
เมื่อหน้าตาเฮลท์แคร์จีน ถูกปรับโฉมครั้งใหญ่ (4)
เมื่อหน้าตาเฮลท์แคร์จีน ถูกปรับโฉมครั้งใหญ่ (4) : คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย...ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3743 หน้า 4 ระหว่างวันที่ 26-29 ธ.ค.2564
หลายตอนที่ผ่านมา เราพูดคุยเกี่ยวกับความพยายามของจีนในการเร่งแก้ไขปัญหาด้านเฮลท์แคร์ที่หนักอึ้งให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมในวงกว้าง และสรุปว่า จีนเลือกที่จะ “เปลี่ยนเกม” โดยการเร่งทำหลายส่วนไปพร้อมกัน
เราจึงเห็นความใส่ใจกับการวิจัยและพัฒนา ศึกษาเรียนรู้จากต่างประเทศ ดึงดูดการลงทุนจากกิจการของจีนและต่างชาติในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และอื่นๆ ส่งผลให้ระบบนิเวศและนวัตกรรมด้านเฮลท์แคร์ของจีนพุ่งทะยานไปอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนโฉมสินค้าและบริการด้านเฮลท์แคร์ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของจีนในระยะหลัง วันนี้เราไปดูนวัตกรรมอื่นๆ กันครับ ...
ระบบการจดจำใบหน้าถูกนำเอาไปใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงบริการด้านเฮลท์แคร์อย่างสร้างสรรค์ ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่เมืองใหญ่ในมณฑลเจียงซูและเจ้อเจียงเริ่มทดลองใช้ระบบ “เทเลเมดดิซิน” ในการให้คำปรึกษาการรักษาพยาบาลทางไกล โรงพยาบาล 30 แห่งในกรุงปักกิ่งก็นำร่องการนำเอาระบบการจดจำใบหน้ามาใช้ในการยืนยันตัวตนก่อนรับยา เพื่อลดปัญหาการรับยาและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ผิดคนเมื่อราวปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2019
ปัญหาพื้นฐานเกิดขึ้นเพราะคนไข้ที่มีจำนวนมาก และในจีนมีคนที่แซ่เดียวกัน หรือแม้กระทั่งชื่อและแซ่เดียวกันอยู่เป็นจำนวนมาก กอปรกับการใช้เวลานานในกระบวนการตรวจรักษา พอเข้าสู่ขั้นตอนท้ายสุดคือ การรับยา ความเหนื่อย และความเร่งรีบ ตลอดจนเสียงอันอื้ออึงในพื้นที่โรงพยาบาลก็อาจทำให้เกิดความผิดพลาดในการส่งมอบและรับยาได้
แต่ผ่านมาไม่ถึง 3 ปี จีนได้พัฒนาระบบดังกล่าวและขยายไปครอบคลุมถึงการลงทะเบียน การเข้าพบแพทย์ การจ่ายเงิน และอื่นๆ กันแล้ว และขยายวงไปยังโรงพยาบาลในเมืองอื่นในเวลาต่อมา
นอกจากนี้ วงการเฮลท์แคร์ยังจับมือกับบิ๊กเทคจีน โดยนำเอาระบบการจดจำใบหน้าเชื่อมโยงเข้ากับบิ๊กดาต้า ปัญญาประดิษฐ์ และอื่นๆ เช่น เมื่อหลายปีก่อน เทนเซ้นต์ก็นำร่องจับมือกับสถาบันโรคมะเร็งแห่งนครเซี่ยงไฮ้ นำเอาเทคโนโลยีเข้าไปช่วยให้การวิเคราะห์อาการของผู้ป่วย ให้คำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการรักษาพยาบาล และอื่นๆ จำแนกตามสภาพแวดล้อม อาทิ เพศ วัย เผ่าพันธุ์ ระดับของอาการและจุดที่เป็นมะเร็ง และอื่นๆ
เรียกว่าลงถึงระดับดีเอ็นเอกันเลยทีเดียว แน่นอนว่า นวัตกรรมดังกล่าวช่วยยกระดับบริการรักษาพยาบาล และลดภาระงานแก่แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ได้เป็นอันมาก
