thansettakij
thansettakij
เราเที่ยวด้วยกัน พลาดเป้ากระตุ้นศก.ไม่ขึ้น 

เราเที่ยวด้วยกัน พลาดเป้ากระตุ้นศก.ไม่ขึ้น 

14 ต.ค. 63 | 03:58 น.
อัปเดตล่าสุด :08 เม.ย. 64 | 01:32 น.

 

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของไทยอย่างหนัก หลายสำนักได้ออกมาคาดการณ์ตัวเลขทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของปีนี้จะติดลบราว 7-8 % ในขณะที่ช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมาสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือสศช. ได้รายงานตัวเลขจีดีพีของประเทศติดลบอยู่ที่ 12.2 % ส่งผลให้รัฐบาลต้องออกมามาตรการต่างๆ มาพยุงเศรษฐกิจ ผ่านแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม วงเงิน 4 แสนล้านบาท ภายใต้พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท

ถึงวันนี้คณะรัฐมนตรี ได้อนุมัติกรอบวงเงินสำหรับฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมไปแล้วราว 1.08 แสนล้านบาท ผ่านโครงการต่างๆ แต่การเบิกจ่ายยังมีความล่าช้า และบางโครงการยังไม่บังเกิดผลสัมฤทธิ์ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ด้วยเงื่อนไขของการเข้าร่วมโครงการหรือเป็นมาตรการที่ไม่จูงใจพอ ประชาชนขาดรายได้ ที่จะมากระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย เพื่อสภาพคล่องเงินหมุนเวียนในระบบ

เห็นได้จากโครงการเราเที่ยวด้วยกัน วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว ฟื้นฟูเศรษฐกิจ มีเป้าหมายเป็นค่าสนับสนุนโรงแรมที่พัก 5 ล้านคืน จำนวน 15,000 ล้านบาท อุดหนุน ค่าสนับสนุนร้านอาหารและแหล่งท่องเที่ยว 5 ล้านสิทธิ์ จำนวน 3,000 ล้านบาท และค่าสนับสนุนตั๋วเครื่องบิน 2 ล้านใบ จำนวน 2,000 ล้านบาท ซึ่งได้เปิดให้ลงทะเบียนมาตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นมา

การดำเนินงานคาดว่า จะสร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยวและสายการบิน โดยประมาณการรายได้ทางตรงแก่ผู้ประกอบการรวมไม่น้อยกว่า 5 หมื่นล้านบาท และรายได้สู่อุตสาหกรรม ท่องเที่ยวในภาพรวมไม่น้อยกว่า 2.61 หมื่นล้านบาท ตลอดระยะเวลาดําเนินโครงการ จะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมรวมไม่น้อยกว่า 7.26 แสนล้านบาท

เราเที่ยวด้วยกัน พลาดเป้ากระตุ้นศก.ไม่ขึ้น 

ขณะที่โครงการกำลังใจ ใช้เงินอุดหนุนราว 2,400 ล้านบาท ใช้เป็นเงินอุดหนุน ค่าแพ็คเกจทัวร์ 2,000 บาทต่อคน ให้กับ ให้เจ้าหน้าที่ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จำนวน 1.2 ล้านคน เริ่มตั้งแต่กรกฎาคมถึงตุลาคม 2563 คาดว่าจะสร้างรายได้แก่ภาคธุรกิจท่องเที่ยว ทางตรง 2,400 ล้านบาท มีคนเดินทางข้ามจังหวัด ก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียน ในระบบเศรษฐกิจทางอ้อมประมาณ 6,500 ล้านบาท ซึ่งจะกระจายสู่ผู้ประกอบการในภาคการท่องเที่ยว ได้แก่ บริษัทนําเที่ยว ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจร้านอาหาร และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานทั้ง 2 โครงการ ถือว่ายังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรแม้ว่าจะมีการปรับปรุง เงื่อนไขและการให้สิทธิมาเป็นระยะก็ตาม ข้อมูลวันที่ 5 ตุลาคม ที่ผ่านมา โครงการเราเที่ยวด้วยกัน ถึงวันนี้ มีผู้ลงทะเบียนสำเร็จ 5.01 ล้านคน มีผู้ประกอบการโรงแรม/ที่พัก ลงทะเบียนรวม 7,312 แห่งร้านอาหาร ลงทะเบียนรวม 62,142 ร้าน สถานที่ท่องเที่ยว ลงทะเบียนรวม 1,756 แห่ง และ OTOP ลงทะเบียนรวม 1,197 แห่ง

