เปิดศึก"ตัดงบทหาร" 2.2 แสนล้านทำได้จริงหรือแค่สร้างคะแนน

08 ก.ค. 2563 เวลา 12:43 น.1.7k

รายงานพิเศษ- เปิดศึก "ตัดงบทหาร" 2.2 แสนล้านทำได้จริงหรือแค่สร้างคะแนน

งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 วงเงิน 3,300,000 ล้านบาท ที่ผ่านการลงมติของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวาระแรก และมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 72 คน ไปแล้ว นอกจากมีการวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องการตั้ง “งบกลาง” ที่เพิ่มขึ้นเกือบแสนล้านบาท โดยตั้งไว้ที่ 614,612.2 ล้านบาท คิดเป็น 18.6% ของงบประมาณรวมทั้งหมด จากปีก่อนเคยตั้งไว้ 518,770.9 ล้านบาท

งบก้อนนี้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรถล่มและเปรียบเปรยว่าเป็นการ "ตีเช็คเปล่า" เนื่องจากมีแค่ "หัวข้อ" กับ "วงเงิน" แต่ไม่มีรายละเอียดโครงการ  และพบว่า มีงบ 40,325.6 ล้านบาท เพื่อเยียวยาผลกระทบจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงบประมาณ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี

สะท้อนว่างบที่ต้องดูแลเยียวยาการระบาดของไวรัสโควิด ถูกซ่อนไว้จำนวนมาก เมื่อพิจารณาจากการที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เพิ่งขออนุมัติกฎหมาย 4 ฉบับ ประกอบด้วย พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การเงิน 3 ฉบับ วงเงินรวม 1,900,000 ล้านบาท และ พ.ร.บ.ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 บางรายการ ไปตั้งไว้เป็นงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นอีก 88,452.5 ล้านบาท

กระสุนที่ดี มีพลัง กลายเป็นช่องโหว่ให้คนโจมตีเสียนี่

นอกจากนี้ ยังมีงบประมาณของกระทรวงกลาโหม ยังกลายเป็นเป้าใหญ่ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องฝ่าด่านนี้ออกไป เพราะมีการตั้งธงเอาไว้ชัดเจนในชั้นกรรมาธิการวิสามัญฯ ว่าจะมีการพิจารณางบกองทัพเป็นพิเศษ

พิเศษแบบใส่ไข่ สไตล์ต คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ที่ประกาศว่า ““ดิฉันขอถาม พล.อ.ประยุทธ์ ว่า หยุดซื้ออาวุธ หยุดสร้างอาคารใหม่ หยุดเช่ารถใหม่สักปีจะได้ไหม เพื่อนำเงินจำนวนนี้มาช่วยเกษตรกร และคนตกงาน 8.3 ล้านคนจะดีกว่า ในยามที่ประเทศกำลังเผชิญสึนามิเศรษฐกิจ ซึ่งดิฉันเชื่อว่าพี่น้องทหารมืออาชีพส่วนใหญ่เห็นด้วยที่จะยอมเสียสละ หยุดซื้ออาวุธ หรือหยุดสร้างอาคารสัก 1-2 ปี แต่คนที่ไม่ยอมตัดงบเหล่านี้มาช่วยชาวบ้าน น่าจะเป็นพวกที่มีอำนาจใช่หรือไม่ ไม่เป็นไรค่ะ ถ้ารัฐมนตรีกลาโหมที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ยอมตัด เพื่อไทยจะตัดในชั้นกรรมาธิการฯเอามาให้ประชาชนเอง”

พรรคเพื่อไทยมีกรรมาธิการวิสามัญฯ เพื่อพิจารณางบประมาณรายจ่ายปี 2564 ตามสัดส่วนรวม 15 คน อาทิเช่น นายเกรียง กัลป์ตินันท์ นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตรนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร นายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ นายเรวัต วิศรุตเวช นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ นายวัฒนา เมืองสุข นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ นายสมคิด เชื้อคง นายอุดมเดช รัตนเสถียร ฯลฯ

