
เบียร์เช็ก : ทางเลือกนักดื่ม
บทความพิเศษโดย: สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปราก
หากพูดถึงเบียร์คนส่วนใหญ่คงนึกถึงผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ของโลกอย่างสหรัฐอเมริกา เยอรมนี อังกฤษ จีน และญี่ปุ่น แต่ใครจะนึกว่าประเทศขนาดเล็กอย่างสาธารณรัฐเช็กกลับเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตเบียร์มาอย่างยาวนานและเป็นสวรรค์ของผู้รักการดื่มเบียร์อีกแห่งหนึ่งในโลกโดยมีประเภทและรสชาติของเบียร์ให้เลือกมากมาย เช่น Tap Beer, Lager, Yeast Beer, Porter Beer, Unfiltered Beer, Half Dark และ Pilsner และที่น่าสนใจไปกว่านั้น คือเบียร์เช็กมีราคาที่แสนจะย่อมเยาจนบางครั้งราคาถูกกว่าน้ำเปล่าด้วยซ้ำไป
อุตสาหกรรมเบียร์ของสาธารณรัฐเช็กถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีชื่อเสียงและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งประชาชนและสังคมเช็ก ดังคำกล่าวของ Czech Beer and Malt Association ที่ว่า “เบียร์นับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของชาวเช็กและถือเป็นประเพณีและเป็นความภาคภูมิใจของชาวเช็กด้วย” ในปัจจุบัน เช็กมีศักยภาพการผลิตเบียร์อยู่ที่ 5.16 ล้านล้านเฮคโตลิตรและมีสถิติการส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 11 %ต่อปี ประเทศผู้นำเข้าเบียร์เช็กที่สำคัญ ได้แก่ สโลวะเกีย เยอรมนีและโปแลนด์ โดยรายได้จากการผลิตเบียร์ของเช็กคิดเป็น 1.6 % ของผลผลิตมวลรวมในประเทศ จึงนับได้ว่า อุตสาหกรรมการผลิตเบียร์ได้สร้างรายได้ให้กับประเทศเป็นจำนวนมาก แม้จะไม่เท่ากับรายได้จากภาคอุตสาหกรรมหนักซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ แต่ก็มีส่วนสำคัญที่ก่อให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศได้อย่างต่อเนื่อง
จากสถิติการบริโภคเบียร์ของประชาชนในประเทศต่าง ๆ ในปี 2561 เช็กจัดว่าอยู่ในประเทศที่มีอัตราการบริโภคเบียร์ของประชากรสูงที่สุดในโลก คือ 143.3 ลิตรต่อคนต่อปี ตามมาด้วยนามิเบีย (108 ลิตร/คน/ปี) ออสเตรีย (106 ลิตร/คน/ปี) เยอรมนี (104.2 ลิตร/คน/ปี) และโปแลนด์ (100.8 ลิตร/คน/ปี) ในขณะที่ประเทศไทยมีอัตราการบริโภคเบียร์เฉลี่ยอยู่ที่ 27 ลิตร/คน/ปี โดยสาเหตุสำคัญมาจากเบียร์เช็กมีราคาที่ย่อมเยา และยังเป็นเครื่องดื่มที่ชาวเช็กมักจะใช้ในการพบปะสังสรรค์และเข้าสังคม สาเหตุหลักอีกประการหนึ่งมาจากศักยภาพในการผลิตเบียร์ของผู้ผลิตรายย่อยประเภท Microbrewery และ โฮมบรู (homebrew) ในเช็กซึ่งมีจำนวนมากถึงเกือบ 400 แห่ง จำนวนผู้ผลิตเบียร์รายย่อยเริ่มขยายตัวอย่างรวดเร็วภายหลังเหตุการณ์ปฏิวัติกำมะหยี่ (Velvet Revolution) ในปี ค.ศ.1989 ซึ่งก่อนหน้านั้นเช็กถูกปกครองด้วยระบอบคอมมินิสต์และวิธีการผลิตเบียร์ถูกกำหนดและควบคุมให้เป็นไปตามแนวทางของรัฐซึ่งยึดถือวิธีการผลิตแบบดั้งเดิมเพื่อรักษาลักษณะและวิธีการผลิตเบียร์แบบโบราณไว้ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงส่งผลให้มีการปรับปรุงและพัฒนาประเภทของเบียร์ให้มีความหลากหลายและตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น และ Pilsner Urquell Brewery ถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเบียร์ที่ใหญ่ที่สุดของเช็ก โดยมีอัตราการผลิตสูงถึง 9.7 ล้านเฮคโตลิตรต่อปี และมีโรงงานผลิตเบียร์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ที่เมือง Plzeň ของเช็กและยังคงมีการพัฒนากระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
เมื่อหันกลับมามองอุตสาหกรรมการผลิตเบียร์ในประเทศไทยที่ยังคงมีข้อจำกัดในด้านการผลิตและจำหน่ายเบียร์ของผู้ผลิตรายย่อย ซึ่งถูกควบคุมโดยพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ. 2493 ทำให้มีการจำกัดการผลิตเบียร์เพื่อการจำหน่ายเฉพาะโรงงานผลิตเบียร์ขนาดใหญ่ (Macrobrewery) และกำหนดให้มีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท หรือให้สิทธิ์แก่ผู้ผลิตเบียร์รายย่อย (Microbrewery) หรือ Brewpub ผลิตได้เฉพาะภายในร้านและจำหน่ายได้เฉพาะภายในร้านของตนเองเท่านั้น โดยห้ามบรรจุขวดและจำหน่าย และต้องมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท รวมทั้งต้องมีกำลังการผลิตขั้นต่ำ 1 แสนลิตรต่อปีแต่ไม่เกิน 1 ล้านลิตรต่อปี จึงทำให้ผู้บริโภคเบียร์ในประเทศไทยยังมีทางเลือกในการดื่มเบียร์ที่ค่อนข้างจำกัดและยังคงเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายต้องร่วมกันพิจารณาถึงผลดีและผลเสียในการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องร่วมกันต่อไป
อย่างไรก็ดี หากมองถึงโอกาสสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยของไทยในอุตสาหกรรมการผลิตเบียร์จะเห็นได้ว่า ในฐานะที่เช็กมีประสบการณ์ในการผลิตเบียร์มายาวนานและผลิตเบียร์ในหลากหลายรูปแบบ รวมทั้งมีมาตรฐานของเบียร์ที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศสมาชิกอียู การแลกเปลี่ยนประสบการณ์และนำเทคโนโลยีการผลิตเบียร์ของเช็กมาปรับใช้กับวิธีการผลิตแบบดั้งเดิมของไทย รวมทั้งการนำรสชาติที่หลากหลายของเบียร์เช็กมาพัฒนาและปรับรสชาติให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามแบบฉบับของเบียร์ไทยจึงน่าจะเป็นโอกาสและทางเลือกของผู้ประกอบการไทย เช่น Radler Beer (เบียร์ผลไม้และธัญพืช) ซึ่งเป็นเบียร์ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ประมาณ 2% ทำให้สามารถดื่มได้ง่ายและให้ความมึนเมาน้อยกว่าเบียร์ปกติ และเบียร์ทางเลือกอีกประเภทหนึ่งคือเบียร์ปราศจากแอลกอฮอล์ (Non-Alchoholic beer) เช่น Birell ซึ่งเป็นยี่ห้อที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเช็กตั้งแต่ปี ค.ศ.1992 เป็นเบียร์ที่ไม่ก่อให้เกิดความมึนเมาโดยสิ้นเชิงเพียงแต่ให้กลิ่นและรสชาติที่ใกล้เคียงหรือเรียกได้ว่าเหมือนกับเบียร์ที่มีแอลกอฮอล์จึงอาจเป็นทางเลือกที่ตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่สอดคล้องกับบริบทของสังคมในประเทศไทยมากกว่าเบียร์ปกติ ซึ่งเบียร์ทางเลือกเหล่านี้และเทคโนโลยีการผลิตเบียร์ของเช็กเป็นสิ่งที่น่าศึกษาและน่าจะเป็นโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้กับผู้ประกอบการไทยได้ในอนาคต