มีการใช้สิทธิโรงแรมแล้ว 1,406,808 คืน มูลค่าห้องพักที่จองทั้งหมด 4,049.7 ล้านบาท แบ่งเป็นการจ่ายของ ประชาชน 2,512.5 ล้านบาท รัฐสนับสนุน 1,537.2 ล้านบาท มีผู้ที่ได้รับคูปองอาหาร 416,937 ราย ยอดใช้จ่ายทั้งหมด 916.4 ล้านบาท เป็นของประชาชน 570.7 ล้านบาท ยอดใช้จ่ายผ่านคูปอง 345.7 ล้านบาท

ส่วนบัตรโดยสารเครื่องบิน มีผู้ลงทะเบียนได้รับสิทธิเงินคืนค่าบัตรโดยสารแล้ว 27,506 ราย มีจำนวน booking ที่ตรวจสอบแล้ว 40,176 booking ผ่านการตรวจสอบ 30,321 booking มีจำนวนบัตรโดยสาร/ผู้โดยสาร ตรวจสอบแล้ว 68,399 สิทธิ ผ่านการตรวจสอบ 51,75 สิทธิ มูลค่าบัตรโดยสารที่ผ่านการตรวจสอบ 130 ล้านบาท เป็นของประชาชนจ่าย 86.5 ล้านบาท และรัฐบาลสนับสนุน 43.9 ล้านบาท

ขณะที่โครงการกำลังใจ มีผู้ลงทะเบียน 642,950 ราย มีการเดินทางท่องเที่ยว 379,771 ราย มีผู้ประกอบการเข้าร่วม 3,959 บริษัท มีการจ่ายเงินไปแล้ว 759.54 ล้านบาท

จะเห็นว่าการดำเนินงานดังกล่าว ยังห่างไกลตามเป้าหมายอีกมาก ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ต้องออกมา ขยายเวลาดำเนินโครงการออกไปจนถึงสิ้นเดือนมกราคม 2564 และให้โครงการเราเที่ยวด้วยกันสามารถใช้บริการโรงแรมที่พัก และใช้ E-Voucher สำหรับค่าสนับสนุนอาหาร ค่าเข้าชมแหล่งท่องเที่ยว ค่าสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ในจังหวัดภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านได้

รวมทั้งอนุมัติให้เจ้าหน้าที่ศูนย์บริการสาธารณสุข สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร จำนวน 570 คน และเจ้าหน้าที่หัวหน้างานสาธารณสุขมูลฐาน และงานสุขภาพภาคประชาชน ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ กระทรวงสาธารณสุข จำนวน 2,615 คน ให้สามารถเข้าร่วมโครงการกำลังใจได้

ดังนั้น ด้วยสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่ส่งผลให้เกิดการเลิกจ้างงาน รายได้ที่ถูกลดลง หนี้ครัวเรือนที่สูงมากขึ้น และการระมัดระวังตัวเองในการป้องกันไวรัสโควิด-19 รวมถึงเกรงว่าจะมีการระบาดรอบ 2 เกิดขึ้น จึงทำให้ประชาชนต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด แม้ว่ารัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งก็ตาม เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวที่รัฐบาลคาดหวังจะให้เกิดเงินสะพัดในระบบ อาจจะไม่เป็นไปตามที่คาดหวังได้

 

นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 40 หน้า 8 ฉบับที่ 3,618 วันที่ 15 - 17 ตุลาคม พ.ศ. 2563