thansettakij
thansettakij
ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด เดินเกมส์ใหม่ ศึกษาขายบัตรให้คนไทย ดัน Non-Visa สร้างธุรกิจยั่งยืน

ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด เดินเกมส์ใหม่ ศึกษาขายบัตรให้คนไทย ดัน Non-Visa สร้างธุรกิจยั่งยืน

ท่ามกลางวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์ และเศรษฐกิจโลกชลอตัว แต่ยอดขายบัตรไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กลับทุบสถิติผลประกอบการสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยปีงบประมาณล่าสุดมีรายได้ราว 4 พันกว่าล้านบาท รวมทั้งยังอยู่ระหว่างศึกษาแนวคิดในการออกบัตรใหม่ แบบ Non-Visa เพื่อเสนอขายคนไทย

KEY

POINTS

  • ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด (TPC) กำลังศึกษาแนวคิดที่จะพัฒนาและเสนอขายบัตรสมาชิกใหม่ให้แก่คนไทย
  • มีเป้าหมายเพื่อลดการพึ่งพารายได้จากผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับวีซ่า ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนถึง 95% เพื่อสร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจ
  • บัตรสำหรับคนไทยจะไม่เกี่ยวข้องกับวีซ่า แต่จะเน้นมอบสิทธิประโยชน์ด้านไลฟ์สไตล์ เช่น บริการที่สนามบิน สปา สนามกอล์ฟ โดยใช้ระบบคะแนนสะสม
  • แผนดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและต้องพิจารณาข้อกฎหมายอย่างรอบคอบ เนื่องจากวัตถุประสงค์การจัดตั้งบริษัทเดิมมุ่งเน้นชาวต่างชาติ และอาจต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา

นายมนาเทศ อันนวัฒน์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด (TPC) หรือ ทีพีซี กล่าวถึง ทิศทางการดำเนินธุรกิจของ ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด ว่า มีแผนจะลดการพึ่งพารายได้จากผลิตภัณฑ์วีซ่า ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 95% ของรายได้ทั้งหมดลง เพื่อสร้างความยั่งยืน (Sustainability) และความยืดหยุ่นทางการเงินให้แก่บริษัทในระยะยาว

ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด เดินเกมส์ใหม่ ศึกษาขายบัตรให้คนไทย ดัน Non-Visa สร้างธุรกิจยั่งยืน

ทีพีซี ศึกษาแนวคิดเสนอขายบัตรคนไทย

โดยอยู่ระหว่างการศึกษาแนวคิดที่จะพัฒนาโปรดักซ์ใหม่ ที่เป็นในลักษณะ Non-Visa Product เพิ่มขึ้น รวมถึงมีแนวคิดที่จะขายให้แก่คนไทยในอนาคต โดยในขณะนี้ได้นำแนวทางเสนอกับทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)ในฐานะผู้ถือหุ้นทีพีซีแล้ว

ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด

แต่ยังคงต้องรอความชัดเจนว่าจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ เนื่องจากต้องพิจารณาข้อกฎหมายอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการตีความ วัตถุประสงค์การจัดตั้งบริษัท ที่ก่อตั้งเพื่อสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ กลุ่มชาวต่างชาติที่ต้องการพำนักในประเทศไทยในระยะยาว ดังนั้นหากจะผลักดันให้ขายคนไทย ก็อาจมีในบางประเด็นอาจต้องเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ที่จะขายให้คนไทยจะไม่เกี่ยวกับวีซ่า แต่จะเป็น Non-Visa Product ที่เน้นการนำเสนอสิทธิประโยชน์ด้านไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Privilege) จากเครือข่ายพันธมิตรของบริษัท ทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งเป็นพันธมิตรของ

ทีพีซีอยู่แล้ว เช่น บริการผู้ช่วยพิเศษ ณ สนามบิน (Airport VIP Service, เลานจ์ และรถลิมูซีนรับ-ส่ง กว่า 60 แห่งทั่วโลก) ส่วนลดและการเข้าใช้บริการ สนามกอล์ฟ กว่า 1,000 แห่งทั่วโลก (ในไทยเกือบ 60 แห่ง) โดยผู้ถือบัตรไม่ต้องเสียค่าสมัครสมาชิกสนามกอล์ฟหลักแสน หรือ หลักล้านบาท สิทธิ์ใช้บริการสปา (กว่า 100 แห่งในไทย) และส่วนลดโรงแรมพันธมิตรมากกว่า 2 ล้านแห่งทั่วโลก

มนาเทศ อันนวัฒน์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด (TPC) หรือ ทีพีซี

