17 พฤษภาคม 2021

วิบากกรรม ‘น้องธนาธร’ ลุ้นคุกไม่เกิน 5 ปี

09 Dec 2020 16:10 น.
อ่าน 438 ครั้ง

วิบากกรรม  ‘น้องธนาธร’ ลุ้นคุกไม่เกิน 5 ปี

คดี “น้องธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ติดสินบน เพื่อหวังฮุบที่หลวง ตำรวจกำลังรื้อคดีเพื่อเอาผิด เผยมีโทษตาม มาตรา 80 และ 144 โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


กรณีที่อัยการสูงสุด (อสส.) ไม่สั่งฟ้อง นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ น้องชาย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ที่เกี่ยวข้องกับ การ “จ่ายสินบน” มูลค่า 20 ล้านบาท ให้กับคนในของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ เพื่อแลกกับสัมปทานที่ดินทำเลทอง 12 ไร่ ซึ่งเป็นที่ตั้ง ของสำนักงานองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ย่านชิดลมนั้น

 

ล่าสุด มีรายงานข่าวว่า กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) มีคำสั่งให้ พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม ผู้บังคับการกองปราบปราม (ผบก.ป.) ตั้งคณะพนักงานสอบสวนเพื่อหารือในข้อกฎหมายเพื่อขยายผลและดำเนินคดีต่อเนื่องกับ นายสกุลธร ในฐานความผิดเกี่ยวกับผู้ใช้หรือผู้สนุบสนุน 

 

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้พิพากษาให้จำคุกสองเจ้าพนักงานในสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ที่จัดตั้งโครงการให้เช่าที่ดินที่ตั้งสำนักงานโทรศัพท์ สาขาชิดลม เพื่อให้ นายสกุลธร เข้าไปทำกิจการใช้ประโยชน์จากที่ดินสร้างอาคารคอมเพล็กซ์นับหมื่นล้านบาท แต่ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะก่อน 20 ล้าน ซึ่งเงินดังกล่าวได้ถูกจ่ายให้กับผู้ต้องหาทั้งสองคนไปแล้ว

 

ก่อนหน้านี้ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2562 ในคดีแดงที่อท 228/2562 ที่พนักงานอัยการ เป็นโจทก์ฟ้อง นายประสิทธิ์ อภัยพลชาญ ข้าราชการสังกัดสำนักงานทรัพย์สินพระมหา กษัตริย์ จำเลยที่ 1 กับ นายสุรกิจ ตั้งวิทูวณิช เป็นเอกชน จำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันเป็นคนกลางเสนอว่า จะให้สินบนเจ้าพนักงาน ปลอมเอกสาร ใช้เอกสารราชการปลอม 

 

คดีนี้จำเลยรับสารภาพ ไม่สืบสู้ มีพนักงานสอบสวนกองปราบปรามเป็นผู้สอบสวนในชั้นต้น ซึ่งศาลพิเคราะห์ว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ  เป็นนิติบุคคล เป็นหน่วยงานในพระมหากษัติย์ มีหน้าที่จัดการดูแลรักษาจัดหาผลประโยชน์ ฯลฯ ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย และมีคณะกรรมการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ และข้าราชการเจ้าหน้าที่ มีฐานะเป็นเจ้าพนักงาน 

 

กระทั่งเมื่อเดือน มี.ค. 2560 ถึง 18 ก.ย. 2560 นายประสิทธิ์ เป็นเจ้าหน้าที่บริหารโครงการระดับ แผนกโครงการธุรกิจ 1 กองโครงการธุรกิจ 1 ฝ่ายโครงการพิเศษ สำนักงานทรัพย์สินฯ ทำหน้าที่สนับสนุนงานโครงการพิเศษ ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการนำพื้นที่ของสำนักงานฯ ไปจัดหาประโยชน์ ส่วน นายสุรกิจ ไม่ใช่เจ้าพนักงาน จำเลยทั้งสองร่วมกัน ทำหนังสือราชการปลอม 2 ฉบับ

 

ฉบับแรก ออกวันที่ 18 ก.ย.2560 ส่งไปถึง นายสกุลธร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เรียลเอสเตท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด โดยเอาแบบพิมพ์ของสำนักงานทรัพย์สินฯ มีตราครุฑ ตั้งแท่นลงนามเป็นชื่อเจ้าหน้าที่โดยการปลอมลายเซ็น มีข้อความทำนองว่า บริษัท เรียลเอสเตท ดีเวลลอปเม้นท์ ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้นแล้ว ให้ยื่นแผนพัฒนาพื้นที่และการลงทุนใน 90 วัน แล้วได้ให้ นายสุรกิจ เอาไปให้ นายสกุลธร เพื่อให้ นายสกุลธร หลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง โดยประการน่าจะทำให้สำนักงานทรัพย์สินเสียหายแล้ว

 

ส่วนเอกสารปลอมอีกฉบับ ออกวันที่ 16 พ.ย. 2560 ไปถึง นายสกุลธร ให้บริษัท เรียลเอสเสทฯ เข้าประชุมเกี่ยวกับแผนพัฒนาที่ดิน ลงลายมือชื่อของ นายประสิทธิ์ ว่าเป็นนักบริหารอสังหาฯ ทั้งที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ แล้วให้ นายสุรกิจ เอาไปให้ นายสกุลธร ดูเพื่อเชิญเข้าประชุมวันที่ 23 พ.ย. 2560 

