การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินครอบคลุมทั้งจังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 นับเป็นครั้งแรกที่รัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” ใช้มาตรา 5 และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เพื่อรับมือมหาอุทกภัยที่ถูกระบุว่า “ร้ายแรงอย่างไม่เคยมีมาก่อน” ทั้งในระดับผลกระทบต่อชีวิตประชาชน และความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ
คำประกาศระบุชัดว่าสถานการณ์ฝนตกหนักสร้าง “มหาอุทกภัย” ในหลายอำเภอของสงขลา จนกระทบความปลอดภัยและการดำรงชีวิตประชาชนอย่างปกติสุข การบริหารงานตามระบบราชการปกติไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องใช้อำนาจตามกฎหมายพิเศษ พร้อมแต่งตั้งให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็น “ผู้บัญชาการสถานการณ์ฉุกเฉิน” ถืออำนาจสั่งการแนวหน้าในพื้นที่ คล้ายรูปแบบการบัญชาการแบบ single command ที่เคยใช้ในเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่และภัยพิบัติระดับประเทศในอดีต
สาระสำคัญที่น่าจับตา อยู่ที่ประกาศฉบับที่สองซึ่งมีผลทันทีหลังประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน นั่นคือการ “โอนอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของรัฐมนตรีหลายกระทรวงมาอยู่ในมือของนายกรัฐมนตรี” เป็นการชั่วคราว เพื่อการอนุมัติ อนุญาต บัญชาการ ป้องกัน หรือฟื้นฟูผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้
โครงสร้างอำนาจพิเศษดังกล่าว เปิดช่องให้นายกรัฐมนตรีสามารถตัดสินใจเชิงเร่งด่วนเกี่ยวกับระบบสาธารณสุข การจราจร การอพยพ การควบคุมสินค้า การจัดสรรเครื่องมือแพทย์ ไปจนถึงการควบคุมด้านพลังงาน คมนาคมทางน้ำ-ทางบก-ทางอากาศ รวมถึงด้านความมั่นคงไซเบอร์และข้อมูลสื่อสาร ทุกอย่างเพื่อการแก้ปัญหาแบบ “ไม่ติดขั้นตอนราชการปกติ”
รายชื่อกฎหมายที่ถูกโอนอำนาจให้นายกรัฐมนตรีรวม 40 ฉบับ ครอบคลุมตั้งแต่ พ.ร.บ.การแพทย์ฉุกเฉิน, พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, พ.ร.บ.จราจรทางบก, พ.ร.บ.อาหาร, พ.ร.บ.สาธารณสุข, พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์, พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง, พ.ร.บ.โรคติดต่อ, ไปจนถึงกฎหมายด้านสื่อสารและราคาสินค้าเช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และ พ.ร.บ.ควบคุมราคาและบริการ
สิ่งที่ “ต่างออกไป” คือชุดกฎหมายเพิ่มเติมที่รัฐบาลอนุทินเลือกโอนอำนาจ ซึ่งไม่เคยอยู่ในรายการช่วงการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในช่วงการระบาดของโควิด-19 เช่น
ชุดกฎหมายเหล่านี้สะท้อนว่ารัฐบาลเห็นพื้นที่ “ทะเล - ประมง - แรงงานข้ามชาติ - ระบบน้ำหลาก” เป็นจุดวิกฤตของสถานการณ์สงขลาครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงน้ำท่วมบนบก แต่รวมถึงผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจชายฝั่ง การเดินเรือ การทำประมงเชิงพาณิชย์ และโครงสร้างควบคุมแรงงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของชุมชนริมทะเล
ในทางกลับกัน ช่วงประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในยุค พล.อ.ประยุทธ์ รัฐบาลในเวลานั้นโอนอำนาจจากกฎหมายอีกชุดที่ตอนนี้ “ไม่ปรากฏ” ในรายการของรัฐบาลอนุทิน เช่น พ.ร.บ.เชื้อโรคและพิษจากสัตว์, พ.ร.บ.สถานบริการ, พ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ, พ.ร.บ.อาวุธปืน, หรือ พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย สะท้อนลักษณะวิกฤตที่ต่างกันระหว่าง “โรคระบาดโควิด-19” กับ “อุทกภัยขนาดใหญ่”
กล่าวอีกมุมหนึ่ง รายการกฎหมายที่รัฐบาลอนุทินเลือกโอนอำนาจจึงเป็นการวิเคราะห์สถานการณ์เชิงโครงสร้าง ว่าเป็น “วิกฤตน้ำท่วมที่มีมิติด้านคมนาคม พลังงาน ประมง การขนส่ง และโครงสร้างพื้นฐานชายฝั่ง” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการอพยพหรือศูนย์พักพิงเท่านั้น
ในทางการเมือง การโอนอำนาจกว้างขนาดนี้ยังสะท้อนการบริหารแบบ “ศูนย์กลางอำนาจด้านวิกฤต” ซึ่งทำให้นายกรัฐมนตรีสามารถเร่งรัดคำสั่งข้ามกระทรวงได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนปกติของระบบราชการหรือมติหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รัฐบาลเชื่อว่าจะช่วยลดความล่าช้าในการจัดสรรเครื่องมือ การเปิด - ปิดการเดินทางในพื้นที่เสี่ยง การจัดการแรงงานประมง การเคลื่อนย้ายเสบียง และการบริหารเขื่อน - ทางน้ำที่เชื่อมกับจังหวัดใกล้เคียง
การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินครั้งนี้จะมีผลถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 รวมเป็นระยะเวลา 3 เดือนเต็ม ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญต่อการฟื้นฟูหลังน้ำท่วม การประเมินความเสียหายต่อภาคประมง ภาคชายฝั่ง และโครงสร้างน้ำ รวมทั้งยุทธศาสตร์ย้ายชุมชนในพื้นที่เสี่ยงซ้ำซาก
ตลอดระยะเวลาการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สงขลาจะถูกบริหารด้วยโครงสร้างคำสั่งแบบรวมศูนย์ทั้งด้านความมั่นคง การแพทย์ การควบคุมสินค้า การเดินเรือ - เดินอากาศ และระบบน้ำ โดยมี ผบ.สส. เป็นผู้บัญชาการสถานการณ์ และนายกรัฐมนตรีเป็นศูนย์กลางการอนุมัติทุกมิติในชั้นสุดท้าย
ขณะที่สังคมกำลังจับตาอยู่สองประเด็นสำคัญ ได้แก่
น้ำท่วมสงขลาครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงวิกฤตธรรมชาติ แต่ยังเป็นบททดสอบ “รูปแบบการใช้อำนาจยามวิกฤต” ของรัฐบาล