“ทรีนีตี้” แนะ ถึงเวลาสะสมหุ้นใหญ่เข้าพอร์ต 

02 พ.ย. 2563 | 06:42 น.

ทรีนิตี้ คาด อาจเห็นปรากฏการณ์ ตลาดหุ้นทั่วโลกฟื้นตัวหลังการเลือกตั้งสหรัฐฯ เสร็จสิ้น พร้อมกับ Valuation ตลาดหุ้นไทยลงมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจแล้ว 

2 พฤศจิกายน 2563 นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผย ถึงทิศทางการลงทุนเดือน พ.ย.ว่า มีแนวโน้มดีกว่าเดือน ต.ค.หลังดัชนีปรับลดลงมาพอสมควรแล้ว คาด SET Index จะสร้างฐานในช่วงต้นเดือนก่อนทยอยปรับขึ้นในช่วงที่เหลือของเดือนนี้โดยมีเป้าหมายระดับดัชนีที่ 1250 จุด อิงกรอบ Forward PE กรณีฐานที่ 15.7 เท่า ส่วนแนวรับสำคัญประเมินที่บริเวณ 1160 จุด อิงกรอบ Forward PE กรณีแย่สุดที่ 14.6 เท่า

 

“ด้วยระดับ Upside ที่เป็นต่อ Downside ในปัจจุบัน มองว่า ณ ขณะนี้ไม่ใช่จังหวะของการลดพอร์ตการลงทุนแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ถือเงินสดในระดับที่สูงแล้ว ส่วนการเข้าซื้อ ยังคงแนะโฟกัสไปที่หุ้นขนาดใหญ่มากขึ้น หลัง Valuation ของกลุ่มนี้ลงมาค่อนข้างลึกสะท้อนผลประกอบการที่อ่อนแอไปพอสมควร” นายณัฐชาตกล่าว

 

สำหรับธีมการลงทุนหุ้นในเดือน พ.ย คือ การสะสมหุ้นใหญ่เข้าพอร์ต โดยแนะนำ 6 หุ้น ประกอบด้วย 

 

1.SCC เพราะ Spread ของ HDPE มีโอกาสฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง จากความต้องการซื้อจากประเทศจีนและราคาน้ำมันดิบที่อ่อนตัวลง

 

2.DELTA หุ้นเทคโนโลยีตัวเลือกแรกๆ ของหุ้นไทยรวมทั้งมีโอกาสเข้าคำนวณในดัชนี SET50 และSET100 ในรอบถัดไป รวมถึงการเข้าคำนวณในดัชนี MSCI Standard Index ที่จะมีการปรับในเดือนนี้

 

3.CPF ราคาหุ้นลดลงมาแรงจน Valuation น่าสนใจ โดย Forward PE ลดลงมาเทียบเท่าช่วงวิกฤติโควิด-19 แล้ว

 

4.HMPRO เป็นหุ้นที่ได้อานิสงส์จากมาตรการภาครัฐ “ช้อปดีมีคืน” รวมทั้งการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

 

5.STGT หุ้นที่มีแนวโน้มกำไรเติบโตต่อเนื่องในช่วง 3-4 ไตรมาสข้างหน้า และยังได้อานิสงส์จากการกลับมาระบาดของโควิด-19 ที่มากขึ้น รวมถึงความเป็นไปได้ในการเข้าคำนวณดัชนี MSCI                    

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

"เครือไทย โฮลดิ้งส์" ดึง "ฐากร ปิยะพันธ์" นั่งแท่นซีอีโอ

ลงทุนในหุ้นตัวใหญ่

หุ้นไทยปิดภาคเช้าบวก 0.99 จุด

"ออมสิน"จัดเต็ม "สินเชื่อ SMEs มีที่ มีเงิน" ช่วยท่องเที่ยว ดอกเบี้ย 5.99%

 

6.BAM ในช่วงครึ่งปีหลังกำไรน่าจะฟื้นตัวมาได้และมีกระแสเงินสดเข้ามามากขึ้น รวมถึงยังมีโอกาสที่จะเข้าคำนวณในดัชนี SET50 และ SET100 ด้วยเช่นกัน

ธีมลงทุนที่ 2 คือ ลงทุนหุ้นที่ได้ประโยชน์จากมาตรการ “ช้อปดีมีคืน” ได้แก่ กลุ่มค้าปลีกและกลุ่มบัตรเครดิต เช่น  HMPRO, COM7 และ KTC 

 

ธีมลงทุนที่ 3  คือ หุ้นที่ได้ประโยชน์จากมาตรการ Social distancing ในต่างประเทศ ซึ่งส่งผลให้มีการจำกัดการเดินทางและเพิ่มการใช้ชีวิตอยู่บ้านมากขึ้น ซึ่งหุ้นที่ได้ประโยชน์คือ ASIAN, XO, และ PTL

 

นายณัฐชาต กล่าวว่า กลุ่มหุ้นที่แนะนำให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงในช่วงนี้ยังคงได้แก่ หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว ทั้ง สนามบิน สายการบิน โรงแรม รวมถึงโรงพยาบาลที่มีสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติ เนื่องจากเป็นผู้ที่เสียประโยชน์โดยตรงจากการระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ รวมไปถึงหุ้นในกลุ่มน้ำมันและแก๊สทั้งฝั่งต้นน้ำและปลายน้ำ เนื่องจากอุปสงค์ที่มีต่อเชื้อเพลิงต่าง ๆ น่าจะยังชะลอตัวต่อไป ตราบใดที่หลายประเทศยังบังคับใช้มาตรการ Lockdown อยู่

สำหรับการเลือกตั้งสหรัฐฯที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น ประเมินว่าไม่ว่าผลลัพธ์การเลือกตั้งจะออกมาเช่นไร คาดว่าจะมี Relief rally เกิดขึ้นสำหรับตลาดหุ้นทั่วโลกได้ จากความชัดเจนของภาพการเมืองสหรัฐฯ ที่มีมากขึ้น แต่หากผลออกมาเป็นไปตามที่โพลหลายสำนักบ่งชี้ล่าสุด ที่ให้ความน่าจะเป็นกับกรณี Blue wave มากที่สุด (กรณีที่นายไบเดนชนะพร้อมกับเสียงข้างมากของเดโมแครตทั้งในสภาสูงและสภาล่าง) คาดจะทำให้ตลาดหุ้นเกิดใหม่ (EM) ปรับตัวรีบาวด์ได้ดีกว่าทางฝั่งของตลาดหุ้นสหรัฐฯ จากเม็ดเงิน Fund flow ส่วนหนึ่งที่ไหลออกมาจากความกังวลการขึ้นภาษีในสหรัฐฯ เป็นสำคัญ

 

นอกจากนั้น ในกรณี Blue wave นี้ จะทำให้การผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจการคลังขนานใหญ่ของสหรัฐฯ มีโอกาสเกิดขึ้นได้สูง ซึ่งจะทำให้สหรัฐฯต้องออกพันธบัตรเพื่อกู้เงินในระดับสูงด้วยเช่นกันส่งผลให้ Bond Yield สหรัฐฯมีโอกาสปรับตัวขึ้น ซึ่งจะทำให้ Bond yield ของหลายประเทศอื่นรวมถึงไทยปรับตัวขึ้นตาม  จึงแนะหลีกเลี่ยงการลงทุนในสินทรัพย์หรือหุ้นที่เคยเป็นทางเลือกในช่วงดอกเบี้ยต่ำ เช่น พร็อพเพอร์ตี้ฟันด์ REIT กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (IFF) หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภค กลุ่มที่อยู่อาศัย และกลุ่มสื่อสาร เป็นต้น