

KEY
POINTS
วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 การเลือกตั้งครั้งใหม่กำลังจะมาถึง สำหรับหลายคน การเลือกตั้งครั้งนี้อาจถูกมองในแง่ลบอย่างรุนแรง ถึงขั้นถูกฉายภาพเป็นภัยคุกคามระดับ “วันสิ้นโลก” ต่อประเทศชาติ ที่น่าสนใจคือ ภาพจำเช่นนี้กลับเป็นมุมมองที่ทั้งสองขั้วอุดมการณ์ทางการเมืองเห็นพ้องกัน โดยต่างฝ่ายต่างมองอีกฝั่งหนึ่งว่าเป็นภัยคุกคามอันร้ายแรงไม่แพ้กัน
อย่างไรก็ดี หากมองให้ลึกลงไป ผู้เขียนเห็นว่าการเลือกตั้งปี 2569 ครั้งนี้มีพัฒนาการที่น่าสนใจ ทั้งในมิติที่อาจนับเป็นข่าวดี และในมิติที่ควรระมัดระวังในฐานะข่าวร้าย จึงขอชวนผู้อ่านพิจารณาอย่างรอบด้าน
ข่าวดี ประการสำคัญ คือการแข่งขันทางการเมืองที่รุนแรงขึ้นได้กดดันให้พรรคการเมืองตัวเต็งทั้งสามพรรคพยายาม “ลบจุดอ่อนของตนเอง” มากกว่าที่เคยเป็นมา ผลที่ตามมาคือคุณภาพของนโยบายโดยรวมมีแนวโน้มถูกยกระดับขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองสายอุดมการณ์ดั้งเดิมที่เริ่มให้ความสำคัญกับการปราบปรามทุจริต คอร์รัปชั่นอย่างจริงจังมากขึ้น การหันมาใช้ทีมงานเทคโนแครตและผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพมากกว่าการพึ่งนักการเมืองที่อาจขาดความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิค หรือพรรคที่เคยถูกตั้งคำถามเรื่องประชานิยมก็เริ่มปรับลดเม็ดเงินในการแจกจ่ายลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่พรรคที่ผลักดันสิทธิและสวัสดิการแบบก้าวหน้า ก็มีการปรับลดระดับสิทธิและงบประมาณภาครัฐที่ต้องใช้ลงมากกว่าที่เคยเสนอในอดีต
การแข่งขันที่เข้มข้นเช่นนี้ หากดำเนินไปอย่างมีคุณภาพ ย่อมเป็นประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ข่าวร้าย ที่ไม่ควรมองข้าม คือการประมาณการงบประมาณของนโยบายบางพรรคการเมืองที่ดูต่ำเกินความเป็นจริง ซึ่งสะท้อนปัญหาได้อย่างน้อยสองรูปแบบ ได้แก่
(1) พรรคการเมืองอาจมีนโยบายที่ตั้งใจจะดำเนินการจริง แต่ไม่ได้บรรจุไว้ในเอกสารที่ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง และนโยบายเหล่านี้อาจปรากฏขึ้นภายหลังเมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้ว หรือ
(2) นโยบายถูกระบุไว้แล้ว แต่มีการประเมินงบประมาณต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมาก ทั้งที่หากดำเนินการจริงจะต้องใช้งบประมาณในระดับสูง
ในทั้งสองกรณี ผู้เสียประโยชน์คือประชาชน ซึ่งควรได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนและถูกต้องเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองบนพื้นฐานของนโยบายอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ผู้เขียนขอชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงด้านการคลังในระยะยาวจากการจัดสรรสิทธิและสวัสดิการของบางพรรคการเมือง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาคู่ขนานกับประสบการณ์ “นโยบายประชานิยม” ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งมักทำงานคล้ายกลไกการเสพติด คือเริ่มจากการแจกเงินในระดับหนึ่ง ก่อนจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในการเลือกตั้งครั้งถัดไป เพื่อรักษาฐานเสียงทางการเมือง หากหลายพรรคการเมืองเดินไปในทิศทางเดียวกัน ก็อาจกลายเป็นการแข่งขันกันสร้าง “นโยบายเสพติด” โดยไม่คำนึงว่าฐานะการคลังของประเทศและระบบเศรษฐกิจจะรองรับได้มากเพียงใด
สำหรับนโยบายสิทธิและสวัสดิการ ความน่ากังวลยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีก เพราะแตกต่างจากนโยบายประชานิยมแบบครั้งคราว ตรงที่เมื่อสิทธิหรือสวัสดิการถูกกำหนดขึ้นแล้ว การถอนหรือปรับลดแทบเป็นไปไม่ได้ในทางการเมือง เช่น การหาเสียงด้วยนโยบาย “ลดสิทธิ ลดสวัสดิการ” แทบจะเป็นการฆ่าตัวตายทางการเมือง ซึ่งไม่มีพรรคใดพร้อมจะทำ
ด้วยเหตุนี้ การออกแบบนโยบายสิทธิและสวัสดิการจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการแข่งขันในช่วงสมัยรัฐบาลหนึ่งเท่านั้น (แบบนโยบายประชานิยม) แต่เป็นภาระผูกพันทางการคลังที่จะส่งต่อไปยังรัฐบาลในอนาคตอีกหลายสมัย การคิดให้รอบคอบ ตั้งอยู่บนข้อมูลที่โปร่งใส และคำนึงถึงความยั่งยืนด้านการคลัง จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากประเทศไม่ต้องการเผชิญกับต้นทุนที่สูงเกินจะแก้ไขในวันข้างหน้า