เรียนฟรีถึงปริญญาตรี: ความกล้าครึ่งเดียวของนโยบายการศึกษาไทย

01 ม.ค. 2569 | 03:50 น.
อัปเดตล่าสุด :01 ม.ค. 2569 | 03:57 น.

นโยบาย “เรียนฟรีถึงปริญญาตรี” อาจดูคืบหน้า แต่สำหรับ รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร นี่คือความกล้าครึ่งเดียวที่ยังไม่แตะรากปัญหาความเหลื่อมล้ำของการศึกษาขั้นสูงไทย

รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร อาจารย์จากสถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต ระบุว่า ท่ามกลางการหาเสียง พรรคการเมืองจำนวนมากนำเสนอนโยบาย “เรียนฟรี” ที่หยุดแค่“ระดับปริญญาตรี” ภาพเช่นนี้อาจทำให้ดูเสมือนว่าการเมืองไทยกำลังใส่ใจในความเสมอภาคทางการศึกษา ทว่าเมื่อพิจารณาให้ลึกลงไป นโยบายดังกล่าวยังคงเป็นเพียง “ความกล้าครึ่งเดียว” เพราะหลีกเลี่ยงคำถามเชิงโครงสร้างที่สำคัญ นั่นคือ เหตุใดรัฐไทยจึงยอมปล่อยให้การศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก กลายเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์มาอย่างยาวนาน โดยไม่เคยถูกตั้งคำถามอย่างจริงจังในสนามการเมือง

ในทางปฏิบัติ ระบบอุดมศึกษาไทยได้ยอมรับโดยปริยายว่า การศึกษาขั้นสูงคือ “เรื่องส่วนตัว” ของผู้เรียน ใครมีกำลังทรัพย์ย่อมไปต่อได้ ใครไม่มีต้องหยุดไว้เพียงเท่านั้น ตรรกะเช่นนี้ทำให้ “ปริญญาโทและปริญญาเอก” ถูกปฏิบัติไม่ต่างจากสินค้า ถูกออกแบบ ตั้งราคา และทำการตลาดตามกำลังซื้อ มากกว่าจะตั้งอยู่บนฐานความจำเป็นขององค์ความรู้เพื่อการพัฒนาประเทศ ผลลัพธ์คือ มหาวิทยาลัยจำนวนมากต้องพึ่งรายได้จากหลักสูตรบัณฑิตศึกษาเพื่อพยุงองค์กร ขณะที่บางแห่งทำการ “ขายวุฒิ” อย่างเป็นระบบ ความสำเร็จของผู้เรียนถูกวัดจากการ “จ่ายครบจบแน่”

การปล่อยให้ตรรกะตลาดเข้าครอบงำการศึกษาขั้นสูง ไม่ได้เพียงสร้างความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง แต่ยังนำไปสู่ปัญหาที่ลึกกว่านั้น คือการผลิตมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิตที่ไม่สามารถทำหน้าที่เชิงพัฒนาใด ๆ ได้อย่างแท้จริง วุฒิการศึกษาขั้นสูงจำนวนไม่น้อยกลายเป็นเพียง “ใบรับรองสถานะทางสังคม” มากกว่าจะเป็นหลักฐานแสดงความรู้ความสามารถทางวิชาการ หรือเปล่งศักยภาพในการผลิตองค์ความรู้ใหม่ ๆ

ในสังคมที่ปริญญาเอกคือบัตรผ่านเข้าสู่ตำแหน่งงานที่สูงขึ้น การตั้งกำแพงที่มีเงินเป็นประตู ย่อมหมายถึงการผูกขาดอำนาจทางความคิดไว้กับกลุ่มคนที่มีกำลังทรัพย์ และส่งผลให้ประเทศได้ “จำนวน” ผู้จบการศึกษาเพิ่มขึ้น แต่กลับไม่ได้ “คุณภาพ” ขององค์ความรู้หรือศักยภาพในการพัฒนาอย่างที่ควรจะเป็น

ปัญหาจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของงบประมาณ แต่คือสภาวะจำยอมที่มหาวิทยาลัยต้องลดเพดานของคุณภาพลงเพื่อรักษาฐาน “ลูกค้า” การเรียนฟรีในระดับนี้จึงไม่ใช่การแจกจ่ายทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย แต่คือการดึงการศึกษากลับมาจากกลไกตลาด เพื่อให้มหาวิทยาลัยกลับไปทำหน้าที่คัดกรองผู้เรียนด้วยเกณฑ์ทางวิชาการที่เข้มงวด แทนที่จะเป็นด้วยฐานะทางการเงิน การทำให้ฟรีภายใต้การกำกับคุณภาพที่จริงจัง จะเป็นการทำลายวงจรธุรกิจการศึกษาและกอบกู้ความน่าเชื่อถือของปริญญาบัตรไทยให้กลับคืนมาเป็นเครื่องพิสูจน์ปัญญาอย่างแท้จริง

หากเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มนอร์ดิก เช่น นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ก ฟินแลนด์ และไอซ์แลนด์ ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่กรอบคิดพื้นฐานที่ยอมรับร่วมกัน ว่าการศึกษาระดับปริญญาเอกคือโครงสร้างพื้นฐานของสังคมความรู้ มิใช่ “บริการเสริม” สำหรับผู้มีกำลังทรัพย์ รัฐจึงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ภายใต้การคัดเลือกที่เข้มงวดและการประเมินผลที่จริงจัง แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนความเข้าใจว่าการปล่อยให้ตลาดใช้ตัวเงินในการคัดกรองผู้เรียน คือการบั่นทอนศักยภาพเชิงปัญญาของประเทศในระยะยาว

ความเงียบงันของการเมืองไทยต่อประเด็นนี้ สะท้อนสภาพเดิมที่การศึกษาขั้นสูงถูกทำให้เป็นพื้นที่ “สงวน” ของชนชั้นกลางระดับบน การเสนอ “นโยบายเรียนฟรีถึงปริญญาตรี” จึงไม่ใช่ความก้าวหน้า แต่คือการหลบเลี่ยงไม่กล้าแตะต้องแก่นของปัญหา ปล่อยให้ความเหลื่อมล้ำเชิงปัญญาดำรงอยู่ต่อไป

เมื่อพิจารณาอย่างเป็นธรรมจะพบว่าผู้เรียนระดับนี้มีจำนวนจำกัด และการลงทุนจุดนี้ถือเป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Investment) หากรัฐกำหนดเงื่อนไขว่าความ “ฟรี” นั้น มาพร้อมกับพันธสัญญาในการวิจัยเพื่อตอบโจทย์วิกฤตของชาติ หรือการสร้างนวัตกรรมใหม่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย การลงทุนนี้ย่อมให้ผลตอบแทนเป็น “อธิปไตยทางปัญญา” ที่คุ้มค่ากว่านโยบายประชานิยมทั่วไป เพราะต้นทุนแฝงจากการขาดแคลนนักวิจัยคุณภาพ และการต้องพึ่งพาความรู้จากต่างประเทศนั้นมีมูลค่ามหาศาลกว่ามาก

คำถามของการเมืองไทย คือเหตุใดรัฐยอมปล่อยให้การศึกษาขั้นสูงถูกทำให้เป็น “สินค้า” อยู่นานถึงเพียงนี้ หากการศึกษาเป็นรากฐานของการพัฒนาอย่างที่ทุกพรรคการเมืองกล่าวอ้างจริง การทำให้การศึกษา “ฟรีอย่างมีเงื่อนไขและมีคุณภาพจนถึงระดับปริญญาเอก” จะเป็นนโยบายที่ควรทำมานานแล้ว โดยระบบการคัดเลือกที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้มั่นใจว่าทรัพยากรของรัฐถูกส่งไปถึงผู้มีศักยภาพเชิงปัญญาโดยไม่เกี่ยงฐานะทางเศรษฐกิจ เป็นการเปลี่ยนผ่านจากการศึกษาเพื่อสถานะ ไปสู่การศึกษาเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง