thansettakij
thansettakij
สวัสดิการแรงงานรับจ้างอิสระในยุคแพลตฟอร์ม รัฐควรคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน

สวัสดิการแรงงานรับจ้างอิสระในยุคแพลตฟอร์ม รัฐควรคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน

สวัสดิการแรงงานรับจ้างอิสระในยุคแพลตฟอร์ม รัฐควรคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ทำลายความยืดหยุ่น การแข่งขัน ความเป็นผู้ประกอบการของแรงงาน ที่ต้องรับผิดชอบความมั่นคงของตนเอง ร่วมกับระบบประกันที่เหมาะสม เป็นธรรม ยั่งยืน ไม่ผลักภาระให้สังคมส่วนรวม

KEY

POINTS

  • แรงงานรับจ้างอิสระ (Gig Worker) ขาดความมั่นคงทางรายได้ สวัสดิการ และอำนาจต่อรอง เนื่องจากผู้ว่าจ้างหรือแพลตฟอร์มมักไม่ยอมรับสถานะเป็น "นายจ้าง"
  • ภาครัฐมีแนวคิดที่จะกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบเสมือนเป็นนายจ้าง เพื่อให้แรงงานอิสระเข้าสู่ระบบประกันสังคมและได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ
  • ข้อเสนอแนะคือรัฐควรสร้างสมดุลระหว่าง "ความมั่นคง" และ "ความยืดหยุ่น" โดยเน้นการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น ส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม สนับสนุนการรวมกลุ่มของแรงงาน และช่วยให้เข้าถึงระบบประกันที่เหมาะสม

แรงงานรับจ้างอิสระ หรือ gig worker ในอดีตมักใช้เรียกกลุ่มแรงงานที่ถูกว่าจ้างแบบชั่วคราวตามงาน เช่น นักดนตรีหรือนักแสดงที่ถูกจ้างเป็นครั้ง ๆ โดยไม่มีหลักประกันว่าจะมีงานต่อเนื่องหรือไม่ บางคนอาจได้แสดงหลายงานติดต่อกัน ขณะที่บางคนอาจได้รับงานเพียงครั้งเดียวแล้วจบลง

ปัญหาสำคัญของแรงงานรับจ้างอิสระคือ ความไม่แน่นอนของรายได้และการจ้างงาน ค่าตอบแทนมักอยู่ในระดับต่ำ เพราะอำนาจต่อรองมักอยู่กับผู้ว่าจ้างหรือผู้จัดงานมากกว่าฝ่ายแรงงาน นอกจากนี้ งานบางประเภทอาจมีความเสี่ยงเพิ่มเติม เช่น ค่าเดินทาง ค่าเสียหายของอุปกรณ์ที่ใช้ทำงาน หรือความเสี่ยงจากการถูกยกเลิกงานโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน หากผู้จัดงานยกเลิกเพราะจำนวนผู้เข้าร่วมไม่ถึงเป้า

ไม่มีสิทธิและสวัสดิการ

อีกประเด็นหนึ่งคือ ข้อตกลงการจ้างงานของแรงงานกลุ่มนี้มักไม่มีสิทธิและสวัสดิการเหมือนสัญญาจ้างแรงงานทั่วไป ผู้ว่าจ้างจำนวนมากมักมองว่าตนเองไม่ใช่ “นายจ้าง” แต่เป็นเพียง “ตัวกลาง” ที่เชื่อมโยงผู้ให้บริการกับผู้ใช้บริการ หรือเชื่อมโยงผู้แสดงกับผู้ชมเท่านั้น ทำให้แรงงานกลุ่มนี้ตกอยู่นอกระบบคุ้มครองแรงงานจำนวนมาก

ในปัจจุบัน อาชีพแรงงานรับจ้างอิสระขยายตัวอย่างรวดเร็วจากการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล เกิดอาชีพใหม่จำนวนมาก เช่น คนส่งอาหาร คนส่งพัสดุ คนขับรถรับจ้างผ่านแพลตฟอร์ม พนักงานทำความสะอาด ผู้ให้บริการดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ รวมถึงฟรีแลนซ์ที่รับงานเป็นชิ้น ๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น งานออกแบบกราฟิก ตัดต่อวิดีโอ และผลิตคอนเทนต์

การขยายตัวของงานลักษณะนี้ทำให้ปัญหาเรื่องค่าตอบแทน สิทธิแรงงาน และสวัสดิการไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแรงงานบางกลุ่มอีกต่อไป แต่กลายเป็นโจทย์สำคัญของตลาดแรงงานยุคใหม่ ซึ่งควรมีนโยบายรองรับอย่างเหมาะสม

ออกแบบหลักประกันให้เหมาะกับแรงงานยุคแพลตฟอร์ม

สถานการณ์ล่าสุด ภาครัฐมีแนวคิดที่จะกำหนดให้แพลตฟอร์มหรือผู้ให้บริการตัวกลาง ซึ่งมักอ้างว่าตนเองเป็นเพียงผู้เชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้บริการกับผู้ให้บริการ ต้องปฏิบัติเสมือนเป็นนายจ้างของแรงงานรับจ้างอิสระ หากแนวคิดนี้เกิดขึ้นจริง แรงงานกลุ่มนี้อาจถูกดึงเข้าสู่ระบบประกันสังคม และได้รับสิทธิคล้ายกับแรงงานในระบบทั่วไป เช่น สิทธิรักษาพยาบาล เงินชดเชยกรณีว่างงาน และสิทธิประโยชน์ด้านบำเหน็จบำนาญในยามเกษียณ