นี่ไม่นับรวมการที่พรรคก้าวไกล ส่งผู้นำนอกสภา “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” มาทำหน้าที่ในกรรมาธิการฯในโควต้าพรรคร่วมทีมกับ ศิริกัญญา ตันสกุล พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ วรภพ วิริยะโรจน์ ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล เอกภพ เพียรพิเศษ

สาสน์ท้ารบกองทัพถูกส่งผ่านไปในชั้นกรรมาธิการฯ เรียบร้อย แต่จะทำได้จริง หรือ แค่สร้างภาพโจมตี ต้องสู้กันสนุกในชั้นกรรมาธิการ เพราะโควต้าของรัฐบาลนั้นนำทีมโดย พล.อ.กิตติทัศน์ เปี่ยมสุวรรณ อดีตปลัดบัญชีทหารบก ประธานคณะที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม ผู้ผ่านสนามการต่อสู้กับนักการเมืองในการเป็นกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 มาแล้ว และเคยต่อสู้กับ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ถึงขนาดที่เคยออกมาโวยวายว่า พล.อ.กิตติทัศน์ ที่ปรึกษานายกฯ เข้ากำกับการพิจารณาทั้งการประชุมกมธ.ฯ ชุดใหญ่ และอนุกมธ.ฯ เพื่อควบคุมไม่ให้ปรับลดงบประมาณมากเกินไป

"งบกระทรวงกลาโหม" ได้รับการจัดสรรเม็ดเงินสูงเป็นอันดับ 4 วงเงิน 223,463.7 ล้านบาท คิดเป็น 6.8% ของงบทั้งหมด แต่ก็ถูกหั่นงบจากปีก่อน 8,281.5 ล้านบาท หรือลดลงกว่า 3.71% จึงกลายเป็นเป้าของการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการฯใน 30 วัน ไปโดยปริยาย

งบกองทัพทั้งหมดถูกจัดให้กับกองทัพบกมากสุด 107,661.77  ล้านบาท กองทัพเรือ 48,289.13  ล้านบาท กองทัพอากาศ 40,080.66 ล้านบาท กองบัญชาการกองทัพไทย 16,710.8 ล้านบาท สำนักงานปลัดกระทรวง 9,860.3 ล้านบาท สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ 861.01 ล้านบาท

ทว่า พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า งบปี 2564 ของกระทรวงกลาโหมเป็น “งบลับลวงพราง”

สาเหตุเพราะลวงผู้คนว่าถูกปรับลดแต่ไม่ได้ลด ปีนี้กระทรวงกลาโหมได้งบ 223,000 ล้านบาท ดูเผินๆ ดูเหมือนได้รับงบลดลง 8,200 ล้านบาท แต่หากพิจารณาต่อเนื่องจาก พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2563 ที่กระทรวงกลาโหมได้โอนงบคืนไป 17,700 ล้านบาทใช้เพื่อสำรองฉุกเฉินฯ ปรากฏว่า งบรายจ่ายปี 2564 กระทรวงกลาโหมกลับได้รับงบที่ถูกโอนไปคืนมา 1 หมื่นล้านบาท

งบก้อนนี้ถูกบรรจุไว้ใน 6 โครงการซื้ออาวุธที่ถูกตัดออกไปแล้ว กลับไปอยู่ในงบรายจ่ายปี 2564 ไล่จาก งบโครงการเรือดำน้ำ งบการซื้อเครื่องบินกองทัพอากาศ

พิจารณ์ระบุว่า งบกระทรวงกลาโหมเป็น “งบอำพรางงบผูกพัน” เพราะมีการก่องบผูกพันซุกซ่อนอยู่มากมาย เป็นราชาเงินผ่อน ที่กระทรวงกลาโหมจะต้องมีภาระในการจัดตั้งงบประมาณผูกพันทุกโครงการสูงถึง 173,144 ล้านบาท ถือเป็นความเสี่ยงทางการคลังที่ต้องพึงระวัง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิด "งบ 64" รายกระทรวง ที่ไหนถูกตัด ที่ไหนได้เพิ่ม

