
คาทูน นาทีต่อยอดธุรกิจดันไทยศูนย์กลางโลจิสติกส์อาเซียน-เอเชีย
คาทูน นาทีต่อยอดกลยุทธ์ธุรกิจรับการเติบโตพื้นที่อีอีซี เผยเตรียมลงทุนเพิ่ม 7,000 ล้านบาท ดันไทยศูนย์กลางโลจิสติกส์อาเซียน-เอเชีย
KEY
POINTS
- คาทูน นาที ขยายธุรกิจสร้างศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ "อมตะซิตี้" ในพื้นที่ EEC จังหวัดระยอง บนพื้นที่ 140,000 ตร.ม. เพื่อรองรับอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท
- ประกาศแผนลงทุนเพิ่มอีก 7,000 ล้านบาทในอีก 10 ปีข้างหน้า เพื่อผลักดันศักยภาพของไทยสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียนและเอเชีย
- เตรียมลงทุนกว่า 100 ล้านบาทใน 3 ปี เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นโครงการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ และการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
นายอาร์โน๊ด แดร์บ๊อดเรนเฮียน กรรมการผู้จัดการ บริษัท คาทูน นาที (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯได้ดำเนินการต่อยอดกลยุทธ์ทางธุรกิจรองรับการขยายตัวของลูกค้าในพื้นที่เขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี (EEC)
โดยการสร้างศูนย์กระจายสินค้าอมตะซิตี้ หรือ เอดีซี (ADC) บนพื้นที่ 140,000 ตารางเมตร ในอมตะซิตี้ จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นการสร้างคุณค่าให้กับห่วงโซ่อุปทานของประเทศ ผ่านระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ นวัตกรรม และมาตรฐานระดับโลก
ซึ่งอาคารดังกล่าวได้รับการออกแบบให้สามารถรองรับการขยายพื้นที่ได้สูงสุดถึง 140,000 ตารางเมตร ครอบคลุมการให้บริการโลจิสติกส์สำหรับหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น ยานยนต์, ปิโตรเคมี, สินค้าอุปโภคบริโภค และอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีจุดแข็งด้านเทคโนโลยี ระบบบริหารจัดการคลังสินค้าทันสมัย และทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ใจกลางภูมิภาค EEC
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนลงทุนกว่า 100 ล้านบาทภายในระยะเวลา 3 ปี เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นโครงการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ การปรับเปลี่ยนยานพาหนะและเครื่องจักรในสายการผลิตเป็นระบบไฟฟ้า (EV) การใช้ไฟ LED รวมถึงโครงการริเริ่มสีเขียวอื่น
อีกทั้งยังมุ่งพัฒนาชุมชนท้องถิ่น โดยร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษา เพื่อสร้างโอกาสในการจ้างงานและการพัฒนาทักษะแรงงานในภูมิภาค
“ที่ผ่านมาบริษัทได้ลงทุนในไทยรวมไปกว่า 7,000 ล้านบาท ซึ่งตามแผนในอีก 10 ปีข้างหน้าจะลงทุนเพิ่มอีกในจำนวนเท่ากันคือ 7,000 ล้านบาท เพราะมองเป็นศักยภาพของไทยที่เป็นสู่ศูนย์กลางของโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียนและเอเชียในอนาคต"







