thansettakij
thansettakij
ทีดีอาร์ไอจี้กรมรางปรับค่าโดยสารรถไฟฟ้า

ทีดีอาร์ไอจี้กรมรางปรับค่าโดยสารรถไฟฟ้า

28 พ.ค. 62 | 05:31 น.
อัปเดตล่าสุด :28 พ.ค. 62 | 12:46 น.

ทีดีอาร์ไอ ชี้ค่ารถไฟฟ้าไทยแพง สูงกว่าสิงคโปร์ 20% จี้รัฐเร่งอุดหนุนค่าโดยสารหลังคนจนเข้าไม่ถึง เสนอค่ารถไฟฟ้าลดหย่อนภาษีได้ปีละ 1 หมื่นบาท เชื่อบัตรผู้มีรายได้น้อยเดือนละ 500 ไม่พอค่าเดินทาง แนะเพิ่มเป็น 800 บาท ด้าน รองอธิบดีกรมราง ให้สัญญาดูแลค่าโดยสารเพื่อประชาชน

ทีดีอาร์ไอจี้กรมรางปรับค่าโดยสารรถไฟฟ้า

ทีดีอาร์ไอจี้กรมรางปรับค่าโดยสารรถไฟฟ้า

นายสุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยว่าทีดีอาร์ไอมองว่าปัญหาที่กรมการขนส่งทางรางต้องเร่งเข้ามาแก้ไขปัญหาระบบรางเพื่อประชาชนนั้น สิ่งเร่งด่วนที่ต้องทำคือการควบคุมค่ารถไฟฟ้าในเมืองหลวงและโครงการเกี่ยวเนื่อง จากการเก็บข้อมูลพบว่าค่ารถไฟฟ้าในเมืองนั้นแพงเกินไปกว่ากำลังซื้อของผู้มีรายได้น้อย ส่งผลให้ผู้ใช้บริการเป็นกลุ่มคนรายได้ปานกลางและรายได้สูง แต่คนจนกลับใช้บริการไม่ได้ สอดคล้องกับผลการศึกษาที่พบว่าค่ารถไฟฟ้าในเมืองหลวงของไทยนั้นสูงกว่าค่ารถไฟฟ้าในประเทศสิงคโปร์มากกว่า 20% แม้ว่าสิงคโปร์จะมีการปรับค่ารถไฟฟ้าตามขนาดเศรษฐกิจใหม่และรายได้ประชากรแล้วแต่กลับพบว่าค่ารถไฟฟ้าไทยยังแพงกว่า 

ดังนั้นรัฐบาลต้องศึกษาโมเดลของต่างประเทศในการควบคุมค่าโดยสาร  เช่น โมเดลของประเทศญี่ปุ่นที่มีการยกเว้นค่าแรกเข้าเมื่อเปลี่ยนเส้นทางรถไฟฟ้า หรือการใช้ระบบตั๋วร่วม(Common Ticket) เพื่อลดค่าบริการขนส่งสาธารณะ เช่น ขึ้นรถไฟฟ้าแล้วสามารถลดค่ารถเมล์ได้ 50% จึงส่งผลให้การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่ซับซ้อนหรือการเดินทางไกลมีอัตราค่าโดยสารที่ถูกกว่าของประเทศไทย

 

 

นายสุเมธ กล่าวต่อว่ารัฐบาลต้องกลับมาทบทวนว่าควรให้ความสำคัญกับเรื่องรถไฟฟ้าเพื่อแก้ปัญหาจราจรหรือไม่ ในแต่ละปีรัฐบาลอัดฉีดเงินอุดหนุนภาคท่องเที่ยวปีละ 1 หมื่น -2 หมื่นบาท/คน แต่เรื่องรถไฟฟ้าเป็นสิ่งใกล้ตัว คงจะดีหากมีการส่งเสริมให้นำบัตรลดไฟฟ้ามาลดหย่อนภาษีได้ เพราะผลศึกษาพบว่าอัตราค่าใช้จ่ายรถไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 1,000 บาท/คน ดังนั้นการลดหย่อนภาษีปีละ 1 หมื่นบาทเป็นเรื่องที่น่าจะทำได้ถ้ารัฐบาลเห็นความสำคัญ 

นอกจากนี้รัฐบาลควรทบทวนการส่งเสริมผู้มีรายได้น้อยใช้รถไฟฟ้าผ่านบัตรสวัสดิการนั้นทีดีอาร์ไอมองว่า 500 บาท/เดือนยังไม่เพียงพอและไม่สอดคล้องกับค่ารถไฟฟ้าที่เฉลี่ยต่อเที่ยวอยู่ที่ 30-40 บาท ดังนั้นรัฐบาลอาจต้องพิจารณาเพิ่มวงเงินเป็น 700-800 บาท/เดือน ให้เหมาะสมกับศักยภาพรายได้ 

อย่างไรก็ตามเงื่อนไขค่าโดยสารมีรายละเอียดที่ต้องพูดคุยกับเอกชนหลายด้าน เช่น สัญญาสัมปทานของผู้เดินรถรายเดิมเป็นต้น นอกจากนี้ทีดีอาร์ไอมองว่าเรื่องเร่งด่วนอีกประเด็นคือการแก้ปัญหาจุดตัดทางรถไฟในต่างจังหวัด ปัจจุบันเกิดอุบัติเหตุจำนวนมาก ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามทำผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแต่ก็ต้องเจอปัญหาความล่าช้า เมื่อมีกรมการขนส่งทางรางแล้วควรจะมีหน้าที่เข้ามากำกับดูแลแก้ปัญหาโดยตรง

ด้านนายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางราง กล่าวว่า การจัดตั้งกรมการขนส่งทางรางเน้นนโยบาย 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.พัฒนาโครงข่ายโครงสร้างพื้นฐานทางราง 2.มาตรการความปลอดภัย 3.โครงสร้างค่าโดยสาร 4.การออกใบอนุญาต และ 5.ส่งเสริมผู้ประกอบการขนส่งและดูแลประชาชน ทั้งหมดนี้เพื่อประชาชนในการเข้าถึงระบบราง ได้รับคุณภาพบริการที่ดีและค่าโดยสารต้องเป็นธรรม 

ทีดีอาร์ไอจี้กรมรางปรับค่าโดยสารรถไฟฟ้า

“ขณะนี้อยู่ระหว่างวางโครงสร้างองค์กรและการรวบรวมข้อมูลเสนอฝ่ายกฤษฎีกาเพื่อขอออกกฎหมาย พรบ.ขนส่งทางรางต่อไป โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภาภายใต้รัฐบาลชุดใหม่”

นายสรพงศ์กล่าวต่อว่า ส่วนแนวทางในการเข้ามาดูแลเรื่องราคาค่าโดยสารนั้น มีแผนศึกษาหลายรูปแบบ เช่น การลดหย่อนภาษีส่วนบุคคลรายปีสำหรับค่ารถไฟฟ้า รัฐบาลอุดหนุนค่าโดยสาร (Subsidy) ตลอดจนการส่งเสริมอุดหนุนให้พนักงานบริษัทขนาดใหญ่หันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ แต่ทั้งหมดนี้ต้องรอโครงข่ายรถไฟฟ้าแล้วเสร็จทั้งหมดก่อน นอกจากนี้ยังมีแนวคิดนำเงินภาษีรถยนต์ประจำปีมาอุดหนุนค่าโดยสารรถไฟฟ้าอีกด้วย