
ฝ่าวิกฤติ 'หลักนิติธรรมไทย' อันดับ 78 ของโลก ย่ำอยู่กับที่มาแล้ว 10 ปี
'หลักนิติธรรมไทย' อาการหนัก ตกอยู่อันดับ 78 ของโลกจากทั้งหมด 142 ประเทศ คะแนนเต็ม 1 แต่ได้แค่ 0.50 หยุดนิ่ง 10 ปี "คอร์รัปชัน-จำกัดอำนาจรัฐ" คือจุดอ่อนสำคัญ นายกฯ รับปากเร่งยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ
KEY
POINTS
- ดัชนีหลักนิติธรรม (Rule of Law Index) ปี 2024 จัดอันดับให้ไทยได้คะแนน 0.50 จากเต็ม 1.00 อยู่ที่ 78 จาก 142 ประเทศ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ย่ำอยู่กับที่มาตลอด 10 ปี
- ไทยมีจุดอ่อนที่น่าเป็นห่วงในหลายด้าน โดยเฉพาะการจำกัดอำนาจรัฐ การปราศจากคอร์รัปชัน การบังคับใช้กฎระเบียบ และกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
- ปัญหาหลักนิติธรรมที่อ่อนแอส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ได้จัดเวทีสาธารณะด้านหลักนิติธรรม ครั้งที่ 3 เพื่อวิเคราะห์ การฟื้นฟูโครงสร้างเชิงระบบและหลักนิติธรรมเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมีการเปิดเผยข้อมูลสำคัญจากดัชนีชี้วัดหลักนิติธรรม (Rule of Law Index) ปี 2024 ของ The World Justice Project (WJP) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสถานการณ์หลักนิติธรรมของไทยน่าเป็นห่วง
ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญจากดัชนีชี้วัดหลักนิติธรรม (Rule of Law Index) ปี 2024 ของ The World Justice Project (WJP) โดยระบุว่า ประเทศไทยได้รับคะแนนเฉลี่ยเพียง 0.50 จากคะแนนเต็ม 1.00 ทำให้อยู่ในอันดับที่ 78 จาก 142 ประเทศทั่วโลก ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ 0.55 และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ 0.59
พบว่าคะแนนประเทศไทยมีความอ่อนแออย่างชัดเจน ในด้านการจำกัดอำนาจรัฐ ซึ่งได้ 0.46 จัดอยู่ในอันดับที่ 101 จาก 142 ประเทศ
การปราศจากคอร์รัปชัน ซึ่งได้ 0.46 และการบังคับใช้กฎระเบียบ ซึ่งได้ 0.45 และจัดอยู่ในอันดับที่ 99 จาก 142 ประเทศ
รวมถึงประเด็นปัญหาด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ที่ได้ 0.41 อันดับที่ 80/142
"ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา คะแนนตัวชี้วัดหลักนิติธรรมของไทยยังคงอยู่ที่ 0.50 จาก 0.52 ใน 10 ปีก่อน แสดงให้เห็นว่าความพยายามในการปฏิรูปยังคง ย่ำอยู่กับที่ ในขณะที่โลกก้าวไปข้างหน้า"ดร.พิเศษ กล่าว
ผอ. TIJ เปรียบสถานการณ์นี้ว่า เหมือนประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งอนาคตของประเทศขึ้นอยู่กับการออกแบบโครงสร้างและกติกาใหม่ให้กับสังคม โดยยอมรับว่าสนามแข่งขันของไทยยัง เอียงไม่น้อย เนื่องจากฝ่ายที่มีอำนาจบางฝ่ายยังคงได้เปรียบกว่าคนอื่น และกติกาบางข้อก็ไม่ได้ใช้กับผู้เล่นทุกกลุ่ม สิ่งที่ต้องแก้ไขไม่ใช่แค่ตัวกติกา แต่คือการออกแบบระบบนิเวศของหลักนิติธรรมใหม่ให้ตั้งอยู่บนดุลยภาพอย่างแท้จริง
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย เน้นย้ำว่า หลักนิติธรรมเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็นและเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงและความยุติธรรม และเป็นปัจจัยเอื้อที่สำคัญในการทำให้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) ข้ออื่น ๆ บรรลุผล
โดยเฉพาะ SDG ข้อ 16 ที่สอดคล้องกับองค์การ OECD ชี้ชัดว่า หลักนิติธรรมและธรรมาภิบาลที่เข้มแข็งคือเงื่อนไขสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนและการลงทุนที่มั่นคง
โดยเสนอให้รัฐบาลสร้างโมเมนตัมของการปฏิรูปใน 4 เดือนแรก โดยเริ่มต้นจาก 3 เรื่องพื้นฐานที่เป็นตัวชี้วัดสำคัญของ WJP ได้แก่
- การต่อต้านคอร์รัปชัน
- การสร้างรัฐบาลโปร่งใส
- การปฏิรูปกฎเกณฑ์
ดร. กิตติพงษ์ เน้นย้ำอีกว่า หลักนิติธรรมไม่ใช่แนวคิดเชิงอุดมคติ แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของความมั่นคงและอนาคตของประเทศไทย
ด้านมุมมองระหว่างประเทศ ดร. ทาเตียนา เทปโลวา ที่ปรึกษาอาวุโส หัวหน้าฝ่ายความร่วมมือระดับโลกด้านการมีส่วนร่วมและความยุติธรรม (GPI) สำนักงานธรรมาภิบาลภาครัฐ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) กล่าวเสริมว่า ปัญหาทางกฎหมายที่ไม่ได้รับการแก้ไขอาจทำให้ประเทศต้องสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 3% ของ GDP
