
ราคาน้ำมันวันนี้แพงเพราะอะไร ค่าการกลั่นในประเทศสูงเกินไปหรือไม่ เช็คเลย
ราคาน้ำมันวันนี้แพงเพราะอะไร ค่าการกลั่นในประเทศสูงเกินไปหรือไม่ เช็คเลยที่นี่มีคำตอบ พรรคกล้ากางข้อมูลเปรียบเทียบย้อนหลัง 3 ปี
ราคาน้ำมันวันนี้แพงเพราะอะไร ค่าการกลั่นในประเทศสูงเกินไปหรือไม่ เป็นคำถามที่คาใจผู้บริโภคอย่างมาก เนื่องจากราคาจำหน่ายในปัจจุบันมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งน้ำมันดีเซล และเบนซิน
วันนี้ (12 มิ.ย.) ที่พรรคกล้า หัวหน้าพรรคอย่างนายกรณ์ จาติกวณิช ได้ออกมาให้ข้อมูลโดยเปรียบเทียบว่า วันนี้ประชาชนเสมือนถูกปล้นจากค่าการกลั่นน้ำมัน โดยประเทศไทยมีโรงกลั่นส่วนใหญ่จาก บมจ. ปตท. จำกัด หรือ ปตท. ซึ่งมีกระบวนการซื้อน้ำมันดิบจากต่างประเทศเข้ามาเข้าสู่กระบวนการกลั่น
หลังจากนั้น เมื่อกลั่นเสร็จก็จะนำออกมาขาย โดยบางส่วนจะขายในประเทศ และบางส่วนจะถูกนำไปขายต่างประเทศ หรือส่งออก เนื่องจากไทยมีการกลั่นน้ำมันที่มากเกินความต้องการในประเทศ
ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบราคาค่าการกลั่นน้ำมันในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาจะพบว่า
- วันที่ 10 มิ.ย. 63 ราคาน้ำมันดิบดูไบเมื่อเทียบเป็นราคาเงินบาทจะอยู่ที่ 8.10 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นต้นทุนที่โรงกลั่นต้องซื้อมา ขณะที่เฉลี่ยราคาขายสำเร็จรูปอยู่ที่ 8.99 บาทต่อลิตร ต้นทุนการกลั่นอยู่ที่ 88 สตางค์ต่อลิตร
- วันที่ 10 มิ.ย. 64 ราคาน้ำมันดิบดูไบเมื่อเทียบเป็นราคาเงินบาทจะอยู่ที่ 14.01 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นต้นทุนที่โรงกลั่นต้องซื้อมา ขณะที่เฉลี่ยราคาขายสำเร็จรูปอยู่ที่ 14.88 บาทต่อลิตร ต้นทุนการกลั่นอยู่ที่ 87 สตางค์ต่อลิตร
- วันที่ 10 มิ.ย. 65 ราคาน้ำมันดิบดูไบเมื่อเทียบเป็นราคาเงินบาทจะอยู่ที่ 25.92 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นต้นทุนที่โรงกลั่นต้องซื้อมา ขณะที่เฉลี่ยราคาขายสำเร็จรูปอยู่ที่ 34.48 บาทต่อลิตร ต้นทุนการกลั่นอยู่ที่ 8.56 บาทต่อลิตร
"จากตัวเลขดังกล่าวถือว่าค่าการกลั่นเพิ่มขึ้น 10 เท่า ทั้งที่ต้นทุนการกลั่นไม่เปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบสูงขึ้น แต่ราคาขายก็สูงขึ้น แต่ส่วนต่างของกำไรของเหล่าโรงกลั่นไทยเพิ่มเกือบ 10 เท่า ซึ่งเป็นภาระของประชาชน ภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นหนี้มากขนาดนี้ โดยปัจจุบันติดลบ 8.6 หมื่นล้าน และไม่มีคำอธิบายว่าทำไมรัฐปล่อยให้มีการทำกำไรมากขนาดนี้ ขณะทีประชาชนเดือดร้อน"
อย่างไรก็ดี หากพิจารณาว่าโรงกลั่นเป็นของใคร จะมีทั้งที่เป็นของเอกชน และที่เป็นของต่างชาติ โดยโรงกลั่นที่เป็นของไทย ก็คือ ปตท. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่ง 70% ของกำลังกลั่น หรือกำลังการผลิตของไทยอยู่ที่ ปตท. รัฐบาลจะไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงให้มีการค้ากำไรในระดับที่เป็นธรรมได้เลยหรือ
