thansettakij
thansettakij
ทร.อุทธรณ์‘อู่ตะเภา’  ผวากลุ่มบีทีเอสฟ้อง

ทร.อุทธรณ์‘อู่ตะเภา’ ผวากลุ่มบีทีเอสฟ้อง

18 ม.ค. 63 | 10:16 น.
อัปเดตล่าสุด :21 ม.ค. 63 | 10:18 น.

กรรมการคัดเลือกเอกชนชิงอู่ตะเภา ใช้ช่องมาตรา 75 วรรคสี่ ปมคำพิพากษาอาจขัดพ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างใหม่ ร้องศาลปกครองสูงสุดขอพิจารณาพิพากษาคดีใหม่ได้ กันถูกฟ้องภายหลัง “สันติ” สั่งกรมบัญชีกลางศึกษาทุกแง่มุม

 

 

แหล่งข่าวจากคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การร้องขอให้ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาพิพากษาคดีโครงการอู่ตะเภาใหม่ ของคณะกรรมการคัดเลือกฯ เป็นไปตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 75 ที่เปิดทางให้คู่กรณีหรือผู้มีส่วนได้เสียหรืออาจถูกกระทบ อาจมีคำขอให้พิจารณาพิพากษาคดีหรือคำสั่งชี้ขาดคดีปกครองนั้นใหม่ได้ ใน 4 กรณี

ทั้งนี้ข้อ 4 คือ “คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ทำขึ้นโดยอาศัยข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใด และต่อมาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ ซึ่งทำให้ผลแห่งคำพิพากษาหรือคำสั่งขัดกับกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น”

เนื่องจากมีข้อสังเกตว่า คำพิพากษาที่ออกมาอาจขัดกับพ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ซึ่งกรมบัญชีกลางได้ขอคำพิพากษาและรายละเอียดในคดีมาศึกษา เพื่อเทียบเคียงกับกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงระเบียบ คำสั่ง กฎกระทรวง ที่ออกมาวางแนวปฏิบัติกลางของกระบวนการการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพราะอาจถูกมองว่าเป็น 2 มาตรฐานหรือไม่ ส่วนการที่ศาลปกครองสูงสุดจะรับคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่หรือไม่นั้น เป็นดุลพินิจของศาลปกครองสูงสุด

“ที่ขอให้ศาลพิพากษาคดีใหม่ นอกจากคณะกรรมการคัดเลือกฯจะเห็นว่า คำพิพากษามีผลต่อการคัดเลือกเอกชน ประกอบกับเป็นกรณีที่กฎหมายเปิดช่องทางให้ร้องขอให้พิจารณาใหม่ได้ อีกหนึ่งนัยสำคัญคือ ต้องการแสดงให้สังคมเห็นว่า คณะกรรมการคัดเลือกฯ ได้สู้อย่างเต็มที่ทุกช่องทางแล้ว เพื่อเป็นเกราะป้องกันให้ตัวเองไว้ในระดับหนึ่ง”

เนื่องจากมีการตั้งข้อสังเกตว่า ขณะนี้ทางกลุ่มกิจการร่วมค้าบีบีเอส ซึ่งประกอบไปด้วยบริษัทบีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) บริษัทการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA และบริษัทซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ก็มองช่องทางที่จะฟ้องคณะกรรมการคัดเลือกฯ หรืออุทธรณ์ได้ หากเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมตามกฎหมายเปิดช่องไว้ แหล่งข่าวกล่าว

 

ด้านนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลางได้รายงานให้รับทราบถึงคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีนี้แล้ว โดยกรมบัญชีกลางอยู่ระหว่างการศึกษากฎระเบียบการประมูลงานภาครัฐ ว่ามีความสอดคล้องกับการประมูลโครงการสนามบินอู่ตะเภามากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ได้กำชับให้กรมบัญชีกลางศึกษาให้เกิดความโปร่งใสที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาเรื่อง 2 มาตรฐานในการประมูลงานภาครัฐ

อย่างไรก็ตามการวินิจฉัยเรื่องการประมูลดังกล่าว เป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น ฉะนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องดูถึงกระบวนการที่เกิดขึ้นตามคำวินิจฉัยของศาลด้วยว่าเป็นอย่างไร เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายให้มากที่สุด

“บางครั้งเราต้องไม่ยึดติดว่าต้องเป็นรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เวลาเปลี่ยนแปลงไป การพิจารณาเรื่องต่างๆ ของศาลก็เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน ต้องให้ดูที่สาระ และเจตนาว่าเป็นอย่างไร ซึ่งเราคนไทย ใช้กฎหมายไทย ถ้าอะไรที่ทำแล้วเกิดการพัฒนาใหม่ ๆ ก็น่าจะทำ” นายสันติ กล่าว

กระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานกำกับดูแลกระบวนการการจัดซื้อจัดจ้างกลาง ตามแนวทางปฏิบัติที่พ.ร.บ.นี้กำหนดไว้ทุกขั้นตอน โดยในมาตรา 53-55 เกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ ส่วนวิธีการจัดซื้อจัดจ้างนั้น ตามมาตรา 54-68 ได้ระบุไว้ มี 3 วิธีในการดำเนินการ ทั้งการประกาศเชิญชวนเป็นการทั่วไป การคัดเลือก และการเฉพาะเจาะจง

ขณะที่ระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) ภายใต้พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มีระเบียบระยะเวลาการเสนอราคา โดยผู้ค้าจะต้องซื้อและดาวน์โหลดเอกสารการเสนอราคาได้ถึงการสิ้นสุดระยะเวลาประกาศ และหลังจากนั้นผู้ค้าต้องจัดเตรียมข้อเสนอและขอหลักประกัน พร้อมยื่นเสนอราคาในวันเสนอราคาตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. จากนั้นเวลา 16.30.01 น. จะต้องเปิดเผยการเสนอราคาเบื้องต้น และในวันถัดไปคณะกรรมการฯ จะดาวน์โหลดข้อเสนอดังกล่าว โดยทุกกระบวนการนั้น จะไม่เปิดเผยข้อมูลรายชื่อผู้รับเอกสารและข้อมูลการเสนอราคา

หน้า 1 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,541 วันที่ 19 - 22 มกราคม พ.ศ. 2563