
“น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ” หายนะประชาชน สะเทือนเศรษฐกิจเมือง
“น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ” หายนะประชาชน สะเทือนเศรษฐกิจเมือง : คอลัมน์ฐานโซไซตี โดย...ว.เชิงดอย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4240
KEY
POINTS
- ฝนตกหนักต่อเนื่องส่งผลให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะชุมชนขนาดใหญ่ที่บ้านเรือนและทรัพย์สินได้รับความเสียหายอย่างหนัก
- น้ำท่วมส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของเมืองหลวง ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก ผู้คนไม่สามารถเดินทางไปทำงาน ร้านค้าต้องปิดกิจการ และ ระบบขนส่งเป็นอัมพาต
- ความเสียหายจากน้ำท่วมไม่ได้จำกัดอยู่แค่ทรัพย์สินที่ถูกทำลาย แต่ยังรวมถึงต้นทุนแฝงมหาศาล ทั้งรายได้ที่สูญเสีย โอกาสทางธุรกิจ และค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูซ่อมแซมของประชาชนและภาครัฐ
*** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,240 ระหว่างวันที่ 1-3 ต.ค. 2569 โดย “ว.เชิงดอย” เกาะติดทุกความเคลื่อนไหวเศรษฐกิจ การเมือง และ สังคม เช่นเดิม
*** ฝนที่ตกหนัก ชนิดไม่ลืมหูลืมตา ต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 25 – 28 กันยายน 2569 ได้เปลี่ยนกรุงเทพมหานคร จากเมืองหลวงที่ผู้คนใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ ให้กลายเป็นเมืองที่ต้องหยุดชะงักในหลายพื้นที่ ภาพน้ำเอ่อท่วมถนน น้ำทะลักเข้าชุมชน บ้านเรือนถูกน้ำล้อม รถยนต์ และรถจักรยานยนต์จอดแช่น้ำ กลายเป็นภาพที่สะท้อนว่า “น้ำท่วมกรุงเทพฯ” ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาการจราจร หรือ ความไม่สะดวกสบายชั่วคราวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “วิกฤตของประชาชน” และ “วิกฤตทางเศรษฐกิจ” ของเมืองหลวง
*** พื้นที่อย่าง เคหะร่มเกล้า ซึ่งเป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่มีประชาชนราว 30,000 คน และ แฟลตเคหะคลองจั่น ซึ่งมีอาคารพักอาศัย 5,814 หน่วย รองรับประชาชนได้กว่า 2.3 หมื่นคน ถือเป็นภาพสะท้อนของผลกระทบที่เกิดขึ้น เมื่อมวลน้ำเข้าท่วมพื้นที่พักอาศัย ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญกับน้ำที่เข้าถึงบ้านและพื้นที่ใช้ชีวิต ขณะที่การเดินทางเข้า-ออกชุมชนทำได้ยากขึ้น ...สำหรับครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ ความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่ที่น้ำทะลักเข้าบ้าน หรือ ทรัพย์สินเสียหาย แต่หมายถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ เครื่องมือทำมาหากิน รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและฟื้นฟูหลังน้ำลด
*** “หนึ่งครอบครัว” อาจต้องรับภาระความเสียหายหลายหมื่นบาท หรือ หลายแสน (กรณีรถยนต์เสียหายทั้งคัน) หากนำความเสียหายของครัวเรือนจำนวนมากมารวมกัน ตัวเลขที่เกิดขึ้นย่อมไม่ใช่เรื่องเล็ก โดยเฉพาะ “กรุงเทพฯ” ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ มีประชากรและแรงงานจำนวนมาก การที่คนจำนวนมากไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ ร้านค้าเปิดไม่ได้ รถขนส่งสินค้าเคลื่อนตัวไม่ได้ หรือ กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องหยุดชะงัก ย่อมมีต้นทุนตามมาเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ ร้านค้าเล็กๆ ตลาดสด ร้านอาหาร ผู้ประกอบการรายย่อย ไปจนถึง ภาคบริการและระบบขนส่ง
*** “น้ำหนึ่งสาย” จึงไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะจุดที่น้ำท่วม แต่สามารถส่งผลต่อ “กิจกรรมทางเศรษฐกิจ” ในพื้นที่โดยรอบ สิ่งที่น่ากังวลกว่าภาพน้ำท่วม คือ “ต้นทุนหลังน้ำลด” ประชาชนต้องใช้เงินบูรณะ ซ่อมบ้าน ซ่อมรถ เปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้า