
ธุรกิจโรงแรมไทยเปราะบาง ยอดปิดกิจการพุ่ง 42% เตือนปี 2570 โจทย์ท้าทายรอบด้าน
วิกฤตธุรกิจโรงแรมไทยเปราะบาง การฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ยอดปิดกิจการพุ่ง 42% ขณะที่ผู้ประกอบการกว่า 38% แบกภาวะขาดทุนสะสม 3 ปีซ้อน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เตือนปี 2570 ยังเผชิญโจทย์ท้าทายรอบด้าน
KEY
POINTS
- ธุรกิจโรงแรมไทยเผชิญความเปราะบาง โดย 9 เดือนแรกของปี 2569 มีโรงแรมแจ้งยกเลิกกิจการเพิ่มขึ้น 42% และผู้ประกอบการจำนวนมากประสบภาวะขาดทุนสะสมต่อเนื่อง
- สาเหตุหลักมาจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด-19 สวนทางกับอุปทานห้องพักที่เพิ่มขึ้นจนล้นตลาด ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาสูง
- คาดการณ์ว่าปี 2570 ธุรกิจโรงแรมจะยังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนด้านกฎหมาย พ.ร.บ.สถานที่พักแรมและมาตรฐาน ESG
27 ตุลาคม 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) เปิดเผยผลวิจัยประเมินสถานการณ์ธุรกิจโรงแรมและที่พักไทย พบว่ากำลังเผชิญความเปราะบางอย่างหนักและการฟื้นตัวเป็นไปอย่างไม่ทั่วถึง แม้ภาพรวมมูลค่าตลาดในปี 2569 จะคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท ขยายตัว 2.6% จากปี 2568 แต่ผู้ประกอบการกลับต้องแบกรับสภาวะขาดทุนสะสมสูง ยอดการยกเลิกกิจการเพิ่มขึ้น และยังมีแนวโน้มต้องรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นในปี 2570
ธุรกิจโรงแรมยอดเลิกกิจการพุ่ง 42% โรงแรมเล็กแบกขาดทุนสะสม 3 ปีต่อเนื่อง
ธุรกิจโรงแรมและที่พักถือเป็นเสาหลักสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยมีมูลค่าตลาดคิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ย 5.7% ของ GDP (ณ ราคาปัจจุบัน ปี 2569) มีผู้ประกอบการราว 1.5 หมื่นราย ซึ่งกว่า 98% เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) และมีการจ้างงานสูงถึง 4.3 แสนคน (คิดเป็น 1% ของการจ้างงานทั้งหมดในประเทศ)
อย่างไรก็ตาม เครื่องชี้วัดทางธุรกิจในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 สะท้อนถึงความเปราะบางที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยจากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่ามีโรงแรมและที่พักแจ้งยกเลิกกิจการถึง 148 ราย เพิ่มขึ้น 42% ขณะที่การจดทะเบียนจัดตั้งใหม่มีจำนวน 779 ราย ปรับลดลง 31.2%
นอกจากนี้ผู้ประกอบการกว่า 38% มีผลประกอบการขาดทุนสะสมติดต่อกัน 3 ปีติดต่อกัน (ปี 2566–2568) เฉพาะในปี 2568 มีผู้ประกอบการโรงแรมถึง 51% ที่ประสบภาวะขาดทุน โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรมขนาดเล็กที่มีสัดส่วนขาดทุนสูงที่สุดถึง 54% และในกลุ่มเล็กนี้ มีถึง 42% ที่ขาดทุนสะสมต่อเนื่อง 3 ปีติดต่อกัน
ขณะที่อัตราการเข้าพักในปี 2569 ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ผู้ประกอบการบางกลุ่มยังเผชิญความท้าทายอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราการเข้าพักในช่วง 9 เดือนแรกเติบโตต่ำเพียง 0.18% และมี 19 จังหวัดที่อัตราการเข้าพักติดลบ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าว อาจส่งผลต่อผู้ประกอบการที่มีข้อจำกัดในการปรับตัวให้จำเป็นต้องปิดกิจการหรือขายกิจการ
โครงสร้างตลาดท่องเที่ยวเปลี่ยน ต่างชาติหดตัว-FIT พุ่ง
ปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนการฟื้นตัวของธุรกิจ มาจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดท่องเที่ยวหลังวิกฤตโควิด-19
- จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง
คาดการณ์ว่าปี 2569 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยราว 31.4 ล้านคน หดตัว 4% จากปี 2568 ซึ่งนับเป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และคิดเป็นเพียง 79% ของระดับก่อนโควิด (ปี 2562) โดยมีปัจจัยกดดันจากการแข่งขันระหว่างประเทศที่รุนแรง เศรษฐกิจโลกเปราะบาง ภาพลักษณ์ความปลอดภัย และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์
- ตลาดหลัก 18 ประเทศยังไม่กลับมา
นักท่องเที่ยวจากประเทศสำคัญกว่า 18 ประเทศ เช่น จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สปป.ลาว สหรัฐฯ และกลุ่มสแกนดิเนเวีย ยังคงมีจำนวนต่ำกว่าปี 2562 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโรงแรมที่พึ่งพาตลาดเหล่านี้
- พฤติกรรม Fragmented Tourism
นักท่องเที่ยวหันมาเดินทางคนเดียว (Solo Traveler) และจัดการเดินทางด้วยตนเอง (FIT) มากขึ้น ลดการใช้บริษัทนำเที่ยว เลือกจุดหมายตามกระแสโซเชียลมีเดีย และเน้นประสบการณ์เฉพาะบุคคล เช่น ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ธรรมชาติ และสุขภาพ
- 29 จังหวัดนักท่องเที่ยวพักค้างยังไม่ฟื้น
ในปี 2568 มีถึง 29 จังหวัด (รวมทั้งเมืองหลักอย่าง กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ สงขลา และเมืองรอง) ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวพักค้างต่ำกว่าปี 2562 โดยในจำนวนนี้มี 17 จังหวัดที่จำนวนนักท่องเที่ยวพักค้างลดลงมากกว่า 10%
สงครามราคาและอุปทานล้นตลาด
นอกจากอุปสงค์ที่ชะลอตัวแล้ว ภาคธุรกิจยังต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงจากการเพิ่มขึ้นของอุปทาน โดยจะพบว่าปริมาณห้องพักโตเร็วกว่านักท่องเที่ยว โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 อุปทานห้องพักทั่วประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 8.76 แสนห้อง (+3.4% จากสิ้นปี 2568 และ +11.7% จากปี 2562) โดยมี 64 จังหวัดที่ห้องพักเพิ่มขึ้น ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวพักค้างเฉลี่ยต่อห้องลดลงจาก 249 คนต่อห้องในปี 2562 เหลือเพียง 228 คนต่อห้องในปี 2569
รวมถึงเกิดภาวะอุปทานเกินใน 20 จังหวัด ซึ่งมี 20 จังหวัดที่จำนวนห้องพักเพิ่มขึ้น แต่จำนวนนักท่องเที่ยวพักค้างยังไม่ฟื้นตัว เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ สงขลา ระยอง และขอนแก่น การรุกครานของที่พักทางเลือก (Sharing Economy) ข้อมูลจาก AirDNA ณ เดือนตุลาคม 2569 ระบุว่า ใน 5 จังหวัดท่องเที่ยวหลัก (กรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี) มีที่พักทางเลือกในระบบราว 5 หมื่นห้อง (คิดเป็น 10% ของโรงแรมจดทะเบียน) มีอัตราเข้าพักเฉลี่ย 12 เดือนอยู่ที่ 60% ซึ่งดึงดูดลูกค้าทั้งกลุ่ม Economy, Midscale และพูลวิลล่าตากอากาศ
ทำให้ราคาห้องพักเฉลี่ย (ADR) ทรงตัวถึงลดลง จากท่ามกลางการแข่งขันดึงดูดลูกค้า คาดว่าราคาห้องพักเฉลี่ยทั่วประเทศในปี 2569 อาจปรับลดลงประมาณ 0.8%
เตือนปี 2570 ธุรกิจโรงแรมเผชิญโจทย์ท้าทายรอบด้าน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ทิศทางธุรกิจโรงแรมในปี 2570 ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนสูงจาก 3 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่
- ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ & ต้นทุนผันแปรพุ่ง
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกระทบต่อความเชื่อมั่นและการเดินทางระยะไกล โดยคาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2570 จะอยู่ที่ 31–33 ล้านคน (-1% ถึง +5%) คนไทยเที่ยวในประเทศ 205.5–208.0 ล้านคน-ครั้ง (+0.5% ถึง +1.8%) และอัตราการเข้าพักอยู่ที่ 69.58%–71.69%
ขณะเดียวกัน ต้นทุนผันแปร (คิดเป็น 40%–45% ของต้นทุนทั้งหมด) เช่น ค่าไฟฟ้า พลังงาน ค่าขนส่งวัตถุดิบ และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม OTAs มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น กดดันความสามารถในการทำกำไร
ความไม่แน่นอนด้านกฎหมายและมาตรฐาน ESG
- ร่าง พ.ร.บ. สถานที่พักแรม พ.ศ. ...
ร่าง พ.ร.บ. สถานที่พักแรม พ.ศ. ...ที่อยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อปรับปรุงจาก พ.ร.บ. โรงแรม พ.ศ. 2547 โดยจะนำระบบใบอนุญาตหลัก (Super License) มาใช้ และขยายการกำกับดูแลครอบคลุมโฮมสเตย์ โฮสเทล บูทีคโฮเทล และที่พักทางเลือก
- มาตรฐาน ESG / กฎหมายสหภาพยุโรป
กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวของ EU (บังคับใช้เมื่อ 27 ก.ย. 2569) กำหนดให้การอ้างตราสัญลักษณ์ความยั่งยืนบน OTAs ต้องมีระบบรับรองที่ตรวจสอบได้ หากปรับตัวไม่ทันอาจเสียโอกาสในตลาดนักท่องเที่ยวยุโรปและลูกค้าองค์กร
รวมถึงสภาพอากาศแปรปรวนทำให้ต้นทุนค่าไฟและการจัดการน้ำสูงขึ้น รวมถึงพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปจองห้องพักแบบกระชั้นชิด (Last-minute booking) เพื่อรอดูสภาพอากาศ
แนะกลยุทธ์ทางรอด ปรับยุทธศาสตร์เน้นความยืดหยุ่นและ Green Business
ทั้งนี้เพื่อรับมือกับบริบทธุรกิจที่ซับซ้อน ผู้ประกอบการโรงแรมไทยจำเป็นต้องเร่งปรับกลยุทธ์ โดยลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง หันมารุกตลาดในประเทศ เพิ่มบริการเสริมเพื่อสร้างรายได้อื่นๆ เช่น Co-working Space, ร้านคาเฟ่, งานจัดเลี้ยงประชุม และแพ็กเกจผู้พักระยะยาว การเน้นสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริการ แทนการทำสงครามราคา การปรับใช้ Green Business Model โดยลงทุนระบบพลังงานหมุนเวียน จัดซื้อวัตถุดิบในท้องถิ่น และนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อควบคุมต้นทุนระยะยาว
รวมไปถึงการพิจารณาการลงทุนใหม่อย่างรอบคอบ: คำนึงถึงความหนาแน่นของโรงแรมในพื้นที่ สมดุลของกลุ่มลูกค้า มุ่งเน้นการออกแบบตามแนวคิดความยั่งยืน และสอดรับกับนโยบายรัฐภายใต้แนวคิด Visitor Economy เช่น การส่งเสริมกลุ่ม MICE และท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism)







