
ทางรอดอุตฯไฟฟ้า-อิเล็กฯ ปั้นโปรดักส์แชมเปี้ยนใหม่ ตอบโจทย์ยุคไฮเทค
อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ที่เคยสร้างสถิติและอยู่ในแถวหน้าของสินค้าส่งออกไทย กำลังเป็นที่จับตามองในปี 2567 จะมีทิศทางอย่างไร จากปี 2566 คาดการส่งออกจะแผ่วลงจากหลายตัวแปร
ตัวแปรไล่ตั้งแต่ผลกระทบต่อเนื่องจากวิกฤตโควิด ที่ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ในตลาดโลกที่ยื้ดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อการผลิตสินค้าขั้นปลายหลายประเภท โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้า และยานยนต์ รวมถึงมาตรการกีดกันการค้าของประเทศคู่ค้า
ขณะผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน และอิสราเอล-ฮามาส ก็สร้างแรงกระเพื่อมต่อตลาดอิเล็กทรอนิกส์โลก ยังไม่นับรวมปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ อีกหลายปัจจัย นายวิบูลย์ รักสาสน์เจริญผล รองเลขาธิการ และเลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้สัมภาษณ์ผ่าน “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงทิศทางในปี 2567 ที่ยังต้องลุ้น
- อิเล็กทรอนิกส์ปี 67 ทรงตัว
นายวิบูลย์ เริ่มจากการมองในปี 2566 มูลค่าการส่งออกของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์(ไม่รวมเครื่องใช้ไฟฟ้า)ในภาพรวมคาดจะขยายตัวได้ 5.9% ส่วนในปี 2567 มีแนวโน้มทรงตัว คาดจะเติบโต 0.2% สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจโลกและความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัว ขณะที่ได้รับปัจจัยหนุนจากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางประเภทที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั่วโลก อาทิ แผงวงจรไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้า และเซมิคอนดักเตอร์
อย่างไรก็ดีจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว จากนโยบายการเงินยังคงตึงตัวต่อเนื่อง และค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง จะส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยเฉพาะในกลุ่มสินค้า Consumer electronics ขณะที่ความต้องการฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ทยอยปรับตัวลดลง จากการถูก Disrupt ของ SSD (โซลิดสเตท ไดรฟ์) ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น และความต้องการคอมพิวเตอร์เข้าสู่ภาวะอิ่มตัวในไซเคิลรอบนี้ อีกทั้งยังมีแรงฉุดจากมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศคู่ค้าที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าบางประเภทจากไทย
สำหรับกลุ่มที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดี มองว่าอยู่ในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกนำไปใช้ในภาคการผลิตของอุตสาหกรรม ต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า กลุ่มพลังงานสะอาด อาทิ ไฟฟ้ากำลังหรือ Power electronics หรือ เซมิคอนดักเตอร์ และแผงวงจรพิมพ์ ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตสอดคล้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า
“การขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ที่เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้นแต่ก็ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงยืดเยื้อ ทำให้เกิดกระแสการย้ายฐานการผลิตมากขึ้นเรื่อย ๆ รวมไปถึงมาตรการกีดกันทางการค้า ทั้งที่เป็นมาตรการด้านภาษีและมิใช่ภาษี ที่สำคัญคือมีความเสี่ยงใหม่ ได้แก่ แรงกดดันด้าน ESG ต่ออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ภาวะโลกร้อนจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งกฎระเบียบและเงื่อนไขทางการค้าที่เข้มงวดขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการจำเป็นต้องหันมาให้ความสำคัญกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม การประหยัดพลังงาน และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น รวมถึงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์เทรนด์ความต้องการที่เปลี่ยนไป”
- 3 แนวทางก้าวข้ามปัจจัยเสี่ยง