จากการสำรวจในประเทศไทยพบว่า 56% ของประชาชน ระบุว่าต้นทุนทางการเงินและความซับซ้อนเป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงความยุติธรรม และเน้นย้ำว่า การลงทุนในกระบวนการยุติธรรมควรถูกมองว่าเป็น ทางเลือกเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่เพียงภาระ ดังนั้น ระบบความยุติธรรมที่โปร่งใส รวดเร็ว และเป็นธรรม จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นและปกป้องสิทธิของทุกคน
ขณะที่ นายมาร์ก ลูอิส หัวหน้าฝ่ายความร่วมมือภาครัฐ โครงการความยุติธรรมโลก (World Justice Project) ชี้ว่า ทั่วโลกกำลังเผชิญกับภาวะถดถอยของหลักนิติธรรมและหลักนิติธรรมที่เข้มแข็งสัมพันธ์โดยตรงกับผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและการแข่งขัน
การเสื่อมถอยของกระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง เช่น การปราศจากการแทรกแซงที่ไม่เหมาะสม ความล่าช้าที่ไม่มีเหตุผล และการบังคับใช้ที่ไม่ศักดิ์สิทธิ์ ส่งผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรมต่อความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะการบังคับใช้สัญญา การคอร์รัปชันในหน่วยงานภาครัฐ ตำรวจ และศาล ก็เป็นอุปสรรคสำคัญ
และย้ำว่า หลักนิติธรรมที่มั่นคงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศที่ให้การเข้าถึงอย่างเท่าเทียม และเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการแข่งขันในระดับสากล
ในส่วนของภาครัฐ นายอนุทิน ชาญวีกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถา โดยยอมรับถึงความสำคัญของการยกระดับหลักนิติธรรมให้เป็นวาระแห่งชาติเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยตัวเขาเป็นวิศวกรมองว่าความยุติธรรมเป็นเสมือนเสาเข็ม หรือรากฐานที่มั่นคงของทุกสังคม
"ผมสนับสนุนให้มีการบัญญัติคำว่า Justice for All (ความยุติธรรมสำหรับทุกคน) และให้คำมั่นว่าจะไม่ยอมให้เกิด Justice for some ภายใต้รัฐบาลนี้ หากขาดหลักนิติธรรมที่มั่นคง จะเกิดความวุ่นวายและกลายเป็นสภาวะที่ประเทศจะไม่สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน" นายอนุทิน กล่าว
นายกฯ กล่าวด้วยว่า นักลงทุนต้องการความไว้ใจและความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม การใช้อำนาจโดยมิชอบถือว่าเป็นรูปแบบการคอร์รัปชันที่เลวร้ายที่สุด โดยการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้กฎหมายเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง หรือละเว้นการบังคับใช้กฎหมายเพื่อปราบปรามอาชญากรรม ถือเป็น ความผิดทางวินัยร้ายแรง และต้องดำเนินคดีอาญาอย่างเด็ดขาด
โดยยืนยันว่าประเทศไทยกำลังมุ่งสู่การเป็นสมาชิก OECD ซึ่งต้องอาศัยมาตรฐานที่สูงในด้านเศรษฐกิจ ธรรมาภิบาล และหลักนิติธรรม และรัฐบาลจะมุ่งเน้นการวางเสาเข็ม วางฐานรากและการสร้าง Road Map เพื่อสร้างความโปร่งใส ผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงและตรวจสอบการตัดสินใจของรัฐได้ในทุกขั้นตอน
ขณะที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงเรื่อง การบูรณาการหลักนิติธรรมเพื่อนโยบายเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยระบุว่า เศรษฐกิจที่ยั่งยืนต้องประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ
1.โตในระยะยาวพร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
2. โตอย่างมีเสถียรภาพ จัดการปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้ธุรกิจ SME และหนี้สาธารณะ
3.โตอย่างทั่วถึง (Inclusive Growth)
4. โตโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
"หลักนิติธรรมเป็นเหมือนรากฐานหรือระบบนิเวศ ที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและเป็นธรรม หลักนิติธรรมที่นำมาปรับใช้กับนโยบายเศรษฐกิจต้องมีสามด้าน คือ ความเป็นธรรม ความชัดเจน คุ้มครองคนตัวเล็ก ประสิทธิภาพไม่ล่าช้า และ ความโปร่งใส" รองนายกฯเอกนิติ กล่าว