หากมีการพัฒนาโปรดักซ์นี้ออกสู่ตลาด ระดับราคาจะไม่สูง เหมือนบัตรวีซ่าของชาวต่างชาติ แต่สิ่งที่เหมือนกัน คือ การใช้สิทธิประโยชน์ต่างๆ จะต้องใช้ผ่าน ระบบคะแนนสะสม (Points) เพื่อให้บริษัทบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในแต่ละบัตรของ ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จะมีคะแนนให้แตกต่างกันไปตามราคาบัตร แต่ถ้าสมาชิกใช้พ้อยท์หมด จะใช้บริการต่างๆก็จะต้องซื้อพ้อยท์เพิ่ม

 

ทีพีซี รับรู้รายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์

สำหรับผลประกอบการของบริษัท ตามปีงบประมาณ 2569 (สิ้นสุดเดือนกันยายน) คาดว่าจะรายได้เติบโตเกือบ 30% โดยมีรายได้รวม 4,000 กว่าล้านบาท ถือเป็นการสร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ด้านการรับรู้รายได้ (Revenue Recognition) สูงสุดเป็นประวัติการณ์

ทั้งนี้นับจากช่วงเกิดโควิด-19 เป็นต้นมา ยอดขายบัตรไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด และรายได้ เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2565 บริษัทสามารถทำรายได้ และกำไรเติบโต มากกว่าผลการดำเนินงานตลอด 20 ปีที่ผ่านมารวมกัน

ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด เดินเกมส์ใหม่ ศึกษาขายบัตรให้คนไทย ดัน Non-Visa สร้างธุรกิจยั่งยืน

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด เกิดจาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่

1.การย้ายถิ่นฐานของต่างประเทศทั่วโลกมีมากขึ้น เทรนด์ Global Citizen จะเห็นว่าพฤติกรรมของผู้คนทั่วโลกเปลี่ยนไปตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการลงทุน ทำให้เกิดความยืดหยุ่นในการอยู่อาศัยและการทำงานโดยไม่ยึดติดกับประเทศใดประเทศหนึ่ง อยู่ที่ไทยก็สามารถลงทุนได้

2. ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ในหลายภูมิภาค ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย(Safe Haven) สำหรับชาวต่างชาติ ส่งผลให้หลายคนมาอยู่รู้สึกปลอดภัย อย่างช่วงโควิด ที่จีนปิดประเทศ คนจีนอยากออกมาไทยมากขึ้น และช่วงหลังโควิด มีคนจีนมาสมัครสมาชิกบัตรของทีพีซี อย่างก้าวกระโดด เช่นเดียวกับ คนรัสเซีย และเมียนมา ที่มีดีมานด์หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด เดินเกมส์ใหม่ ศึกษาขายบัตรให้คนไทย ดัน Non-Visa สร้างธุรกิจยั่งยืน

3. การปรับกลยุทธ์การตลาดเชิงรุกในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา จากเดิมที่เน้นการขายแบบตั้งรับ บริษัทได้เปลี่ยนมารุกการตลาดในต่างประเทศแทบทุกเดือน ทั้งในตลาดหลัก ตลาดรอง และตลาดที่มีศักยภาพสูง อาทิ อินเดีย กลุ่มประเทศ GCC เมียนมา พร้อมทั้งเปิดกว้างระบบ Master Agent

การขยายสื่อประชาสัมพันธ์ตามจุดทัชพ้อยท์สำคัญ เช่น สนามบิน สายการบิน สื่อออนไลน์ต่างประเทศ และการใช้ Influencer ช่วยสร้างความเชื่อมั่น เพื่อหาตลาดใหม่ หากกลุ่มเมมเบอร์ใหม่ๆ ซึ่งเมื่อดูสัดส่วน จะพบว่า ยอดขายบัตร 30% จะมาจากต่างชาติในประเทศ และอีก 70% มาจากที่ไปทำตลาดที่ต่างประเทศ

4. การปฏิรูปองค์กร โดยมีการปรับเปลี่ยนทั้งด้านบุคลากร กระบวนการทำงาน และเทคโนโลยี (People, Process, Technology) เพิ่มความคล่องตัวและการมีส่วนร่วมของทีมงานรุ่นใหม่

ปัจจุบันมีสมาชิกบัตรทั้งหมดประมาณ 42,000 คน เพิ่มขึ้นมากกว่า 100% เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่มีสมาชิกราว 19,000 คน สำหรับสัดส่วนผู้ถือบัตรรายประเทศ 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน ครองอันดับ 1 ด้วยสัดส่วน 44% (คิดเป็นสมาชิกประมาณ 18,500 คน)

