
เมื่อกวางสีก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงจีน-อาเซียน (5)
เมื่อกวางสีก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงจีน-อาเซียน (5) : คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย...ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร อุปนายกและเลขาธิการสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 2438
KEY
POINTS
- กวางสีกำลังเปลี่ยนบทบาทจาก "ประตูการค้า" สู่การเป็น "ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานและการผลิตข้ามพรมแดน" เพื่อเชื่อมโยงจีนกับอาเซียนอย่างสมบูรณ์
- มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมคุณภาพสูงใหม่ๆ เช่น ยานยนต์พลังงานใหม่ ปัญญาประดิษฐ์ และเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมการผลิตของภูมิภาค
- วางตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์เป็น "สะพานเศรษฐกิจสองทิศทาง" โดยมีหนานหนิงเป็นศูนย์กลางบริการและดิจิทัล และอ่าวเป่ยปู้เป็นศูนย์กลางการขนส่งและอุตสาหกรรมทางทะเล
นอกจากนี้ กวางสียังเร่งขยายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกอีกหลายโครงการใหญ่ อาทิ โครงข่ายรถไฟ ความเร็วสูง และรถไฟรางคู่ภายในและกับมณฑลอื่น ท่าเรือน้ำลึก และอาคารผู้โดยสาร T3 ของสนามบินหนานหนิง ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2027 รวมทั้งเส้นทางรถไฟและมอเตอร์เวย์เชื่อมกับเวียตนาม
และนี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ “พื้นที่สามเหลี่ยมเศรษฐกิจอ่าวตอนเหนือ” (Northern Gulf Economic Triangle) อันได้แก่ หนานหนิง-ชินโจว-เป๋ยไห่/ฝางเฉิงกั่ง ซึ่งมีบทบาททางเศรษฐกิจที่หลากหลาย อันนำไปสู่การแบ่งงานกันทำ และการบูรณาการระหว่างเมืองมากขึ้น ส่งผลให้กลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ
มองออกไปในอนาคต หากเรา “จับกระแส” การพัฒนาการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของกวางสี กับพื้นที่เศรษฐกิจในและต่างประเทศที่เกิดขึ้นในระยะหลัง อาทิ การรับบทบาทเป็นพื้นที่รองรับการย้ายฐานผลิตจากกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (GBA) โดยแปรรูปวัตถุดิบและส่งต่อไปยังประเทศกลุ่มอาเซียน และ RCEP และโมเดล "สองประเทศ สวนอุตสาหกรรมแฝด” (Two Countries, Twin Parks) อาทิ สวนอุตสาหกรรมจีน-มาเลเซีย (ชินโจว) ที่ร่วมมือกันแปรรูปสินค้า ก็พอจะประเมินได้ว่า โมเดลดังกล่าวจะขยายวงเพิ่มขึ้นในอนาคต
นอกจากนี้ ท่ามกลางความท้าทายของสงครามการค้า “Trade War 2.0” และพัฒนาการความร่วมมือด้านการค้าเสรีจีน-อาเซียน ยุคใหม่ “CAFTA 3.0” ผมมองว่า จีนไม่ต้องการให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องเข้าไปใช้กวางสีเป็นเพียง “ระเบียงทางผ่าน” เท่านั้น แต่อยากปรับบทบาทสู่การเป็น “ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานและการผลิตข้ามพรมแดน”
ขณะเดียวกัน พื้นที่ชายแดนจีน-เวียดนาม ก็กำลังกลายเป็น “ระเบียงอุตสาหกรรมการผลิต” (Manufacturing Corridor) เมืองอย่างผิงเสียง (Pingxiang) และ ตงซิง (Dongxing) ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามเวียดนาม ก็มีความสำคัญเพิ่มขึ้น เพราะเกิดระบบการเชื่อมโยงของโรงงาน โลจิสติกส์ และ โรงงานระหว่างจีน-เวียดนามเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
เราจึงน่าจะเห็นธุรกิจทั้งจีนและต่างชาติ หลั่งไหลเข้าไปตั้งโกดังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า การแปรรูป สำนักงานภูมิภาค อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน และ การจัดการห่วงโซ่อุปทานในกวางสีอีกมากในอนาคต
นั่นเท่ากับว่า ระบบนิเวศของกวางสี กำลังเปลี่ยนจาก “ประตูทางการค้า” (Trade Gateway) ไปเป็น “ประตูแห่งห่วงโซ่อุปทานแห่งภูมิภาค” (Regional Supply-Chain Gateway) โดยหนานหนิงจะทำหน้าที่เป็นเสมือน “สมอง” ขณะที่ชินโจวเป็น “ปาก” และ คลองขุดผิงลู่ จะเป็น “เส้นเลือด” ที่แสดงบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนอนาคตของ “เส้นทางเศรษฐกิจ” ของกวางสีได้อย่างสิ้นเชิงในอนาคต
