thansettakij
thansettakij
เอกชน ผวาสุญญากาศการเมือง 'แพทองธาร' พ้นนายกฯ ลุ้นตั้งรัฐบาลใหม่เร็ว

เอกชน ผวาสุญญากาศการเมือง 'แพทองธาร' พ้นนายกฯ ลุ้นตั้งรัฐบาลใหม่เร็ว

29 ส.ค. 68 | 09:42 น.
อัปเดตล่าสุด :29 ส.ค. 68 | 10:59 น.

'ธนวรรธน์' ชี้ ศก.ไทยไตรมาส 3 ยังเดินต่อได้แม้สุญญากาศการเมือง ขณะที่ไตรมาส 4–ปีหน้า ขึ้นอยู่กับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ นโยบายชัด–รัฐบาลมั่นคง หนุนความเชื่อมั่นนักลงทุน

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ" ว่า หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยว่านางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ของไทย ขาดคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง และครม.พ้นทั้งคณะ เนื่องจากขาดคุณสมบัติและผิดจริยธรรมร้ายแรง กรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน

โดยในมุมมองภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังไม่ถึงขั้นทรุดตัวลงในทันที เนื่องจากยังมีกลไกการขับเคลื่อนจากงบประมาณและปลัดกระทรวงที่รักษาการอยู่ แต่การฟื้นตัวที่ชัดเจนในไตรมาส 4 และปีหน้าจะขึ้นอยู่กับความรวดเร็วและเสถียรภาพของการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ รวมถึงนโยบายที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ สถานการณ์ทางการเมืองที่นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งและคณะรัฐมนตรีสิ้นสุดลงทั้งคณะนั้น ส่งผลให้เกิดภาวะสุญญากาศทางการบริหารในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือสภาผู้แทนราษฎรยังคงมีอยู่และทำหน้าที่ต่อไปได้ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งหมายความว่ากระบวนการสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่จะดำเนินการภายใต้กรอบของสภาชุดเดิมนี้ การเปลี่ยนผ่านอำนาจบริหารจึงอยู่ภายใต้กลไกของระบอบรัฐสภาในระหว่างนี้ 

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความผันผวนทางการเมือง แต่เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ยังคงมีปัจจัยสนับสนุนให้ฟื้นตัวได้ในระดับหนึ่ง โดยมีสาเหตุสำคัญมาจาก

  • งบประมาณปี 2569 ได้ผ่านการอนุมัติแล้ว การเบิกจ่ายงบประมาณเหล่านี้สามารถดำเนินต่อไปได้ แม้จะอยู่ภายใต้รัฐบาลรักษาการ 
  • มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อยู่ในแผนการดำเนินงานของไตรมาส 3 สามารถดำเนินการต่อได้ เนื่องจากปลัดกระทรวงที่รักษาการสามารถเคลื่อนย้ายงบประมาณและดำเนินการตามกรอบที่วางไว้แล้วได้ นี่ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจมีสัญญาณของการปรับตัวฟื้นขึ้นได้ 

ทั้งนี้ ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจด้านอื่นๆ เช่น การท่องเที่ยว และการบริโภคภายในประเทศ ยังคงมีแรงส่งต่อเนื่องดังนั้นในภาพรวม เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 3 จึงยังไม่ได้รับผลกระทบในเชิงลบอย่างรุนแรง และมีกลไกที่ช่วยให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ 

ขณะที่ เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ของปี 2568 จะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ และขึ้นอยู่กับสถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลใหม่และปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยเหล่านี้ได้แก่

  • การจัดสรรนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ความชัดเจนเกี่ยวกับตัวบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสิ่งสำคัญต่อความเชื่อมั่นของตลาดและนักลงทุน 
  • นโยบายการบริหารประเทศ รัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็มจะต้องกำหนดและแถลงนโยบายที่ชัดเจน ซึ่งจะเป็นทิศทางในการบริหารจัดการงบประมาณ การลงทุน และการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจต่างๆ ความชัดเจนของนโยบายจะสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจและประชาชน
  • ความเสถียรภาพของรัฐบาล ความมั่นคงและยั่งยืนของรัฐบาลใหม่ที่จัดตั้งขึ้นเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง รัฐบาลที่มีเสถียรภาพจะสามารถผลักดันนโยบายสำคัญๆ ผ่านสภาฯ ได้อย่างราบรื่น และสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว สถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลเร็ว ช้า หรือมีปัญหาส่งผลต่างกัน

นายธนวรรธน์ ได้วิเคราะห์สถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลออกเป็นหลายกรณี ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจแตกต่างกันไป

  • กรณีจัดตั้งรัฐบาลได้รวดเร็ว ภายใน 1-2 เดือน หากสามารถสรรหานายกรัฐมนตรีและจัดตั้งคณะรัฐมนตรีได้ภายใน 1-2 เดือน โดยไม่มีอุปสรรคสำคัญ ก็จะทำให้รัฐบาลมีอำนาจเต็มในการบริหารงานได้ทันท่วงที การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาจะสร้างความมั่นใจ เศรษฐกิจจะสามารถฟื้นตัวและปรับตัวดีขึ้นได้ตามศักยภาพที่มีอยู่ 
  • กรณีจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าหรือมีปัญหา หากกระบวนการสรรหานายกรัฐมนตรีและจัดตั้งคณะรัฐมนตรีเป็นไปอย่างล่าช้า หรือมีปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง จะส่งผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวช้าลง ในกรณีนี้ เศรษฐกิจจะไม่ถึงขั้นทรุดตัวลงอย่างรุนแรง แต่จะอยู่ในลักษณะ "ไซด์เวย์" หรือเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ไม่มีการเติบโตที่ก้าวกระโดด 

ทั้งนี้ แม้ปัจจุบันสถานการณ์ทางการเมืองยังไม่ส่งผลให้เกิดความเสียหายโดยตรงต่อเศรษฐกิจในภาพรวม แต่หากความไม่แน่นอนทางการเมืองยืดเยื้อออกไป จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ การลงทุนจากต่างชาติ (Foreign Direct Investment: FDI) จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ได้รับผลกระทบ หากขาดความชัดเจนและเสถียรภาพทางการเมือง รัฐบาลที่มีเสถียรภาพจะสามารถสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ม.หอการค้าไทย ยังประเมินภาพรวมเศรษฐกิจยังเป็นไปตามกรอบเดิมคือจะขยายตัวประมาณ 2%