
“ประสิทธิ์” บอสใหญ่“ซีพีเอฟ”คาดผลงานดีขึ้น หลังปี 64 ยอดเหลือ 5.1 แสนล้าน
“ประสิทธิ์” บอสใหญ่ซีพีเอฟ มั่นใจผลงานปีนี้ดีขึ้น หลังปี 64 ฝ่าปัจจัยลบรายได้รวมลดเหลือ 5.1 แสนล้าน ผลจากการเปลี่ยนสถานะจากบริษัทย่อยเป็นบริษัทร่วมของ Chia Tai Investment โควิดยังระบาดกระทบกำลังซื้อผู้บริโภค ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์พุ่ง ความสามารถในการทำกำไรต่ำลง
นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ซีพีเอฟ เผยถึง แนวโน้มผลการดำเนินงานปี 2565 ว่า คาดจะดีขึ้นจากปีที่ผ่านมา จากการคาดการณ์ว่าภาพรวมเศรษฐกิจฟื้นตัว สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ที่คลี่คลาย ส่งผลให้มีความต้องการบริโภคมากขึ้น ขณะเดียวกัน บริษัทได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาประสิทธิภาพในการผลิตและการขาย ด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับสังคมรูปแบบใหม่ (New Normal)
ทั้งนี้การคาดการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากซีพีเอฟ ได้รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2564 บริษัทมียอดขายรวม 512,704 ล้านบาท (จากปี 2563 มียอดขาย 589,713 ล้านบาท) และมีกำไรสุทธิ 13,028 ล้านบาท (จากปี 2563 บริษัทมีกำไรสุทธิ 26,022 ล้านบาท) ซึ่งคณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติให้เสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2565 เพื่อพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2564 ให้แก่ผู้ถือหุ้นรวมทั้งสิ้นในอัตราหุ้นละ 0.65 บาท
สำหรับยอดขายดังกล่าว มีอัตราการขยายตัวลดลงจากปีก่อนร้อยละ 13 เป็นผลจากการเปลี่ยนสถานะจากบริษัทย่อย เป็นบริษัทร่วมของ Chia Tai Investment Co., Ltd. เมื่อเดือนธันวาคม 2563 หากไม่นับผลกระทบจากการเปลี่ยนสถานะดังกล่าว รายได้จากการขายในปี 2564 ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 10
ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 และมาตรการปิดเมืองเพื่อควบคุมการระบาดของโรค โดยเฉพาะในประเทศไทยและประเทศเวียดนาม(หนึ่งในฐานธุรกิจที่สำคัญ) ส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค และทำให้ต้นทุนในการดำเนินงานของภาคธุรกิจสูงขึ้น
อย่างไรก็ดี ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทฯ ในปีที่ผ่านมา ต่ำกว่าปี 2563 มีปัจจัยหลักจากระดับราคาสุกรในเวียดนามและไทยที่ลดลงอย่างมากในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 ประกอบกับต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ปรับตัวสูงขึ้นจากปีก่อน รวมทั้งส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนที่ลดลง 5,087 ล้านบาทจากปี 2563 ซึ่งเป็นผลจากการดำเนินงานของบริษัทร่วมในประเทศจีน แคนาดา และผลการดำเนินงานของ CPALL ที่ลดลง
อนึ่ง เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 นายประสิทธิ์ ได้คาดการณ์แนวโน้มผลการดำเนินงานของซีพีเอฟปี 2564 จะดีขึ้นจากปี 2563 จากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่คาดว่าจะดีขึ้นตามภาวะของโรคโควิด-19 ที่มีแนวโน้มคลี่คลายลง จะส่งผลให้มีความต้องการบริโภคในประเทศต่าง ๆ มากขึ้น และการส่งออกอาหารจากประเทศไทยจะดีขึ้นด้วย รวมถึงผลจากการขยายกำลังการผลิตของบริษัทในช่วงที่ผ่านมา และการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและการขายด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อให้มีความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง






