
แนะตั้งทีมไทยแลนด์ ดึงนักลงทุนต่างชาติ ดันไทยดีทรอยต์แห่ง EV เอเชีย
"อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์" ชี้ไทยต้องเร่งเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้า สู่ดีทรอยต์แห่งเอเชียด้านรถยนต์ EV ให้เร็ว แนะเร่งดันตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าด่วน ชี้ไทยมีศักยภาพ และตั้งทีมไทยแลนด์ หาช่องทางดึงต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงาน Nation Dinner Talk Thailand Future อนาคตประเทศไทย 2022 เรื่องอนาคตประเทศไทยที่อยากเห็น ว่า อยากเห็นการตั้งทีมไทยแลนด์ โดยดึงทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมมือในการรุกตลาดต่างประเทศ เพื่อดึงนักลงทุน
ขณะเดียวกันอยากเห็นประเทศไทยกลายเป็นดีทรอยต์แห่งเอเชียในด้านรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้ได้ หลังจากที่ผ่านมาไทยประสบความสำเร็จในการเป็นดีทรอยต์แห่งเอเชียของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในมาแล้ว
"ตอนนี้จำเป็นต้องเร่งปรับตัว เพราะเรื่องของรถยนต์ EV จะมาเร็วกว่าที่คาด ดังนั้นจึงต้องเร่งตั้งเป้าเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นให้ได้ โดยเฉพาะการเร่งผลักดันการตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ EV ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว ซึ่งปทต.เองแม้จะเป็นบริษัทขายน้ำมัน ก็ต้องปรับตัวในเรื่องนี้ด้วย" นายอรรถพล ยืนยัน
ทั้งนี้นอกจากอุตสาหกรรม EV แล้ว ยังอยากเห็นประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจสีเขียวของเอเชียให้ได้ ทั้งพลังงานสีเขียว หรือสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพ และสามารถเพิ่มมูลค่าของสินค้าได้ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรของไทยหลายชนิด นอกเหนื่อจากการแปรรูป โดยต้องต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมยาให้ได้
ขณะเดียวกันยังอยากเห็นประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรมทางการแพทย์ในระดับเอเชีย และต่อยอดไปถึงระดับโลก หรือ World Class Medical Hub รวมทั้งอยากเห็นไทยเป็นศูนย์กลางการขับเคลื่อน AI และอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ โดยดึงผู้เชี่ยวชาญเข้ามาร่วมขับเคลื่อนด้วย
นายอรรถพล กล่าวว่า ในส่วนของ ปตท.เองนั้นก็ต้องเร่งปรับเปลี่ยนตัวเองหลายอย่าง โดยเฉพาะการปรับวิสัยทัศน์รองรับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในอนาคต เช่น พลังงานสะอาด พลังงานทดแทน อุตสาหกรรมเป้าหมาย การลงทุนด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า
ล่าสุดปตท.กำลังเร่งตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ EV คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในปี 2567 นี้ ส่วนการลงทุนต่าง ๆ ในช่วง 5 ปีจากนี้ กลุ่ม ปตท. ได้ตั้งงบลงทุนในเอาไว้แล้วถึง 9 แสนล้านบาท เพื่อลงทุนในโครงการต่าง ๆ รองรับการเติบโตในอนาคต
นอกจากนี้ในด้านภาพรวมเศรษฐกิจโลกเองนั้น มองว่า ล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ประเมินการเติบโตเศรษฐกิจโลกก่อนเกิดวิกฤตยูเครน-รัสเซีย โดยในปี 2565 เศรษฐกิจน่าจะโต 4.4% แต่ล่าสุดจากวิกฤตที่เกิดขึ้นทำให้นักวิเคราะห์ประเมินว่า จะกระทบต่อจีดีพีโลกลดลงไปอีกถึง 0.2 - 0.6%