สตาร์ตอัพด้านเฮลท์แคร์ที่ผุดขึ้นในจีนก็เป็นกำลังสำคัญที่ช่วยผลักดันระบบเฮลท์แคร์ดิจิตัล หนึ่งในนั้นก็ได้แก่ WeDoctor ที่เป็นกิจการในเครือของเทนเซ้นต์เช่นกัน บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 2010 ในชื่อเดิมว่า “กั๋วเฮ่า” (Guahao) จนถึงปี 2015 โดยต้องการช่วยลดข้อจำกัดของจำนวนแพทย์เฉพาะทางในจีน และยกระดับบริการรักษาพยาบาลในวงกว้าง
WeDoctor เป็นแพล็ตฟอร์มที่ทำหน้าที่ให้บริการด้านเฮลท์แคร์อย่างหลากหลาย อาทิ บริการด้านยาและสุขภาพออนไลน์ และซอฟท์แวร์และบิ๊กดาต้าของโรงพยาบาลบนระบบคลาวด์ รวมถึงประกันสุขภาพและ บริการข้อมูลด้านสุขภาพ จนมีการกล่าวอ้างว่าเป็นแพล็ตฟอร์มบริการด้านการรักษาพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในจีน ทั้งจากจำนวนเคสที่ให้คำปรึกษาและจำนวนโรงพยาบาลอินเตอร์เน็ต (Internet Hospital) ที่เป็นเจ้าของอยู่
WeDoctor มีจุดเด่นหลายประการ ประการแรก ระบบดังกล่าวเชื่อมโยงในแนวดิ่งโรงพยาบาลอินเตอร์เน็ตของตนเองรวมเกือบ 30 แห่งเข้ากับอีกโรงพยาบาลอีก 7,800 แห่งทั่วจีน โดยในจำนวนนี้ ครอบคลุม 95% ของโรงพยาบาลชั้นนำในเมืองใหญ่ของจีน ซึ่งเปิดโอกาสให้คนไข้สามารถรับบริการแบบไฮบริด ทั้งออฟไลน์ และ ออนไลน์ได้
ยกตัวอย่างเช่น หลังจากการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเครือข่ายแล้ว ผู้ใช้สามารถรับบริการติดตามผลการรักษาทางออนไลน์ และถ่ายโอนดิจิตัลข้อมูลประวัติคนไข้ไปยังแพทย์เฉพาะทางผ่านระบบได้
ประการถัดมา ระบบยังมีเครือข่ายแพทย์เฉพาะทางมากกว่า 360,000 คน ซึ่งช่วยให้สามารถขยายบริการให้คำปรึกษาแก่คนไข้ผ่านระบบได้ โดยปัจจุบันระบบมีฐานข้อมูลคนไข้ที่ขึ้นทะเบียนไว้อีกกว่า 300 ล้านคน
ระบบยังรวบรวมและสร้างฐานข้อมูลด้านสุขภาพ ซึ่งช่วยให้ระบบเอไอสามารถต่อยอดไปวิเคราะห์ กำหนดข้อมูลและลักษณะเฉพาะ และจำแนกความต้องการด้านเฮลท์แคร์และพัฒนาบริการรักษาพยาบาลที่ออกแบบเฉพาะคนได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ในด้านอุปสงค์ คนไข้และญาติพี่น้องก็ยังสามารถศึกษาประวัติและผลงานที่ผ่านมาของแพทย์เฉพาะทาง ที่ต้องการได้ก่อนเข้ารับการรักษา ทำให้คนไข้และญาติพี่น้องมีระดับความสบายใจในการเข้าสู่กระบวนการรักษาพยาบาล
ประการสำคัญ WeDoctor ยังเปิดให้คนไข้สามารถขอรับใบรับรองแพทย์ได้ และเข้าระบบประกันสุขภาพสาธารณะ และสามารถอีกด้วย เรากำลังพูดถึงคนจีนมากกว่า 95% ของจำนวนประชากรที่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ของระบบดังกล่าวได้
จากข้อมูลในปี 2020 WeDoctor มีผู้สมัครเข้าร่วมระบบจำนวนราว 150,000 รายที่จ่ายเงินค่าบริการปีละ 4,000 หยวน เพื่อรับบริการตรวจสุขภาพประจำ การจัดส่งยา และแผนการฟื้นฟูสุขภาพของแต่ละราย