นายวิบูลย์ กล่าวอีกว่า แนวทางที่จะก้าวข้ามปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ไปได้ คือ 1.กระจายความเสี่ยงในการจัดหาวัตถุดิบและย้ายฐานการผลิต โดยจัดหาชิ้นส่วนจากประเทศอื่นมากขึ้น รวมถึงมีการวางแผนสต๊อกชิ้นส่วนในการผลิต และการจัดทำแผนบริหารความเสี่ยง เพื่อลดความเสี่ยงในการขาดแคลนชิ้นส่วนในการผลิต
2.พัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพของแรงงาน ทั้งการปรับทักษะ (Reskill) เพิ่มทักษะ (Upskill) ให้มีทักษะที่หลากหลาย เพื่อยกระดับทักษะรองรับด้านระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้สอดคล้องกับ ทิศทางของความต้องการด้าน advance electronic technology เป็นต้น
3.ตั้งเป้าหมายและปฏิบัติตามหลัก ESG โดยปรับปรุงระบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมขององค์กร การวางนโยบายร่วมกับซัพพลายเออร์ของบริษัท และการร่วมมือทางธุรกิจกับ “Eco Partners” ที่ได้รับการรับรองมากขึ้น
“เครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นอุตสาหกรรมที่ทำให้เราเติบโตมาได้ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา แต่ทุก ๆ เทคโนโลยีก็มี ไซเคิลของมัน เฉพาะอย่างยิ่งจากการเปิดประเทศของจีนทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบความสามารถในการแข่งขันเรื่องค่าแรงราคาถูกของเรา”
อีกทั้งการพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่ทำให้สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ราคาถูกลงเรื่อย ๆ ทำให้กลายเป็นตลาดที่อยู่ในกลุ่ม red ocean (มีการแข่งขันสูง) จุดขายถูกจำกัดอยู่ที่ราคา ทำให้ทิศทางสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าเปลี่ยนจากสินค้าใช้ในบ้านเป็นด้านโทรศัพท์มือถือแทน ซึ่งไทยไม่ได้เป็นฐานการผลิตด้านนี้
ดังนั้นไทยต้องขยับเข้าสู่ตลาดที่กำลังเป็น the next big thing คือตลาด power electronics เพื่อตอบโจทย์การเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่ หรืออุตสาหกรรมไฮเทค เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด และ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวกับการเติบโตของเทคโนโลยี AI เช่น electronic for Cloud AI เป็นต้น
- เร่งโปรดักส์แชมเปี้ยนตัวใหม่
เมื่อถามว่าไทยยังเหมาะที่จะเป็นฐานการผลิตอยู่หรือไม่ นายวิบูลย์ กล่าวว่า ฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในไทยยังมีอยู่ แต่ต้องเป็นนิยามใหม่ของคำว่า เครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ต้องฉีกความเข้าใจเดิม ๆ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าคือ หม้อหุงข้าว พัดลม ที่ไม่ใช่แค่นี้อีกต่อไป แต่เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไฮเทคมากขึ้น เช่น เครื่องปรับอากาศ, แบตเตอรี่, solid state hard drive, ชิ้นส่วนไฟฟ้าในรถอีวีต่างๆ ที่ต้องตามเกมของตลาดให้ทัน
ในแง่รัฐบาลก็ต้องปรับยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนใหม่ให้แข่งขันได้ ต้องปรับ ยุทธศาสตร์ในทุก ๆ ด้านต้องมุ่งไปสู่การยกระดับทุก ๆ ซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เข้าสู่ “high tech-high value global supply chain” ให้ได้ ผ่านการยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีด้านการผลิต ด้านคน และต้องมีการกำหนดโรดแมปของโปรดักส์แชมเปี้ยนตัวใหม่ ๆ ขึ้น
- ยังมีนำเข้าผิดกฎหมาย
สำหรับการนำเข้าสินค้าด้านเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าอิเลคทรอนิกส์ ๆ ในขณะนี้ยังมีทั้งแบบถูกกฏหมายและผิดกฏหมาย ยอมรับว่ามีผลกระทบรุนแรง เพราะมีการนำเข้าในรูปแบบใหม่ เช่น การสั่งของทางออนไลน์ ซึ่งเรายังต้องพยายามจัดการปัญหาให้ได้ ซึ่งวิธีจัดการมีอยู่วิธีเดียวคือการทำงานร่วมกันของต่างหน่วยงานอย่างบูรณาการ เพราะเวลานี้การนำเข้าแบบผิดกฏหมายด้วยช่องทางออนไลน์ได้ก้าวเลยวิธีการจัดการแบบเดิม ๆ ไปแล้ว ทางแก้คือการทำงานข้ามหน่วยงานแบบรวดเร็วขึ้น
ส่วนคู่แข่งไทยในด้านเครื่องใช้ไฟฟ้าก็จะมีประเทศ จีนกับเวียดนาม ส่วนชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ก็มี เวียดนาม มาเลย์ อินโดนีเซีย เมื่อประเมินภาพภาพรวมตอนนี้ จะเห็นว่ากำลังซื้อกลับมาบ้างแล้วแต่ยังชะลอตัวอยู่