ทำความสะอาดที่พักอาศัย และบางครอบครัวอาจต้องหยุดงานเพื่อจัดการกับความเสียหาย เจ้าของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากระบบเครื่องยนต์และอุปกรณ์ไฟฟ้าเสียหาย
*** ขณะที่รถจำนวนมากที่จอดอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม อาจต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและซ่อมแซม หรืออาจพังจนไม่คุ้มค่าที่จะซ่อมแซมไว้ใช้ต่อไป สำหรับ “ผู้ประกอบการ” ความเสียหายอาจหนักกว่าเดิม เพราะนอกจากทรัพย์สินแล้ว ยังมีรายได้ที่หายไปในวันที่ไม่สามารถเปิดกิจการได้ เหล่านี้คือ “เศรษฐกิจที่มองไม่เห็น” จากน้ำท่วม ตัวเลขความเสียหายจึงไม่ควรนับเฉพาะทรัพย์สินที่ถูกน้ำทำลาย แต่ต้องรวมถึง รายได้ที่สูญเสีย เวลาที่หายไป ต้นทุนการเดินทาง ต้นทุนการฟื้นฟู และโอกาสทางเศรษฐกิจที่หายไป
*** กรุงเทพฯ เป็นมหานครขนาดใหญ่ที่ต้องรองรับทั้งประชากร คนทำงาน รถยนต์ ระบบขนส่ง อาคาร ที่อยู่อาศัย และกิจกรรมทางเศรษฐกิจจำนวนมหาศาล เมื่อ “ฝนตกหนัก” ระบบระบายน้ำจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ “น้ำจะท่วมถนนหรือไม่” แต่เป็นเรื่องของความสามารถของเมือง ของผู้บริหารเมือง ของผู้บริหารประเทศ ในการรักษาชีวิตและเศรษฐกิจให้เดินต่อได้ ...เหตุการณ์ครั้งนี้จึงควรถูกใช้เป็น “บทเรียน” สำคัญว่า กรุงเทพฯ มีความพร้อมเพียงใดในการรับมือกับฝนตกหนักและน้ำท่วมในระดับที่รุนแรง และอาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต
*** สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่เพียงการสูบน้ำออกหลังเกิดเหตุ แต่คือ “ระบบเตือนภัย” ที่เร็วขึ้น แผนรองรับประชาชนที่ชัดเจน จุดพักพิงที่เพียงพอ ระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ เส้นทางอพยพที่ใช้งานได้จริง และการบริหารจัดการที่เชื่อมโยงระหว่างกรุงเทพฯ หน่วยงานรัฐ และชุมชน
*** ภาพประชาชนขนของหนีน้ำ รถยนต์จมบาดาล หรือ จอดเสียกลางถนน รถจักรยานยนต์จมน้ำ บ้านเรือนถูกน้ำล้อม น้ำท่วม และ ร้านค้าต้องปิดกิจการชั่วคราว เป็นภาพที่หดหู่ สะเทือนใจ แต่หลังจากน้ำลด สิ่งที่ต้องจับตาคือ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต้นทุนการฟื้นฟูเยียวยา ครอบครัวรายได้น้อยอาจไม่มีเงินสำรองเพียงพอสำหรับซ่อมบ้านหรือซื้อทรัพย์สินใหม่ แรงงานรายวันอาจสูญเสียรายได้ทันทีหากไม่สามารถออกไปทำงาน ผู้ประกอบการรายย่อยอาจต้องแบกรับทั้งความเสียหายของสินค้าและรายได้ที่หายไป ขณะที่ภาครัฐก็ต้องใช้งบประมาณเพื่อเยียวยา ฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
*** ดังนั้น น้ำท่วมกรุงเทพฯ จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียง “ภัยธรรมชาติ” แต่ต้องมองเป็น ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของเมืองด้วย เพราะทุกครั้งที่น้ำท่วม ประชาชนต้องจ่าย ผู้ประกอบการต้องจ่าย และ ท้ายที่สุดรัฐก็ต้องใช้งบประมาณเพื่อฟื้นฟูเยียวยา คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “วันนี้น้ำจะลดเมื่อไร” แต่คือ “กรุงเทพฯ จะต้องเสียหายอีกกี่ครั้ง ก่อนที่การรับมือน้ำท่วมจะถูกยกระดับให้เป็นวาระสำคัญทางเศรษฐกิจของเมืองอย่างจริงจัง” น้ำท่วมครั้งนี้อาจลดลงในอีกไม่กี่วัน แต่ความเสียหายของประชาชน “บางครอบครัว” อาจต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะฟื้นกลับมาได้
*** และสำหรับกรุงเทพฯ หากยังปล่อยให้ปัญหาเดิมเกิดซ้ำอีก โดยไม่มีการยกระดับมาตรการเตรียมรับมืออย่างจริงจัง น้ำฝนที่เทถล่มลงมา หรืออาจจะเป็น “น้ำเหนือ” ที่ไหลบ่าลงมาท่วมเมือง ย่อมหมายถึงต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นทุกครั้ง นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่อง “น้ำท่วมกรุงเทพฯ” แต่คือคำถามว่า มหานครแห่งนี้พร้อมแค่ไหนที่จะรับมือกับโลกที่สภาพอากาศกำลังเปลี่ยนไป...