อย่างไรก็ดี การดึงแรงงานอิสระเข้าสู่ระบบประกันสังคมจำเป็นต้องคำนึงถึงลักษณะการทำงานที่แตกต่างจากการจ้างงานแบบปกติ แรงงานบางคนรับงานจากหลายแพลตฟอร์มหรือหลายผู้ว่าจ้างพร้อมกัน การหักเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือนจึงอาจเกิดความซ้ำซ้อน นอกจากนี้ กฎเกณฑ์บางอย่างของแรงงานในระบบ เช่น การจำกัดชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์ อาจไม่สอดคล้องกับแรงงานอิสระที่ต้องการทำงานมากขึ้น หรือรับงานจากหลายแหล่งในเวลาเดียวกัน

หากออกแบบนโยบายไม่รอบคอบ แรงงานอิสระบางกลุ่มอาจมองว่ารัฐกำลังตีกรอบการทำงานมากเกินไป จนทำให้สูญเสียความเป็น “อิสระ” ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญของอาชีพประเภทนี้

ในมุมมองของผู้เขียน สังคมควรมองแรงงานรับจ้างอิสระในฐานะภาพสะท้อนของเสรีนิยมยุคใหม่ ที่แต่ละคนเป็นเสมือน “ผู้ประกอบการของชีวิตตนเอง” กล่าวคือ แรงงานต้องมีบทบาทสำคัญในการดูแลความมั่นคงของตนเอง ทั้งด้านรายได้ สุขภาพ อุบัติเหตุ และการเกษียณ ขณะที่ภาครัฐควรทำหน้าที่สนับสนุนให้ระบบตลาดทำงานอย่างเป็นธรรม และช่วยสร้างเครื่องมือให้แรงงานสามารถดูแลตนเองได้ดีขึ้น

ประการแรก ภาครัฐควรทำให้แน่ใจว่าธุรกิจแพลตฟอร์มหรือตัวกลางมีการแข่งขันกันอย่างแท้จริง ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้ให้บริการไม่กี่รายมีอำนาจเหนือตลาดจนสามารถกดค่าตอบแทนแรงงาน หรือคิดค่าบริการกับผู้บริโภคสูงเกินควร การกำกับดูแลการแข่งขันจึงเป็นหัวใจสำคัญของการคุ้มครองแรงงานอิสระในระยะยาว

ประการที่สอง ภาครัฐควรสนับสนุนให้แรงงานอิสระสามารถรวมตัวกันได้ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับแพลตฟอร์มหรือผู้ว่าจ้าง เพราะตลาดแรงงานอิสระจำนวนมากมีลักษณะไม่สมดุล คือมีแพลตฟอร์มหรือตัวกลางจำนวนน้อย แต่มีแรงงานจำนวนมากแข่งขันกันเอง การรวมตัวของแรงงานจึงอาจช่วยให้เกิดการเจรจาที่เป็นธรรมมากขึ้น

ประการที่สาม หากแรงงานอิสระคือผู้ประกอบการของชีวิตตนเอง รายได้ส่วนหนึ่งก็ควรถูกกันไว้เพื่อสร้างหลักประกันในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นประกันอุบัติเหตุ ประกันสุขภาพ หรือระบบบำนาญ ภาครัฐควรสนับสนุนให้แรงงานกลุ่มนี้เข้าถึงระบบประกันที่เหมาะสม ทั้งประกันสังคมมาตรา 39 มาตรา 40 และผลิตภัณฑ์ประกันของภาคเอกชน รวมถึงควรปรับปรุงสิทธิประโยชน์ในระบบที่มีอยู่ให้ตอบโจทย์แรงงานอิสระมากขึ้น

ประการที่สี่ ภาครัฐไม่ควรใช้เงินส่วนรวมของประเทศเข้าไปอุดหนุนแรงงานอิสระในวงกว้างโดยไม่จำเป็น เพราะอาจสร้างภาระทางการคลังและทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อแรงงานกลุ่มอื่น การช่วยเหลือควรออกแบบให้ตรงจุด เช่น ช่วยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ผู้ยากจน หรือผู้ที่เผชิญความเปราะบางจริง ๆ เช่นเดียวกับหลักการช่วยเหลือแรงงานกลุ่มอื่นในระบบเศรษฐกิจ

โดยสรุป โจทย์ของสวัสดิการแรงงานรับจ้างอิสระไม่ใช่การบังคับให้แรงงานทุกคนเข้าสู่ระบบเดียวกับแรงงานประจำ แต่คือการออกแบบระบบคุ้มครองที่สมดุลระหว่าง “ความมั่นคง” กับ “ความยืดหยุ่น” แรงงานอิสระควรได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานและเครื่องมือในการดูแลตนเอง ขณะเดียวกัน รัฐก็ต้องไม่ทำลายความคล่องตัวของตลาดแรงงานยุคใหม่ หรือเปลี่ยนแรงงานอิสระให้กลายเป็นแรงงานในระบบโดยไม่จำเป็น