นอกจากนี้ ค่าการตลาดก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กำหนดต้นทุนราคาหน้าปั๊ม ในกรณีดังกล่าวนี้ ปตท. ยังแทรกแซงโดยตรงด้วยการประกาศกำหนดเพดานว่าค่าการตลาดต้องอยู่ที่เท่าไหร่ ซึ่งทุกปั๊มของ ปตท. ต้องปฏิบัติตาม ขณะที่เอกขนก็ต้องปฏิบัติตาม ไม่เช่นนั้นก็จะขายน้ำมันไม่ได้
"กรณีค่าการตลาดรัฐยังสั่งได้ ทำไมค่าการกลั่นถึงปล่อยให้มีการปรับฐานกำไรถึง 10 เท่าช่วงที่ทุกคนเดือดร้อน"
นายกรณ์ กล่าวต่อไปอีกว่า เรามีข้อเสนอ 3 ข้อ ประกอบด้วย
- ควรกำหนดเพดานการกลั่น โดยเฉพาะโรงกลั่นของ ปตท. ที่มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ ต้นทุนการกลั่นเท่าไหร่ เอามาถกกกัน ควรที่ผลตอบแทนจากการลงทุนเท่ไาหร่เอามาถกกัน แล้วกำหนดเพดานที่เหมาะสม ว่าราคากลั่นไม่ควรมีกำไรมากเกินกว่าเท่าไหร่ และจะต้องกำหนดพื้นด้วย เพื่อไม่ให้ขาดทุน การดำเนินการแบบนี้เพื่อไม่ให้มีกำไรเกินควร เหมือนสถานะ ณ ปัจจุบัน ซึ่งไม่เคยปรากฎมาก่อน หากย้อนกลับไปดูอดีตค่ากลั่น ไม่เคยมีช่วงไหน ที่ราคากลั่นห่างราคาน้ำมันดิบขนาดนี้
"ค่าการกลั่นเป็นตัวเลขที่ถูกสมมุติขึ้นมา ราคาน้ำมันดิบคือเงินที่ต้องจ่ายจริง แต่พอกำหนดราคาขาย กลับไม่ได้เทียบกับต้นทุน แต่ไปเทียบกับราคาขายของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งไม่สะท้อนต้นทุนการผลิต หรือต้นทุนการดำเนินการแต่อย่างใด และในสถานการร์ปัจจุบันก็เป็นสาเหตุให้หนี้กองทุนน้ำมันเพิ่มขึ้นเดือนละ 2 หมื่นล้านบาท และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ต้นทุนค่าพลังงานของประชาชนสูงขึ้น"
- เก็บภาษีลาภลอย (Windfall tax) เพราะถือว่ากำไรที่เกิดขึ้นเป็นกำไรที่ลาบลอยของผู้ประกอบการ ไม่ได้มาจากการสร้างนวัตกรรม แต่มาเพราะราคาน้ำมันของตลาดสิงคโปร์ปรับสูงขึ้น ยังไม่นับรวมส่วนของสต็อกน้ำมันที่ซื้อมาในราคาถูก แต่ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ประกอบการได้กำไรจากส่วนต่างอีก
"การเก็บภาษีลาภลอยจะเป็นการนำกำไรที่ได้เกินควร มาช่วยเหลือประชาชนในการชดเชยต่อไป โดยพรรคกล้าได้มีการร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวขึ้นมาแล้ว และจะขอชื่อสนับสนุนเพื่อยื่นให้รัฐสภา และรัฐบาลพิจารณาต่อไป"
- จริงจังกับมาตรการประหยัดการใช้พลังงาน โดย 4 เดือนแรกของปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ต้องใช้เงินชดเชยราคาหน้าปั๊ม โดยเป็นช่วงเวลาที่คนไทยใช้น้ำมันมากขึ้น หลังจากที่โควิดคลี่คลาย โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลทุกประเภทมีการเพิ่มขึ้น 15% ซึ่งเป็นประเภทที่มีการชดเชยมากที่สุด
"สถานการณ์ตอนนี้รัฐต้องพูดความจริง โดยคนไทยทุกคนต้องให้ความร่วมมือในการช่วยประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง จากเรื่องง่ายไปสู่เรื่องใหญ่ เช่น การประชุมสภาฯ การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ระดับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศต้องมีการปรับ เพื่อให้ประหยัดพลังงาน รวมถึงมาตรการชดเชย โดยให้เฉพาะผู้ที่เดือดร้อยจริง หรือผู้ที่มีความจำเป็น ซึ่งจะต้องทบทวนมาตรการการเหวี่ยงแหด้วยการปรับลดราคาน้ำมันในทุกกรณีให้ทุกคน เป็นมาตรการที่แบกรับภาระไว้ได้ต่อไปหรือไม่"






