
สภาวิชาชีพบัญชีรุกเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการตอบโจทย์โลกเปลี่ยน
สภาวิชาชีพบัญชีรุกเดินหน้าเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ มุ่งตอบโจทย์โลกเปลี่ยนตามเทคโนโลยี และ AI ที่มีผลกระทบต่อภาคธุรกิจ
KEY
POINTS
- สภาวิชาชีพบัญชีมุ่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีให้ปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกที่รวดเร็ว โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และ AI
- เตรียมจัดงาน TFAC’s Accounting Professions Summit 2025 เพื่อเป็นเวทีอัปเดตความรู้และเสริมศักยภาพนักบัญชีไทยให้พร้อมรับมือกับอนาคต
- ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น AI มาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ควบคู่กับการเน้นย้ำให้ผู้ประกอบวิชาชีพยึดมั่นในจรรยาบรรณ
นายวินิจ ศิลามงคล นายกสภาวิชาชีพบัญชี เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการเพิ่มศักยภาพให้กับผู้ประกอบการบัญชี เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และความคาดหวังจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีจึงจำเป็นต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วและแข็งแกร่ง เพื่อที่จะขับเคลื่อนองค์กรและเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ตั้งแต่ระดับโลกจนมาถึงระดับประเทศ ซึ่งจะมุ่งเน้นการใช้ดิจิทัล ไอที เทคโนโลยี และ AI มากขึ้น
ดังนั้นการที่อยู่ในแวดวงบัญชีและการเงินจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำความเข้าใจและสามารถนำปรับใช้ในการทำงานหรือทำธุรกิจเพื่อสามารถช่วยผู้ประกอบการในการบริหารธุรกิจได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน
นายวินิจ กล่าวอีกว่า สภาวิชาชีพบัญชีช่วยผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เรื่องการพัฒนาองค์ความรู้ในการสร้างมาตรฐานในการทำงานที่เกี่ยวกับบัญชีและการเงินให้ก้าวทันระดับสากล รวมถึงปรับองค์ความรู้เพื่อให้ภาคธุรกิจนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ สภาวิชาชีพบัญชีให้ความสำคัญและเน้นย้ำให้ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีต้องยึดมั่นในจรรยาบรรณ ควบคู่กับการผลักดันให้เกิดองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่
โดยดำเนินการผ่านกิจกรรม TFAC’s Accounting Professions Summit 2025 ภายใต้แนวคิด Shaping the Future of Accounting Professions เปิดเวทีเสริมศักยภาพผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีไทยสู่อนาคต ซึ่งจะเป็นการอัปเดตข้อมูลข่าวสาร ด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และเทรนด์ความรู้ใหม่ที่จะช่วยให้ทุกภาคส่วนก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลง
“การดำเนินการดังกล่าวเพื่อให้ผู้ประกอบการ ผู้ประกอบวิชาชีพและภาคธุรกิจได้ตื่นตัว เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นซึ่งจะมีผลกระทบต่อภาคธุรกิจ รวมถึงผู้ประกอบวิชาชีพได้นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้ไปเป็นแนวทางในการทำงานหรือปรับตัวในการทำธุรกิจขเพื่อให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน”
นายวินิจ กล่าวต่อไปอีกว่า AI ส่งผลกระทบต่อวิชาชีพบัญชี ซึ่งเข้ามาช่วยทำให้เกิดเครื่องมือใหม่ๆ ให้ผู้ประกอบวิชาชีพทำงานรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การนำ AI มาใช้ในการจัดทำข้อมูลเพื่อนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจข้อมูลการเงิน แต่ถึงอย่างไรก็ตามมนุษย์ก็ยังเป็นผู้ตัดสินใจในการนำข้อมูลที่ได้จาก AI มาประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์ต่อธุรกิจสูงสุด ดังนั้น ยังต้องพัฒนาความรู้ของตัวเองอยู่ตลอดเวลา
การดำเนินธุรกิจโดยไม่มีข้อมูลให้เห็นว่ากำลังมีผลประกอบการเป็นอย่างไร มีกระแสเงินสดและกำไรขาดทุนมากน้อยแค่ไหน เสมือนการดำเนินธุรกิจที่ตาบอด ซึ่งข้อมูลทางการเงินจะเป็นกระจกสะท้อนทำให้เห็นสิ่งเหล่านั้นได้ โดยผู้ที่ทำเรื่องนี้คือผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีที่จะช่วยจัดทำข้อมูลทางการเงินเพื่อเป็นเครื่องมือให้กับผู้ประกอบการหรือผู้ประกอบธุรกิจนำไปใช้บริหารจัดการงานได้ดีและมีประสิทธิภาพ ซึ่งหากไม่มี จะส่งผลให้ทำงานยากและเสี่ยงต่อความท้าทายต่างๆ”