ในเชิงคุณภาพ กวางสียังจะพยายามรักษาโมเมนตัมในการพัฒนา “กำลังการผลิตคุณภาพสูงใหม่” (New Quality Productive Forces) ให้สอดคล้องกับแนวทางตามแผนฯ 15 ที่จะใช้ปัญญาประดิษฐ์ ในการขับเคลื่อนทุกภาคส่วนและเปิดกว้างสู่ต่างประเทศมากขึ้น เป็นต้น ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญให้กวางสีก้าวขึ้นเป็น “ศูนย์กลางอุตสาหกรรมการผลิตและนวัตกรรมจีนและอาเซียน” อาทิ ยานยนต์พลังงานใหม่ และ แบตเตอรี่ โดยอาจต่อยอดฐานการผลิตยานยนต์ในเมืองหลิ่วโจว และหนานหนิง และขยายห่วงโซ่อุปทานข้ามพรมแดนไปยังภูมิภาคอาเซียน
อีกด้านหนึ่งที่กวางสีมีศักยภาพสูงก็ได่แก่ เศรษฐกิจสีเขียวและอุตสาหกรรมทางทะเล (Marine & Green Economy) โดยกวางสีสามารถเร่งพัฒนาพลังงานลมกลางทะเล (Offshore Wind) อุปกรณ์วิศวกรรมทางทะเล ยาชีวภาพทางทะเล และเทคโนโลยีรีไซเคิลพลังงาน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพื้นที่ชายฝั่ง
ในมิติเศรษฐกิจดิจิตัลและปัญญาประดิษฐ์ กวางสีก็จัดตั้งศูนย์ความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์จีน-อาเซียน และศูนย์บริการประมวลผลสำหรับอาเซียน โดยในทางปฏิบัติ กวางสีทุ่มงบประมาณและร่วมมือกับฮ่องกงเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิตัล คลังข้อมูล ภาษาอาเซียน และ ส่งออกโซลูชั่นด้านเอไอไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียน เช่น ลาว มาเลเซีย เวียดนาม และ ไทย
โดยสรุป อนาคตของกวางสีถูกวางตำแหน่งให้เป็น “สะพานเศรษฐกิจสองทิศทาง” ที่ผสานศักยภาพทางเทคโนโลยีและทรัพยากรจากจีนตอนในเข้ากับวัตถุดิบ แรงงาน และ ตลาดของภูมิภาคอาเซียน โดยมีหนานหนิง เป็นศูนย์กลางด้านบริการ ดิจิตัล และ การเงิน และอ่าวเป่ยปู้ เป็นศูนย์กลางขนส่งและอุตสาหกรรมหนักทางทะเลที่มีระบบนิเวศที่พร้อมสรรพ
อาทิ ท่าเรือน้ำลึก การขนส่งต่อเนื่องทางราง บริการโลจิสติกส์ที่รองรับความต้องการสินค้าระหว่างประเทศปีละกว่า 10 ล้าน TEU และมีเส้นทางเดินเรือมากกว่า 100 เส้นทาง และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมสีเขียว และการผลิตขั้นสูง
ด้วยปัจจัยเชิงบวกที่ยากจะลอกเลียนแบบได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเติบใหญ่ด้านเศรษฐกิจของกวางสี ที่ขยายตัวในอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของจีน CAFTA 3.0 งานแสดงสินค้า China-ASEAN Expo และพัฒนาการของเส้นทางเดินเรือใหม่ ที่นำไปสู่การพัฒนาระเบียงการค้าทางบก-ทางทะเลระหว่างประเทศแห่งใหม่ ซึ่งสร้างโอกาสใหม่ในการใช้กวางสีเป็นจุดกระจายสินค้าเข้าจีนตอนใน
นอกจากนี้ ศักยภาพและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างจีนและอาเซียนดังกล่าว ยังขยายกรอบไปครอบคลุมทั้งด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว เทคโนโลยี และวัฒนธรรม นั่นหมายความว่า ธุรกิจไทยควรหันมาให้ความสำคัญกับกวางสีมากขึ้น
เมื่อพูดถึงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของกวางสี ผมเลยอยากพาท่านผู้อ่านไปพูดคุยในประเด็นนี้กันหน่อยครับ สำหรับผมแล้ว กวางสี นับว่าเป็นหนึ่งในมณฑลที่มีทรัพยากรการท่องเที่ยวหลากหลายที่สุดของจีน จุดเด่นของกวางสี คือ ธรรมชาติที่งดงามชนิดยากจะลอกเลียนแบบ อาทิ ภูเขาหินปูนแบบคาร์สต์ แม่น้ำ น้ำตก ชายทะเล หมู่เกาะ และสถานที่ท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้นหลายแห่ง ตลอดจนวัฒนธรรมชนกลุ่มน้อย
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้กวางสีมีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็น “จุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่ครบวงจรในแห่งเดียว” (All-in-One Tourism Destination) ของจีนตอนใต้ และด้วยทำเลที่ตั้งก็ทำให้มีความได้เปรียบอย่างมากในการเชื่อมโยงตลาดนักท่องเที่ยวจีน-อาเซียน
อ่านต่อตอนหน้าครับ ...
คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย...ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร อุปนายกและเลขาธิการสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 2438