เปิดไส้ใน "งบกลาง 64" โปะเยียวยา-จ่ายฉุกเฉิน 1.4 แสนล้าน

ผ่างบปี 64 ยุทธศาสตร์ชาติด้านไหน "รุ่ง-ร่วง"

ข้อกล่าวหาของพิจารณ์ระบุลงไปถึง 22 โครงการ เป็นงบผูกพันซื้ออาวุธ เกือบ 4,400 ล้านบาท รวมถึงโครงการสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน 1,000 ล้านบาทเศษ

งบผูกพันของกองทัพนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่มีปัญหามานาน ในปี 2563 เฉพาะกองทัพอากาศ มีโครงการจัดหาเครื่องฝึกทดแทน 12 เครื่องวงเงิน 5,195 ล้านบาท ผูกพันงบประมาณ 4 ปี (2563-2566) โครงการจัดหาเครื่องฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้น T-50 (ระยะที่ 4) 2 เครื่อง วงเงิน 2,450 ล้านบาท ผูกพันงบประมาณ 2563-2565) โครงการจัดหาเครื่องบินฝึกนักบินลําเลียงขั้นต้นฝูงฝึกขั้นปลาย 4 เครื่อง วงเงิน 233 ล้านบาท  ผูกพันตั้งแต่ปี 2563-2564

โครงการพัฒนาและปรับปรุงระบบป้องกันทางอากาศ (ระยะที่ 6) (mid-life Refurbish and upgradex) เรดาร์ป้องกันภัยทางอากาศรุ่น AN/TPS-78 วงเงิน 850 ล้านบาท  ผูกพันงบประมาณปี 2563-2565 โครงการจัดหาระบบสํารวจภูมิประเทศด้านความมั่นคงด้วยเครื่องบินลาดตระเวนทางอากาศ 3 เครื่อง วงเงิน 400 ล้านบาท ผูกพันงบประมาณปี 2563-2565

แม้นายกรัฐมนตรีจะออกมาชี้แจงว่า การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ เป็นงบผูกพันข้ามปี เพราะต้องใช้เวลาในการผลิต ที่ผ่านมากองทัพไม่ได้รับการสนับสนุนให้จัดซื้ออาวุธใหม่เลย ทำให้ที่มีอยู่กว่า 70 -80% เป็นของเก่า จึงจำเป็นต้องจัดหามาทดแทน เพื่อไม่ให้ สูญเสียงบประมาณในการซ่อมบำรุง ยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้มีความจำเป็นต่อการป้องกันอธิปไตย ต้องมีการเตรียมพร้อมไม่ว่าจะมีเหตุเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม หากอาวุธยุทโธปกรณ์ ไม่ทันสมัย ก็จะเป็นปัญหาในอนาคต

ลูกคู่ พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม จะชี้แจงว่า กระทรวงกลาโหมเป็นหน่วยงานรับผิดชอบด้านความมั่นคง โดยเฉพาะภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โครงการจัดซื้อเรือดำน้ำเป็นโครงการปี 2563 แต่ต้องชะลอไว้ เพื่อโอนงบเข้าสู่งบกลางเพื่อนำไปช่วยโควิด จึงต้องมาดำเนินการในปี 2564 แทน ยืนยัน ความมั่นคงเศรษฐกิจทางทะเลของประเทศที่มีอาณาเขตติดต่อกัน ถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก ประเทศในภูมิภาคให้ความสำคัญในการเพิ่มดุลอำนาจทางทะเล โดยมีถึง 4 ประเทศอาเซียนที่มีเรือดำน้ำเข้าประจำการ

ส่วนเรื่องยุทโธปกรณ์ก็ใช้วิธีการซ่อมบำรุง งบประมาณส่วนใหญ่ใช้สำหรับการปรับปรุง เพราะยุทโธปกรณ์ต่างๆ ที่กองทัพมีอยู่นั้น ถ้าไปดูในรายละเอียด แต่อายุการใช้งานเก่า 30 ปีก็มี อากาศยานบางส่วน 40-50 ปี อากาศยานที่ใช้ในการฝึกของกองทัพอากาศอายุถึง 40 ปี จึงจำเป็นที่จะต้องมีการจัดหาทดแทน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