 

 



 

และจากนั้นจำเลยยังร่วมกันนำเอาข้อมูลของสำนักงานฯ ไปแจ้ง นายสกุลธรว่า ที่ดินที่ตั้งองค์การโทรศัพท์ จะหมดสัญญา และจะเปิดให้ผู้สนใจเข้าลงทุนเช่าพื้นที่ ระยะยาว เมื่อ นายสกุลธร เชื่อดังนั้น จึงให้ นายสุรกิจ ดำเนินการติดต่อประสานงาน และอำนวยความสะดวก เพื่อให้บริษัทเรียลเอสเสทฯ ได้สิทธิการเช่าที่ดิน โดยฝ่ายบริษัทหลงเชื่อจึงตกลงจะมีค่าตอบแทนจำนวน 500 ล้านบาท” 

 

ต่อมา นายสกุลธร ยื่นหนังสือแสดงความจำนงขอเช่าที่ดินบริเวณดังกล่าว ตามช่องทางปกติ แล้วจำเลยทั้งสองคนได้ร่วมกันเรียกรับเงินงวดแรก 5 ล้านบาท จาก นายสกุลธร แล้วร่วมกันใช้เอกสารปลอมทั้งสองฉบับ อ้างว่า บริษัทผ่านการประมูล 

 

วิบากกรรม  ‘น้องธนาธร’ ลุ้นคุกไม่เกิน 5 ปี

 

 

ต่อมาเมื่อนายสกุลธรทราบดังกล่าว จึงจ่ายเงินงวดที่ 2 จำนวน 5 ล้านบาท กับงวดที่ 3 อีก 10 ล้านบาท รวม 20 ล้านบาท ให้จำเลยทั้งสอง เพื่อเป็นการตอบแทน ในการ ที่จำเลยทั้งสองจะนำไปดำเนินการ ติดต่อประสานงาน และมอบให้ “รองผอ.สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์” เพื่อให้บริษัทได้สิทธิการเช่า โดยไม่ต้องผ่านการประมูลแข่งขันตามขั้นตอนปกติ 

 

ศาลพิเคราะห์แล้ว พบว่า จำเลยทั้งสองคนมีความผิด จึง พิพากษาว่า นายประสิทธิ์ และ นายสุรกิจ มีความผิดข้อหาเป็นคนกลางเสนอให้ทรัพย์สินเจ้าพนักงาน, ปลอมเอกสาร, ปลอมเอกสารราชการ, ใช้เอกสารราชการปลอม จำคุก 6 ปี คำรับสารภาพเป็นประโยชน์ลดโทษเหลือคนละ 3 ปี ไม่รอลงอาญา คดีนี้เมื่อสิ้นกำหนดอุทธรณ์ ไม่มีการอุทธรณ์แต่อย่างใด

 

มีรายงานว่า คดีนี้ในเบื้องต้นพนักงานสอบสวนกองปราบปราม ชุดก่อน มีการถกเถียงกันว่า จะมีการดำเนินคดีกับ นายสกุลธร หรือไม่ ซึ่งมติขณะนั้นเห็นว่าควรดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งสองคนก่อน จากนั้นจึงค่อยรวบรวมพยานหลักฐานขยายผล เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดรายอื่นๆ 

 

 


 

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดฝ่ายกฎหมาย บช.ก. พิจารณาแล้วเห็นว่าจากหลักฐาน พยาน และคำพิพากษาของศาลในปัจจุบัน สามารถดำเนินคดีกับ นายสกุลธร ได้ จึงได้มอบหมายให้กองปราบปรามเรียกประชุมพนักงานสอบสวนในวันที่ 7 ธ.ค. ที่ผ่านมา และเตรียมที่จะเรียก นายสกุลธร มารบทราบข้อกล่าวหาในเบื้องต้น ฐานเป็นผู้ใช้และสนับสนุนให้เจ้าพนักงานกระทำการทุจริต ส่วนจะเป็นวันใดหรือมีข้อหาอื่นใดด้วยหรือไม่นั้น จะพิจารณาอีกครั้ง คาดว่าจะมีข้อสรุปได้ภายในสัปดาห์นี้

 

สำหรับความผิดของ นายสกุลธร นั้น จะมีความผิดตามมาตรา 80 ของประมวลกฎหมายอาญา ที่ระบุว่า “ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้นั้นพยายามกระทำความผิดผู้ใดพยายามกระทำความผิด ผู้นั้นต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น”

 

และ มาตรา 144  ที่ระบุว่า “ผู้ใดให้ ขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

 

นอกจาก “พี่” กำลังถูกดำเนินคดีอาญามีโทษถึงจำคุกแล้ว “น้อง” ก็เป็นอีกคนที่กำลังถูกรื้อฟื้นเพื่อเอา ผิดกับการกระทำที่เกิดขึ้น

 

ถือเป็น “วิบากกรรม” ของตระกูล “จึงรุ่งเรืองกิจ” จริงๆ 

 

 

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3,634 หน้า 12 วันที่ 10 - 12 ธันวาคม 2563

 

 

Ads E-Book

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @thansettakij

Add Line Friend