
จากรถไฟความเร็วสูงจีนถึงบทเรียนไทย ทำไมเรายังสร้างระบบเศรษฐกิจของตัวเองไม่ได้
จีนใช้รถไฟความเร็วสูงสร้างอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และบุคลากรของตัวเอง ขณะที่ไทยยังติดกับดัก “ชิ้นส่วน” ทำโครงการได้ แต่สร้างระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่เองไม่ได้ จนต้องพึ่งพาคำตอบจากต่างชาติ
KEY
POINTS
- จีนประสบความสำเร็จในการสร้างรถไฟความเร็วสูงโดยเรียนรู้และต่อยอดเทคโนโลยีจากต่างชาติอย่างเป็นระบบ จนสามารถสร้างขีดความสามารถของตนเองได้อย่างครบวงจร
- ไทยมีปัญหาในการบูรณาการโครงการย่อยๆ แม้แต่ละส่วนจะดี แต่ไม่สามารถรวมกันเป็นระบบเศรษฐกิจที่เข้มแข็งในภาพรวมได้ เหมือนสร้างชิ้นส่วนได้แต่ประกอบเป็นรถไฟไม่ได้
- การขาดความสามารถในการสร้างระบบของตัวเอง ทำให้ไทยต้องพึ่งพาการจัดซื้อเทคโนโลยีสำเร็จรูปจากต่างประเทศ ซึ่งไม่สร้างความยั่งยืนและขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ช่วงนี้ผู้เขียนกลับมาทบทวนบทเรียนการพัฒนาของจีนว่า เหตุใดจีนจึงสามารถไล่กวดประเทศชั้นนำทางเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว จนปัจจุบันก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งสำคัญของสหรัฐอเมริกา และนำไปสู่ความตึงเครียดทางเศรษฐกิจและสงครามการค้าระหว่างสองประเทศ
บทเรียนสำคัญข้อหนึ่งคือ จีนมีความสามารถในการเรียนรู้จากประเทศผู้นำได้อย่างรวดเร็ว และสามารถนำองค์ความรู้นั้นมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของตนเองได้อย่างเป็นระบบ
ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ การพัฒนารถไฟความเร็วสูง จีนไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่เรียนรู้จากประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยีรถไฟ เช่น ญี่ปุ่น เยอรมนี ฝรั่งเศส แคนาดา และอิตาลี โดยมีเป้าหมายชัดเจนว่า ต้องสามารถกลับมาพัฒนารถไฟความเร็วสูงของตนเองได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้าง การผลิตระบบอาณัติสัญญาณ การเดินรถ ไปจนถึงการซ่อมบำรุง
ความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการส่งคนไปดูงานเพียงครั้งคราว แต่เกิดจากการวางแผนระยะยาวอย่างเฉพาะเจาะจง และการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการรถไฟ ผู้ผลิตชิ้นส่วนและวัตถุดิบ มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และศูนย์วิศวกรรม จนสามารถถ่ายทอดและต่อยอดเทคโนโลยีได้จริง
เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย เรามีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมมาอย่างยาวนาน อีกทั้งมีกลไกประเมินความเหมาะสมของแผนงานและโครงการอย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณาที่มาและความสำคัญของโครงการ การตรวจสอบวัตถุประสงค์ วิธีการศึกษา คุณภาพทางวิชาการ และการนำเสนอผลลัพธ์อย่างรอบด้าน ในช่วงหลัง เรายังให้ความสำคัญกับคำว่า “บูรณาการ” มากขึ้น เพื่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม
แต่ถึงอย่างนั้น ก็ต้องยอมรับว่า ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจของไทยยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย หลายตัวชี้วัดสำคัญ เช่น อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ระดับการศึกษา คุณภาพทักษะแรงงาน และระดับการพัฒนาเทคโนโลยี เริ่มชะลอตัว ถดถอย หรือถูกประเทศคู่แข่งแซงหน้า
ในมุมมองของผู้เขียน ปัญหาสำคัญประการหนึ่งคือ ประเทศไทยมีความสามารถในการวัดผลระดับจุลภาคค่อนข้างดี แต่สอบตกในการวัดผลระดับมหภาค กล่าวคือ แต่ละโครงการอาจถูกประเมินว่าบรรลุวัตถุประสงค์ในระดับโครงการหรือระดับแผนงาน แต่เมื่อนำมารวมกันแล้ว กลับไม่สามารถต่อยอดเป็นความสำเร็จระดับประเทศได้
เปรียบได้ว่า เราสามารถผลิต “ชิ้นส่วน” ได้จำนวนมาก และแต่ละชิ้นส่วนอาจดูดีในตัวเอง แต่เราไม่สามารถนำชิ้นส่วนเหล่านั้นมาต่อกันเป็น “รถไฟ” ที่วิ่งได้จริง
สิ่งที่น่ากังวลคือ วัฒนธรรมการทำงานเช่นนี้ฝังรากลึกมาเป็นเวลานาน จนประเทศไทยเต็มไปด้วยผู้เชี่ยวชาญ นักเทคนิค และนักวิจัยที่ยึดติดกับผลงานของตนเองเป็นหลัก ต่างคนต่างเชื่อว่าชิ้นส่วนของตนดีที่สุด ถูกต้องที่สุด และควรรักษาไว้เช่นนั้น ทำให้การปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนต่าง ๆ เพื่อให้สามารถประกอบกันเป็นระบบเดียวกันทำได้ยากยิ่งขึ้น
สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดคือ เมื่อประเทศไม่สามารถสร้าง “รถไฟความเร็วสูง” หรือระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่จากภายในได้ เราจึงมักเปิดทางให้ตลาดจัดซื้อจัดจ้างขยายตัวมากขึ้น กลายเป็นการซื้อ “คำตอบสำเร็จรูป” จากต่างประเทศ แทนที่จะสร้างขีดความสามารถของตนเอง
ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการซื้อทางออกอาจเห็นผลได้ในระยะสั้น แต่ไม่สร้างความยั่งยืนในระยะยาว เพราะประเทศยังต้องพึ่งพาคำตอบจากต่างประเทศอยู่ตลอดเวลา แทนที่เราจะสร้างบุคลากร ธุรกิจ และเทคโนโลยีของตนเอง กลับกลายเป็นว่าเราสร้างอาชีพ “นายหน้า” และตัวแทนค้าขายกับต่างชาติ มากกว่าสร้างผู้ผลิตและผู้พัฒนานวัตกรรมของประเทศเอง