แต่หากนับรวมไต้หวัน ฮ่องกง รวมถึงชาวจีนแปลงสัญชาติ จะมีสัดส่วนเกินกว่า 50% 2.ญี่ปุ่น สัดส่วนประมาณ 7-8% (ประมาณ 2,500 คน) 3.สหรัฐอเมริกา ราว 5-6% (ประมาณ 2,500 คน) 4.สหราชอาณาจักร (UK) ประมาณ 5-6% 5.รัสเซียและไต้หวัน สัดส่วนประมาณ 3-4% เท่าๆ กัน (ประมาณ 2,000 คน)

นอกจากนี้ ยังมีตลาดดาวรุ่งใหม่ (Potential Markets) ที่เติบโตอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะ เมียนมา ที่ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 8 ในโครงสร้างบัตรใหม่ เนื่องจากกลุ่มครอบครัวนิยมส่งบุตรหลานมาศึกษาต่อและอยู่อาศัยในประเทศไทย รวมถึงตลาด อินเดีย ที่ปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 400 คน และเกาหลีใต้

ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด เดินเกมส์ใหม่ ศึกษาขายบัตรให้คนไทย ดัน Non-Visa สร้างธุรกิจยั่งยืน

ขณะที่บัตร BRONZE มีสมาชิกมากที่สุด จะเป็น บัตรประเภท 5 ปี คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 65-70% ของยอดขายบัตรทั้งหมด เนื่องจากตอบโจทย์กลุ่มคนที่ต้องการเข้ามาลองอยู่อาศัยจริงก่อนต่ออายุ ราคา 650,000 บาท (โปรโมชันพิเศษไม่มีคะแนนสะสม เพื่อลดช่องว่างราคากับวีซ่าประเภทอื่นของรัฐบาล) และบัตร GOLD ราคา 900,000 บาท (ได้รับคะแนนสะสม 20 คะแนนต่อปี)

ส่วนบัตร Reserve (ราคา 5 ล้านบาท) เป็นบัตรระดับสูงสุดที่เน้นการเชิญเท่านั้น (By Invitation Only) จำกัดสัดส่วนไว้เพียง 1% ของสมาชิกทั้งหมด ซึ่งสมาชิกจะใช้สิทธิประโยชน์ในด้านบริการผู้ช่วยพิเศษ ณ สนามบิน (Airport VIP Service), เลานจ์ และรถลิมูซีนรับส่ง เป็นสิทธิประโยชน์ที่ได้รับการใช้งานมากที่สุด ส่วนบัตรสมาชิกตลอดชีพ ที่เคยมีขายในอดีต ปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกคงเหลือประมาณ 2,300 กว่าคนเท่านั้น

ส่งเงินคืนกลับ ททท.แล้วกว่าพันล้านบาท

นายมนาเทศ กล่าวต่อว่า จากผลประกอบการของทีพีซี ที่เติบโตต่อเนื่อง ทำให้ที่ผ่านมา ได้ส่งมอบเงินคืนให้แก่ ททท.ไปแล้วมากกว่า 1,000 ล้านบาท สำหรับเป้าหมายในปีงบประมาณ 2570 บริษัทวางเป้าหมายการเติบโตด้านรายได้ไว้แบบระมัดระวัง (Conservative) ที่ประมาณ 5-10%

เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจโลก ปัญหาความขัดแย้งทางสงคราม และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากวีซ่าต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา, กรีซ, UAE และกลุ่มประเทศแคริบเบียน ทั้งนี้ บริษัทยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ “Value over Volume” มุ่งเน้นสร้างมูลค่าและดูแลสมาชิกคุณภาพมากกว่าการเพิ่มจำนวน

ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด เดินเกมส์ใหม่ ศึกษาขายบัตรให้คนไทย ดัน Non-Visa สร้างธุรกิจยั่งยืน

ขณะเดียวกันบริษัทได้ยกระดับกระบวนการคัดกรองและตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครอย่างเข้มงวด โดยขยายจากเดิมที่ตรวจสอบประวัตผู้สมัคร เพียง 2 หน่วยงาน คือ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และ กรมการกงสุล

ปัจจุบัน ขยายเป็น 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ ตม., กรมการกงสุล, กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และเพิ่มอีก 1 หน่วยงานพิเศษ คือ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพิ่มการตรวจสอบเส้นทางการเงินในบางกรณี เช่น กลุ่มที่มีการแปลงสัญชาติ หรือกลุ่มที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับสแกมเมอร์ หรือกลุ่มที่มีความเสี่ยง พร้อมทั้งตรวจสอบประวัติการใช้วีซ่านักเรียนอย่างละเอียด เพื่อป้องกันการแอบอ้างใช้วีซ่าผิดวัตถุประสงค์

ทั้งหมดล้วนเป็นทิศทางการดำเนินธุรกิจของไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด ที่เกิดขึ้น