
เอกชนชี้กฏหมายไทยล้าสมัย-ซับซ้อน ฉุดศักยภาพทางเศรษฐกิจ
เอกชนชี้กฏหมายไทยล้าสมัย ซับซ้อน และการปฏิรูประบบราชการที่ยังไม่จริงจังเป็นจุดอ่อนฉุดศักยภาพทางเศรษฐกิจ แนะรัฐเร่งปฏิรูปยกระดับขีดความสามารถแข่งขัน
KEY
POINTS
- ผลสำรวจ FTI CEO Poll ชี้ว่าผู้บริหารภาคเอกชนมองว่ากฎหมายที่ล้าสมัย ซับซ้อน และการปฏิรูประบบราชการที่ไม่จริงจัง เป็นจุดอ่อนสำคัญที่ฉุดรั้งศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทย
- ปัญหากฎหมายและระบบราชการดังกล่าวถูกระบุว่าเป็นสาเหตุหลัก (91.2%) ที่ทำให้การขยายตัวของ GDP ไทยต่ำกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค
- ภาคเอกชนเสนอให้ภาครัฐเร่งปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบ พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในกระบวนการอนุมัติอนุญาตเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดขั้นตอนที่ซับซ้อน
หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 46 ในเดือนกันยายน 2568 ภายใต้หัวข้อ “มุมมองต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยกับคู่แข่งในภูมิภาค”
ทั้งนี้ จากผลสำรวจพบว่า ผู้บริหาร ส.อ.ท. ประเมินว่าขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ยังอยู่ในระดับปานกลาง ทั้งในด้านต้นทุนการผลิต ความสามารถด้านเทคโนโลยี การเข้าถึงตลาด ผลิตภาพแรงงาน และการจัดการสิ่งแวดล้อม
โดยส่วนใหญ่เห็นว่าไทยมีข้อได้เปรียบจากทำเลที่ตั้งและโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ปัญหากฎหมายที่ล้าสมัย มีความซับซ้อน และการปฏิรูประบบราชการที่ยังไม่จริงจัง ถือเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ฉุดรั้งศักยภาพทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้การขยายตัวของ GDP ไทยต่ำกว่าที่ควรจะเป็น โดยในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา GDP ไทยเติบโตเพียง 2.8% ซึ่งนับว่าต่ำที่สุดในอาเซียน
ผู้บริหาร ส.อ.ท. จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบ พร้อมทั้งพัฒนาระบบราชการให้มีความโปร่งใส คล่องตัว และทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการอนุมัติอนุญาต จะช่วยลดขั้นตอนที่ซับซ้อน ลดต้นทุนเวลาและค่าใช้จ่ายทั้งของรัฐและเอกชน
อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อการลงทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
จากการสำรวจผู้บริหาร ส.อ.ท. (CEO Survey) จำนวน 145 ท่าน ครอบคลุม 47 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด สามารถสรุปผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 46 จาก 6 คำถาม ประกอบด้วย
เรื่องใดเป็นจุดแข็งของประเทศไทย เมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค
- ความได้เปรียบด้านที่ตั้งและความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน 73.8%
- ศูนย์กลางการผลิตอาหารและสินค้าเกษตรระดับโลก 40.7%
- ห่วงโซ่อุปทานและฐานการผลิตที่ครบวงจร 31.7%
- จุดมุ่งหมายด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาค 28.3%
เรื่องใดเป็นจุดอ่อนของประเทศไทยที่ทำให้ GDP ขยายตัวต่ำกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค
- กฎหมายที่ล้าสมัย ซับซ้อน และขาดการปฏิรูประบบราชการ 91.2%
- ความล่าช้าในการดำเนินนโยบายและการลงทุนโครงการพื้นฐานขนาดใหญ่ 51.3%
- การพึ่งพาอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่มีมูลค่าไม่สูง 46.9%
- การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและปัญหาหนี้ครัวเรือน 43.4%
ขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยอยู่ในระดับใดเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค
ปัจจัยเรื่องใดที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย
- การขาดแคลนแรงงานทักษะสูง และการพัฒนากำลังคนที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด 57.2%
- การขาดการพัฒนาสินค้าทำให้ได้รับความนิยมลดลง ผลกระทบจากสินค้าทุ่มตลาดและการแข่งขันที่รุนแรงในภูมิภาค 45.5%
- การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจรวมทั้งขาดเทคโนโลยีและนวัตกรรม 44.8%
- มาตรการทางการค้าของประเทศมหาอำนาจ และผลกระทบจากสงครามการค้า 40.0%
ภาครัฐควรเร่งดำเนินการในเรื่องใด เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย
- การปฏิรูปกฎหมายกฎระเบียบ และพัฒนาระบบราชการโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการอนุมัติอนุญาตภาครัฐ 66.9%
- การปรับโครงสร้างต้นทุนการผลิตให้สามารถแข่งขันได้ เช่น ค่าไฟฟ้า วัตถุดิบ โลจิสติกส์ เป็นต้น 51.0%
- การส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาสินค้าใหม่ๆ รวมทั้งการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 42.8%
- การยกระดับผลิตภาพแรงงานและพัฒนากำลังคนด้วยการ Upskill, Reskill, New Skills 33.1%
อุตสาหกรรมเป้าหมายใด (S-Curve) จะเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต
- การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ 34.5%
- การท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 34.5%
- การแพทย์ครบวงจร 26.9%
- การแปรรูปอาหาร 22.8%
- ยานยนต์สมัยใหม่ 20.0%
- อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ 18.6%






