thansettakij
thansettakij
เหตุกราดยิงสะเทือนสังคม เผย ‘จิตใจวัยรุ่น’ ป่วยทางจิตไม่มีใครเห็น

เหตุกราดยิงสะเทือนสังคม เผย ‘จิตใจวัยรุ่น’ ป่วยทางจิตไม่มีใครเห็น

07 ส.ค. 69 | 13:02 น.
อัปเดตล่าสุด :07 ส.ค. 69 | 13:11 น.

เผยข้อมูลจากแผลลึกใน “จิตใจวัยรุ่น” ที่สังคมมองไม่เห็น เมื่อความเครียด ความกดดัน และปัญหาสุขภาพจิตไม่ได้รับการดูแลกลายเป็นความรุนแรงที่สายเกินแก้

KEY

POINTS

  • เหตุกราดยิงสะท้อนปัญหาสุขภาพจิตในวัยรุ่นที่มักถูกมองข้าม ซึ่งผู้ก่อเหตุมักมีปัจจัยเสี่ยงและอาการป่วยทางจิตที่ไม่ได้รับการดูแลรักษา
  • ผู้ป่วยจิตเวชที่มีอาการรุนแรงแต่ไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เช่น ขาดยา หรือใช้สารเสพติด มีโอกาสก่อความรุนแรงได้มากขึ้น
  • การป้องกันความรุนแรงสามารถทำได้โดยการปรับการเลี้ยงดูของผู้ปกครอง และการพัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคมในโรงเรียนเพื่อช่วยให้วัยรุ่นรับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น

จากเหตุการณ์จริงในไทย สะท้อนภาพความรุนแรงอย่างน่ากังวล เมื่อเกิดเหตุกราดยิงในโรงเรียน ที่ไม่ได้ทิ้งไว้เพียงความสูญเสียของชีวิต แต่ยังเปิดบาดแผลลึกในมิติ “จิตใจวัยรุ่น” ที่มักถูกมองข้าม โดยเฉพาะปัญหาสุขภาพจิตที่ไม่ปรากฏชัด แต่สะสมจนกลายเป็นความรุนแรง

โดยผู้กระทำมักมี “ปัจจัยเสี่ยง” ที่อาจกระตุ้นพฤติกรรมก้าวร้าวและรุนแรง จนตัดสินใจทำร้ายผู้อื่นจนถึงแก่ชีวิต ซึ่งพฤติกรรมต่าง ๆ มักเกี่ยวข้องโดยตรงในทางจิตเวช

ข้อมูลด้านจิตเวชจาก โรงพยาบาลรามาธิบดี ระบุว่า ในกรณีนี้มักเกิดจากบุคคลที่เป็นผู้ป่วยจิตเวชที่มีอาการรุนแรงเพียง 3-5 % ซึ่งผู้ป่วยจิตเวชที่มีอาการรุนแรง หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาด้วยยาอย่างต่อเนื่อง เหมาะสม มักจะก่อความรุนแรง พฤติกรรมจะไม่แตกต่างจากคนทั่วไป แต่ผู้ป่วยจิตเวชที่มีอาการรุนแรง 

เช่น ขาดยา รับการรักษาไม่สม่ำเสมอ มักจะไปใช้สารเสพติดมากขึ้น และมีโอกาสจะกระทำความรุนแรงมากขึ้นได้ โดยอาการของผู้ป่วยที่มักพบได้บ่อย ได้แก่

  • ภาวะเครียดเฉียบพลัน (Acute Stress)
  • ฝันร้าย หวาดกลัว เสียงดังสะเทือนใจ
  • ความวิตกกังวลและความรู้สึกไม่ปลอดภัย
  • พฤติกรรมถดถอย เช่น แยกตัว เงียบผิดปกติ

การป้องกันได้โดยการลดพฤติกรรมรุนแรงในเด็ก

ในการป้องกันพฤติกรรมความรุนแรงตั้งแต่ยังอายุน้อย จะมีประสิทธิภาพมากกว่าเด็กโต และอาจช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเป็นความก้าวร้าวรุนแรงในรูปแบบอื่นๆ กับคนอื่นๆ ต่อไป โดยเน้นปรับการเลี้ยงดูของผู้ปกครอง เพื่อพัฒนาทักษะทางสังคม การสื่อสารในเด็กปฐมวัย และเพื่อให้ผู้ปกครองสามารถปรับพฤติกรรมเด็กในเชิงบวกได้นั้น จะช่วยให้เด็กมีสุขภาพทางจิตที่ดีในภายหลังได้

ส่วนความรุนแรงในโรงเรียนนั้น อาจจำเป็นจะต้องพัฒนาทั้งความปลอดภัยของโรงเรียน และพัฒนาสภาพแวดล้อมให้เกิดสภาวะความเท่าเทียมของเด็กวัยเรียน กล่าวคือ ให้เด็กได้มีโอกาสในการพัฒนาทักษะด้านการเรียนรู้อารมณ์สังคม (skill-oriented initiatives with a social-emotional learning focus ) ช่วยให้เด็กและวัยรุ่นพัฒนาทักษะที่ดีในการปรับตนเมื่อเผชิญปัญหา (coping mechanisms) และพัฒนาความสามารถการจัดการความวิตกกังวลด้านสังคม การแก้ปัญหาเมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างเพื่อนและคนรอบข้าง 

โดยการจัดการกับอารมณ์โกรธหรือความผิดหวังในรูปแบบที่มีความเหมาะสม ควรจัดการผ่านโรงเรียนหรือห้องเรียน ให้ความสำคัญกับบรรยากาศในโรงเรียน/ห้องเรียนและเพิ่มการเข้ามามีส่วนร่วมของผู้ปกครองในสังคมของโรงเรียนด้วส

อย่างไรกก็ตาม เหตุกราดยิงหรือความรุนแรงในโรงเรียน ส่งผลกระทบต่อเด็กและวัยรุ่นอย่างลึกซึ้ง ไม่เฉพาะผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่รวมถึง “ผู้เห็นเหตุการณ์” และ “ผู้รับรู้ข่าวสาร” 

ดังนั้น การให้ข้อมูลโดยสื่อ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีความระมัดระวังในการสื่อสารกับสังคม เพื่อไม่ให้เกิดตราบาปในจิตใจผู้ป่วยของผู้ป่วย และทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถเข้าสู่ระบบการรักษาได้มากขึ้น เพื่อให้คนกลุ่มนี้สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้