
ปรับ ครม. ไม่กระทบการเจรจาสหรัฐฯ เอกชนเชื่อมือทีมไทยแลนด์
ส.อ.ท. เผยการปรับ ครม. ไม่กระทบต่อการเจรจาสหรัฐอเมริกา ชี้ภาคการเมืองอาจมีผลบ้าง แต่ต้องแยกส่วนกัน ระบุเชื่อมือทีมไทยแลนด์มีการเตรียมการที่ดี
นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงประเด็นกระแสข่าวจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะมีผลต่อการเจรจากับสหรัฐหรือไม่ โดยระบุว่า เบื้องต้นไม่น่ามีผลแต่อย่างใด ซึ่งภาคการเมืองกับราชการที่มีหน้าที่เจรจาอยู่แล้ว จึงต้องแยกส่วนกัน
ทั้งนี้ การเมืองอาจจะกระทบบ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมองว่าในปัจจุบันนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นทีมเจรจาที่แข็ง และมีการเตรียมการไว้อย่างดี
ส่วนกรณีสหรัฐอเมริกาได้เลื่อนการเจรจากับรัฐบาลไทย เกี่ยวกับนโยบายด้านเศรษฐกิจและการปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้า จากเดิมที่มีกำหนดไว้วันที่ 23 เม.ย.นี้ออกไปก่อน มองว่าเป็นผลดีกับไทยเนื่องจากยังมีเวลาในการเตรียมความพร้อมได้มากขึ้น รวมทั้งอาจมองได้ว่าปัญหาของไทยอาจจะไม่ใช่ปัญหาสำคัญของสหรัฐ
ด้านผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมี.ค. 68 อยู่ที่ระดับ 91.8 ปรับตัวลดลง จาก 93.4 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งเป็นผลจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและอาฟเตอร์ช็อก (Aftershock) กระทบต่อความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวและส่งผลให้เกิดการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ
การปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียม ในอัตรา 25% (เริ่ม 12 มีนาคม 2568) อาจส่งผลให้การส่งออกไปสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดหลักชะลอตัวลง โดยในปี 2567 ไทยมีการส่งออกเหล็กและอะลูมิเนียม คิดเป็น 18.16% และ 13.29% ของการส่งออกทั้งหมด
ภาคท่องเที่ยวมีแนวโน้มชะลอตัวลง จากนักท่องเที่ยวในกลุ่มตลาดหลักที่ลดลงโดยในเดือนก.พ. 68 เช่น จำนวนนักท่องเที่ยวจีน (-44.92% YoY) และมาเลเซีย (-16.57% YoY) ลดลงจากความกังวลด้านความปลอดภัย และการเข้าสู่ช่วงถือศีลอด
ด้านยอดส่งออกรถยนต์ลดลง จากการชะลอคำสั่งซื้อของประเทศคู่ค้าเพื่อรอความชัดเจนในนโยบายการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ในวันที่ 2 เม.ย. 68 โดยในเดือนก.พ. 68 ยอดการส่งออกลดลง 8.34% (YoY) กระทบอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น ชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ รวมไปถึงกำลังซื้อในภูมิภาคยังคงเปราะบาง จากแนวโน้มราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวลดลงโดยเฉพาะข้าว อ้อยและมันสำปะหลังส่งผลต่อการใช้จ่ายในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม ในเดือนมี.ค. ยังคงมีปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เช่น การผ่อนคลายเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (เกณฑ์ LTV) ส่งผลดีต่อคลัสเตอร์วัสดุก่อสร้าง
คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อลดภาระค่าพลังงานลง 50 สตางค์/ลิตร ในกลุ่มน้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล โดยมีการปรับลดราคาในสองช่วง ได้แก่ ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 และครั้งที่ 2 ในวันที่ 4 เมษายน 2568 และการจัดงานมอเตอร์โชว์ (26 มี.ค. - 6 เม.ย. 68) ที่คาดว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ภายในประเทศได้