ดังนั้นการจัดซื้อยุทโธปกรณ์มีความจำเป็น เพราะเวลาผลิตจนถึงเวลาส่งมอบใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ปี อุปกรณ์บางอย่างใช้เวลา 5-6 ปี เพราะต้องเรียนรู้การใช้อุปกรณ์และการถ่ายทอดเทคโนโลยี

ข้อชี้แจงของกระทรวงกลาโหมกลายเป็นจุดอ่อนของรัฐบาลไปทันที เพราะจนบัดนี้ไม่มีใครรู้ว่างบเรือดำน้ำถูกซ่อนงบไว้ที่ไหน ทำไมไม่มีโครงการ

คุณหญิงสุดารัตน์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ออกมาเรื่องชำแหละงบประมาณปี 2564 ทันทีว่างบเสริมสร้างกำลังกองทัพ ทั้ง 3 เหล่าทัพ ตั้งผูกพันตั้งแต่ปี 2561-2566 จนถึงปี 2564 ยังเหลืออยู่ตั้ง 117,000 ล้านบาท แต่ยังมาตั้งงบใหม่ในปี 2564 อีกเกือบ 30,000 ล้านบาท รวมทั้งงบสร้างเสริมยุทโธปกรณ์ บวกซ่อมแซมอีกกว่า 10,000 ล้านบาท

“เอาเงินกว่า 40,000 ล้านบาทนี้ ไปจ้างเกษตรกรปลูกพืชปรับปรุงดินและช่วยค่าปรับปรุงการผลิตให้ใช้สารเคมีน้อยลงเพื่อปูพื้นฐานไปสู่การผลิตอาหารปลอดภัยครัวเรือนละ 15,000 บาท จะได้ประโยชน์คุ้มค่ากว่า เพราะจะช่วยเกษตรกรได้เกือบ 3 ล้านครอบครัว ให้ผลิตอาหารปลอดสารพิษ ได้ทั้งการช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกร และช่วยให้คนไทยได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัย....

จากนี้ไปคนไทยกำลังเจอกับสึนามิเศรษฐกิจครั้งยิ่งใหญ่ที่จะนำมาซึ่งความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัส การจัดงบประมาณแผ่นดินปี 2564 จะจัดงบปกติอย่างทุกปีไม่ได้ ต้องทุ่มทุกบาททุกสตางค์ไปกู้วิกฤติเศรษฐกิจให้ได้ก่อน โดยควรจัดงบไปลงทุนในโครงการที่ทำให้เกิดการสร้างงานและรายได้ใหม่ให้ประชาชน แต่งบประมาณปี 2564 ยังแจกจ่ายงบแบ่งเค้กกันอย่างสนุกสนาน บนความทุกข์ยากของประชาชน งบที่ควรตัดในปี 2564 เช่น งบของกลาโหม แต่ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กลับไม่ยอมตัด....

“ดิฉันขอถาม พล.อ.ประยุทธ์ ว่า หยุดซื้ออาวุธ หยุดสร้างอาคารใหม่ หยุดเช่ารถใหม่สักปีจะได้ไหม เพื่อนำเงินจำนวนนี้มาช่วยเกษตรกร และคนตกงาน 8.3 ล้านคนจะดีกว่า ในยามที่ประเทศกำลังเผชิญสึนามิเศรษฐกิจ ซึ่งดิฉันเชื่อว่าพี่น้องทหารมืออาชีพส่วนใหญ่เห็นด้วยที่จะยอมเสียสละ หยุดซื้ออาวุธ หรือหยุดสร้างอาคารสัก 1-2 ปี แต่คนที่ไม่ยอมตัดงบเหล่านี้มาช่วยชาวบ้าน น่าจะเป็นพวกที่มีอำนาจใช่หรือไม่ ไม่เป็นไรค่ะ ถ้ารัฐมนตรีกลาโหมที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ยอมตัด เพื่อไทยจะตัดในกรรมาธิการเอามาให้ประชาชนเอง”

งบทหาร 2.2 แสนล้าน จึงระทึกในฤทัยมากกว่าทุกปี!