราเป็นคนสองสัญชาติ ซึ่งมันขัดแย้งกันเองในการออกกฎระเบียบ" นายอภิสิทธิ์กล่าวเสริมว่าภาครัฐเคยรับฟังปัญหาไปแล้ว แต่ก็แก้ไขเพียงเล็กน้อยแบบประปราย ซึ่งไม่สามารถช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้

จาก "พันลำ" สู่ "ศูนย์" วิบากกรรมประมงนอกน่านน้ำ 

ข้อมูลที่น่าตกใจจากนายกสมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย ระบุว่า ก่อนที่ไทยจะประสบปัญหา IUU ในปี 2558 เคยมีเรือประมงนอกน่านน้ำมากกว่า 1,000 ลำ แต่ปัจจุบันกลับเหลืออยู่เพียง 2 ลำเท่านั้น และยังมีสถานะที่ "รุ่มๆ ดอนๆ" ไม่รู้ว่าจะต้องปิดตัวลงเมื่อไร

“ยังเปรียบเทียบความเสียหายที่เกิดขึ้นว่ารุนแรงยิ่งกว่าตึกถล่ม "ต้องบอกว่าเหมือนโดนระเบิดนิวเคลียร์ลง ตายเรียบ" เนื่องจากกฎหมายปัจจุบันไม่เอื้อต่อการทำธุรกิจ เช่น กรณีการทำประมงในต่างประเทศที่ถูกกฎหมายของประเทศนั้นๆ แล้ว แต่กลับอาจถูกตัดสินว่าผิดกฎหมายไทย”

ค่าปรับโหด "ร้อยล้าน" – เจ้าของเรือรับกรรมแทนลูกน้อง

อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความกังวลอย่างมากคือ บทลงโทษและค่าปรับ ที่นายอภิสิทธิ์ระบุว่ามีความรุนแรงเกินกว่าเหตุ หากมีการกระทำผิดเพียงจุดเดียว ค่าปรับอาจพุ่งสูงถึง 100 ล้านบาท เนื่องจากกฎหมายมีการคำนวณตัวคูณเพิ่มเข้าไปและไม่แยกแยะความผิดให้ชัดเจน

"สมมติลูกเรือไปจับปลาในเขตห้ามจับ แต่ผมเป็นเจ้าของเรือนอนอยู่ที่คอนโด ผมกลายเป็นคนผิดไปด้วย เหมือนคุณทำธุรกิจรถเมล์ แล้วคนขับรถไปเกิดอุบัติเหตุ แต่เจ้าของรถซวยไปด้วย แล้วแบบนี้ใครจะอยากทำอาชีพนี้"

 

สับกรมประมง "เขียนเสร็จค่อยเรียกมาดู" – จี้กู้เศรษฐกิจ 

นายอภิสิทธิ์ ระบุด้วยว่ากระบวนการร่างกฎหมายที่ผ่านมา สมาคมฯ ที่ทำงานมา 30-40 ปี กลับไม่มีส่วนร่วมในการร่างตั้งแต่ต้น แต่รัฐกลับนำร่างที่เขียนเสร็จแล้วมาให้ดูภายหลัง ซึ่งเป็นการนำเนื้อหาเดิมๆ มาปรับปรุงใหม่แต่ยังใช้ปฏิบัติจริงไม่ได้

ความเสียหายนี้ไม่ได้กระทบเพียงชาวประมง แต่ลามไปถึงห่วงโซ่อุปทานใน 22 จังหวัดชายทะเล ทั้งโรงหล่อ ช่างเครื่องยนต์ และแรงงานประมงไทยที่ต้องตกงานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในสมุทรสาครที่เคยมีการขึ้นปลาเฉลี่ยวันละ 1,000 ตัน หรือปีละกว่า 300 ล้านกิโลกรัม ซึ่งเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่มหาศาล

กฎหมายที่ดีต้องมีคนปฏิบัติได้

สุดท้าย นายอภิสิทธิ์ ฝากทิ้งท้ายถึงกรมประมงว่า หัวใจสำคัญไม่ใช่เพียงการออกกฎหมายเพื่อควบคุม แต่ต้องทำอย่างไรให้ประมงนอกน่านน้ำกลับมาเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติได้อีกครั้ง เพราะถ้าคุณออกกฎหมายมาแต่ไม่มีคนปฏิบัติได้จริง คุณไม่ต้องออกก็ได้ โดยหลังจากนี้จะทำการตรวจสอบรายละเอียดของร่างกฎหมายที่เปิดประชาพิจารณ์อย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลและนำเสนอแนวทางที่เหมาะสมต่อไป