thansettakij
เลือกตั้งครั้งใหม่ 2569 อะไรคือข่าวดี และอะไรคือข่าวร้าย

เลือกตั้งครั้งใหม่ 2569 อะไรคือข่าวดี และอะไรคือข่าวร้าย

02 ก.พ. 2569 | 09:05 น.
อัปเดตล่าสุด :02 ก.พ. 2569 | 09:36 น.

การเลือกตั้งปี 2569 มีทั้งข่าวดีและข่าวร้ายที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ ข่าวดีคือการแข่งขันทางการเมืองที่ดุเดือดทำให้พรรคการเมืองพยายามยกระดับคุณภาพนโยบายมากขึ้น ขณะที่ข่าวร้ายคือการประมาณงบประมาณที่ต่ำเกินจริง ซึ่งอาจทำให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ผิดพลาดในการตัดสินใจ และสร้างความเสี่ยงทางการคลังในระยะยาว

KEY

POINTS

  • ข่าวดีคือการแข่งขันที่สูงขึ้นในการเลือกตั้ง 2569 กดดันให้พรรคการเมืองต้องปรับปรุงจุดอ่อนและยกระดับคุณภาพนโยบายให้ดีขึ้นเพื่อดึงดูดคะแนนเสียง
  • ข่าวร้ายประการแรกคือการที่บางพรรคการเมืองประเมินงบประมาณนโยบายต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งอาจเป็นการปกปิดข้อมูล ทำให้ประชาชนไม่ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนเพื่อการตัดสินใจ
  • ข่าวร้ายอีกประการคือความเสี่ยงด้านการคลังระยะยาวจากนโยบายสวัสดิการที่เมื่อให้แล้วยกเลิกได้ยาก อาจกลายเป็นภาระผูกพันที่ส่งผลกระทบต่อรัฐบาลในอนาคต

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 การเลือกตั้งครั้งใหม่กำลังจะมาถึง สำหรับหลายคน การเลือกตั้งครั้งนี้อาจถูกมองในแง่ลบอย่างรุนแรง ถึงขั้นถูกฉายภาพเป็นภัยคุกคามระดับ “วันสิ้นโลก” ต่อประเทศชาติ ที่น่าสนใจคือ ภาพจำเช่นนี้กลับเป็นมุมมองที่ทั้งสองขั้วอุดมการณ์ทางการเมืองเห็นพ้องกัน โดยต่างฝ่ายต่างมองอีกฝั่งหนึ่งว่าเป็นภัยคุกคามอันร้ายแรงไม่แพ้กัน

อย่างไรก็ดี หากมองให้ลึกลงไป ผู้เขียนเห็นว่าการเลือกตั้งปี 2569 ครั้งนี้มีพัฒนาการที่น่าสนใจ ทั้งในมิติที่อาจนับเป็นข่าวดี และในมิติที่ควรระมัดระวังในฐานะข่าวร้าย จึงขอชวนผู้อ่านพิจารณาอย่างรอบด้าน

ข่าวดี ประการสำคัญ คือการแข่งขันทางการเมืองที่รุนแรงขึ้นได้กดดันให้พรรคการเมืองตัวเต็งทั้งสามพรรคพยายาม “ลบจุดอ่อนของตนเอง” มากกว่าที่เคยเป็นมา ผลที่ตามมาคือคุณภาพของนโยบายโดยรวมมีแนวโน้มถูกยกระดับขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองสายอุดมการณ์ดั้งเดิมที่เริ่มให้ความสำคัญกับการปราบปรามทุจริต คอร์รัปชั่นอย่างจริงจังมากขึ้น การหันมาใช้ทีมงานเทคโนแครตและผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพมากกว่าการพึ่งนักการเมืองที่อาจขาดความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิค หรือพรรคที่เคยถูกตั้งคำถามเรื่องประชานิยมก็เริ่มปรับลดเม็ดเงินในการแจกจ่ายลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่พรรคที่ผลักดันสิทธิและสวัสดิการแบบก้าวหน้า ก็มีการปรับลดระดับสิทธิและงบประมาณภาครัฐที่ต้องใช้ลงมากกว่าที่เคยเสนอในอดีต

การแข่งขันที่เข้มข้นเช่นนี้ หากดำเนินไปอย่างมีคุณภาพ ย่อมเป็นประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ข่าวร้าย ที่ไม่ควรมองข้าม คือการประมาณการงบประมาณของนโยบายบางพรรคการเมืองที่ดูต่ำเกินความเป็นจริง ซึ่งสะท้อนปัญหาได้อย่างน้อยสองรูปแบบ ได้แก่

(1) พรรคการเมืองอาจมีนโยบายที่ตั้งใจจะดำเนินการจริง แต่ไม่ได้บรรจุไว้ในเอกสารที่ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง และนโยบายเหล่านี้อาจปรากฏขึ้นภายหลังเมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้ว หรือ

(2) นโยบายถูกระบุไว้แล้ว แต่มีการประเมินงบประมาณต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมาก ทั้งที่หากดำเนินการจริงจะต้องใช้งบประมาณในระดับสูง

ในทั้งสองกรณี ผู้เสียประโยชน์คือประชาชน ซึ่งควรได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนและถูกต้องเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองบนพื้นฐานของนโยบายอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ผู้เขียนขอชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงด้านการคลังในระยะยาวจากการจัดสรรสิทธิและสวัสดิการของบางพรรคการเมือง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาคู่ขนานกับประสบการณ์ “นโยบายประชานิยม” ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งมักทำงานคล้ายกลไกการเสพติด คือเริ่มจากการแจกเงินในระดับหนึ่ง ก่อนจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในการเลือกตั้งครั้งถัดไป เพื่อรักษาฐานเสียงทางการเมือง หากหลายพรรคการเมืองเดินไปในทิศทางเดียวกัน ก็อาจกลายเป็นการแข่งขันกันสร้าง “นโยบายเสพติด” โดยไม่คำนึงว่าฐานะการคลังของประเทศและระบบเศรษฐกิจจะรองรับได้มากเพียงใด

สำหรับนโยบายสิทธิและสวัสดิการ ความน่ากังวลยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีก เพราะแตกต่างจากนโยบายประชานิยมแบบครั้งคราว ตรงที่เมื่อสิทธิหรือสวัสดิการถูกกำหนดขึ้นแล้ว การถอนหรือปรับลดแทบเป็นไปไม่ได้ในทางการเมือง เช่น การหาเสียงด้วยนโยบาย “ลดสิทธิ ลดสวัสดิการ” แทบจะเป็นการฆ่าตัวตายทางการเมือง ซึ่งไม่มีพรรคใดพร้อมจะทำ

ด้วยเหตุนี้ การออกแบบนโยบายสิทธิและสวัสดิการจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการแข่งขันในช่วงสมัยรัฐบาลหนึ่งเท่านั้น (แบบนโยบายประชานิยม) แต่เป็นภาระผูกพันทางการคลังที่จะส่งต่อไปยังรัฐบาลในอนาคตอีกหลายสมัย การคิดให้รอบคอบ ตั้งอยู่บนข้อมูลที่โปร่งใส และคำนึงถึงความยั่งยืนด้านการคลัง จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากประเทศไม่ต้องการเผชิญกับต้นทุนที่สูงเกินจะแก้ไขในวันข้างหน้า