
TFM โชว์กำไรสุทธิ Q2 กว่า 47 ล้าน อาหารกุ้ง-อาหารสัตว์บกโต
TFM ลุยปรับโฉมธุรกิจ บริหารจัดการต้นทุน ผลิตสินค้าตรงความต้องการของตลาด ดันกำไรสุทธิไตรมาส 2 กว่า 47.8 ล้านบาท ชี้สัญญาณธุรกิจอาหารกุ้งเกรดพรีเมียมยังโต ลุยแผนขยายตลาดต่อเนื่อง
บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM รายงานผลประกอบการประจำไตรมาส 2 (2 ส.ค. 2566) มียอดขาย 1,343.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มีกำไรขั้นต้น 122.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.7% และกำไรสุทธิ 47.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.6% โดยในไตรมาส 2 บริษัทมีบันทึกรายการพิเศษเป็นการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ ฟาร์มทดลองที่จังหวัดตรัง จำนวน 20 ล้านบาท เนื่องจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอได้ครบกำหนด ซึ่งหากไม่มีค่าใช้จ่ายพิเศษนี้แล้ว บริษัทจะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 67.8 ล้านบาท
ทั้งนี้หากเปรียบเทียบผลการดำเนินประจำไตรมาส 2 กับไตรมาสแรกปีนี้ ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ ถือมีผลงานที่ดี โดยสามารถพลิกฟื้นจากไตรมาสก่อนที่ขาดทุนมาเป็นกำไรสุทธิ 47.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 272.3% ขณะที่กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 156.4% และยอดขายเพิ่มขึ้น 16.6% จากไตรมาสแรกของปีนี้
นายพีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2566 กล่าวถึงแนวทางการบริหารบริษัทตั้งแต่ต้นปี 2566 เป็นต้นมาว่า บริษัทได้มีความพยายามในการปรับปรุงและปรับระบบในการบริหารจัดการด้านต่าง ๆ ทั้งในด้านการบริหารจัดการต้นทุน และการควบคุมการผลิตสินค้า เพื่อให้มีคุณภาพที่ดี
รวมถึงการตอบสนองความต้องการของลูกค้าในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความสดใหม่ของอาหาร และคุณภาพอาหารที่จะช่วยให้สัตว์น้ำเติบโตได้ดี ในอัตรา FCR (Feed Conversion Ratio) ที่ต่ำ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถมีกำไรและเป็นพันธมิตรที่ดีกับริษัท ตลอดจนการผนึกกำลังกับธุรกิจต่าง ๆ ในกลุ่มของไทยยูเนี่ยน เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและขยายธุรกิจไปยังโอกาสใหม่ ๆ ในช่องทางต่าง ๆ
สำหรับยอดขายของไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ มาจากธุรกิจใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ธุรกิจอาหารกุ้ง 60.6% ธุรกิจอาหารปลา 29.3% ธุรกิจอาหารสัตว์บก 8.7% และอื่น ๆ 1.4% โดยในไตรมาส 2 ของปี 2566 ธุรกิจอาหารกุ้งมียอดขายอยู่ที่ระดับ 813.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา จากการปรับกลยุทธ์การขายที่เน้นสินค้าพรีเมียมมากยิ่งขึ้น เห็นได้จากปริมาณการขายอาหารกุ้งยังคงอยู่ในระดับเดียวกันกับปีที่ผ่านที่ 25,249 ตัน เพิ่มขึ้นเพียง 0.7%
ส่วนธุรกิจอาหารปลามียอดขายอยู่ที่ระดับ 394 ล้านบาท ลดลง 9.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ทั้งนี้แม้ว่ายอดขายอาหารปลาในประเทศจะยังทรงตัวได้ดีจากกลยุทธ์การขายที่เน้นอาหารปลากะพง แต่ยอดขายอาหารปลาของบริษัทในประเทศปากีสถานปรับลดตัวลงส่งผลให้ยอดขายในส่วนนี้ลดลงไปด้วย และธุรกิจอาหารสัตว์บก มียอดขายอยู่ที่ 116.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา จากยอดขายที่เพิ่มขึ้นในประเทศปากีสถาน
นายพีระศักดิ์ กล่าวตอนท้ายว่า ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ ใช้วิธีคิดและแนวทางการบริหารจัดการแบบครบวงจรเข้ามาปรับใช้ เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพในการผลิตให้มากขึ้น โดยเฉพาะคุณภาพของสินค้าและบริการ เพราะถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจในการสร้างความไว้วางใจกับลูกค้าในระยะยาว ซึ่งในสถานการณ์ที่วัตถุดิบมีราคาสูงขึ้น การบริหารจัดการกลุ่มสินค้าเป็นเรื่องที่บริษัทให้ความสำคัญ โดยจะไม่ผลิตสินค้าในกลุ่มที่ไม่ทำกำไร ดังนั้นการบริหารจัดการต้นทุนจึงเป็นการวิเคราะห์ต้นทุนและวางแผนการผลิตอย่างรอบคอบให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า ทำให้บริษัทสามารถพลิกกลับมาทำกำไรได้ในไตรมาสนี้ และในครึ่งปีหลังของปีจะยังเดินหน้าพัฒนาธุรกิจทุกรูปแบบเพื่อให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่องตามเป้าหมาย