ก่อนที่จะหยิบยกนวัตกรรมของบิ๊กเทครายอื่น ผมขอนำเอาเกร็ดนวัตกรรมใกล้ตัวมาแบ่งปันกัน ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เราอาจตื่นเต้นกับ แอปพลิเคชั่นอย่าง “ฟิตบิต” (Fitbit) และอื่นๆ ที่ช่วยนับก้าวเดิน วัดการเต้นของหัวใจ และสังเกตติดตามพฤติกรรมการนอน มาถึงวันนี้ แอปเฮลท์แคร์จำนวนมากถูกพัฒนาและโหลดเป็นแอปพื้นฐานที่ติดมากับสมาร์ตโฟนในเกือบทุกยี่ห้อกันแล้ว แน่นอนว่า แอปเหล่านี้ช่วยให้ผู้ที่สวมใส่อุปกรณ์พิเศษเหล่านี้ห่างไกลจากโรงหมอไปได้มาก
อย่างไรก็ดี ในมิติด้านการตลาด เมื่อนึกถึงนวัตกรรมด้านดิจิตัล เราอาจคิดต่อไปว่า ตลาดเป้าหมายคงจำกัดอยู่เฉพาะ Gen X-Y-Z ที่คุ้นเคยกับด้านไอที แต่ข้อเท็จจริงกลับพบว่า ตลาดในปัจจุบันอาจใหญ่กว่าที่เราคิด บางนวัตกรรมถูกนำมาใช้ในตลาดเชิงพาณิชย์ในวงกว้างอย่างพอเหมาะพอเจาะกับเงื่อนเวลา
ยิ่งในสถานการณ์ที่หลายประเทศในโลกเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ผู้คนต่างให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น ในกรณีของจีน งานวิจัยหนึ่งระบุว่า 40% ของผู้ตอบแบบสอบถามแสดงความรู้สึกว่าใส่ใจกับเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพในเชิงรุก เทียบกับสัดส่วนเพียง 22% ที่ดูแลสุขภาพในเชิงรับ นั่นสะท้อนถึงโอกาสทางธุรกิจของสินค้าใหม่ๆ มากมาย
ตัวอย่างหนึ่งได้แก่ นาฬิกาสุขภาพ หากเราสังเกตดูจะพบว่า หน้าที่และความคาดหวังของนาฬิกาข้อมือได้เปลี่ยนไปอย่างมาก จากการบอกเวลา เป็นสินค้าแฟชั่น และการบ่งบอกฐานะทางสังคมในอดีต เป็นด้านเฮลท์แคร์ในปัจจุบัน
แต่ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านจำนวนมากก็ไม่คิดว่า หลายคนไม่เชื่อว่าจะมีใครยอมซื้อและสวมใส่นาฬิกาเพื่อสุขภาพเมื่อ 10 ก่อน หรือแม้กระทั่งใส่นาฬิกาข้อมือ 2 เรือนในเวลาเดียวกัน เพื่อตอบโจทย์ทั้งเหตุผลดั้งเดิมในอดีต และเหตุผลใหม่ในปัจจุบัน
นาฬิกาสุขภาพจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของผู้คนจำนวนมากเพียงชั่วทศวรรษ ในกรณีของตลาดในหลายประเทศ ขนาดของตลาดดังกล่าวขยายใหญ่ เพราะลูกหลานนำเอานาฬิกาสุขภาพมาขอให้ญาติผู้ใหญ่สวมใส่นั่นเอง แต่ในกรณีของจีน ตลาดเป้าหมายพัฒนาไปอย่างรวดเร็วกว่าของประเทศอื่น เพราะคนจีนทุกเพศทุกวัยทำตัวเป็น “หนูทดลอง” ชั้นดี กล้าหาซื้อสินค้าใหม่มาใช้สอยกัน
งานวิจัยดังกล่าวยังตอกย้ำว่า คนจีนเชื่อมั่นในเทคโนโลยีด้านเฮลท์แคร์มากขึ้น โดยพบว่ามากกว่า 1 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสอบถามชาวจีนรู้สึกว่า ตนเองมั่นใจว่าสามารถควบคุมดูแลสุขภาพได้ดีขึ้น เมื่อใช้เทคโนโลยีเฮลท์แคร์ดิจิตัล
จีนยังคงให้ความสำคัญกับการบูรณาการเทคโนโลยีล้ำสมัย และความสร้างสรรค์ของตนเองเข้ากับของต่างชาติที่ดึงดูดเข้ามาลงทุน หรือ เรียนลัดมา เพื่อผุดนวัตกรรมด้านเฮลธ์แคร์อีกมากในอนาคต
ยังไงตอนหน้าผมจะขอนำเอานวัตกรรมเฮลท์แคร์ดิจิตัลของบิ๊กเทคจีนมาแบ่งปันกันอีกครั้ง ...







