
บิ๊กสายการบิน-โรงแรม ยังโกยกำไร ครึ่งแรกปี 2569 ฝ่ามรสุมสงครามตะวันออกกลาง
บิ๊กธุรกิจท่องเที่ยวในตลท.ฝ่ามรสุมสงครามตะวันออกกลาง ผลประกอบการครึ่งแรกปี 2569 สายการบิน โรงแรม ยังโกยกำไร บางกอกแอร์เวย์ส เติบโตโดดเด่นสุด การบินไทยกำไรวูบ 1 หมื่นล้านบาท มีเพียงไทยแอร์เอเชีย พลิกขาดทุน ขณะที่โรงแรมตัวเขียวยกแผง
KEY
POINTS
- ภาพรวมธุรกิจสายการบินและโรงแรมขนาดใหญ่ในครึ่งแรกปี 2569 ส่วนใหญ่ยังคงทำกำไรได้ แม้เผชิญความท้าทายจากสงครามตะวันออกกลางและต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น
- กลุ่มธุรกิจโรงแรมมีผลประกอบการเติบโตแข็งแกร่งสวนกระแสวิกฤต โดยบริษัทชั้นนำอย่าง MINT, AWC, CENTEL และ DUSIT มีกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- ผลประกอบการสายการบินมีความแตกต่างกัน โดยบางกอกแอร์เวย์สมีกำไรเติบโตโดดเด่น การบินไทยกำไรลดลง จากต้นทุนน้ำมัน ขณะที่ไทยแอร์เอเชียเป็นรายเดียวที่พลิกกลับมาขาดทุน
- ธุรกิจยังเดินหน้าขยายธุรกิจ รับครึ่งปีหลัง รองรับการท่องเที่ยวช่วงไฮซีซัน อีกทั้งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกในไตรมาส 4 เช่น การประชุม IMF/World Bank และเทศกาลดนตรี Tomorrowland ส่งผลบวกต่อธุรกิจท่องเที่ยว
ภาพรวมธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยวไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ท่ามกลางปัจจัยท้าทายจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นและต้นทุนการเดินทาง
ครึ่งแรกปี 2569 บิ๊กสายการบิน-โรงแรม ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง โกยกำไร
แต่บิ๊กธุรกิจสายการบินและโรงแรม ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ต่างก็ยังโกยกำไร จากการบริหารพอร์ตโฟลิโอที่มีความหลากหลาย และการปรับกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่น แม้จะกำไรวูบลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ยกเว้นไทยแอร์เอเชีย ที่พลิกกลับมาขาดทุน
บางกอกแอร์เวย์ส เติบโตโดดเด่นสุด
ส่วนบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) BA หรือ “บางกอกแอร์เวย์ส” นับว่าเป็นสายการบินเดียว ที่โชว์กำไรเติบโตอย่างโดดเด่นในช่วงครึ่งปีแรกนี้ โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 13,934.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.0% จากปี 2568 แม้รายได้จากบัตรโดยสารจะลดลงเล็กน้อยราว 1.5% จากผลกระทบตะวันออกกลาง แต่ได้รับปัจจัยหนุนจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสนามบินและเงินปันผลรับที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 60.3% ทั้งยังมีกำไรสุทธิ 2,431.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.3% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการรายได้ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความเป็นเจ้าของสนามบิน อาทิ สนามบินสมุย สนามบินตราด สนามบินสุโขทัย และมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสนามบินที่แข็งแกร่ง อาทิ ดับบลิวเอฟเอสพีจี คาร์โก้ (BFS Cargo) ,ครัวการบินกรุงเทพ (BAC) มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น รวมถึง BA ได้รับส่วนแบ่งกำไรเพิ่มขึ้นจากบริษัทร่วมและกองทรัสต์ BAREIT ทำให้บริษัทมีเกราะป้องกันจากความผันผวนของราคาน้ำมันได้ดีกว่า สายการบินอื่นๆที่เน้นรายได้จากการขนส่งผู้โดยสารเพียงอย่างเดียว
การบินไทย กำไรวูบหมื่นล้านบาท
ในส่วนของธุรกิจสายการบินของไทย พบว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI มีทั้งจุดแข็งในด้านรายได้ และความท้าทายด้านต้นทุน แม้ “การบินไทย” จะมีรายได้จะสูงถึง 99,650 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ 96,452 ล้านบาท
โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้ค่าโดยสารที่เพิ่มขึ้น 2.0% แม้ปริมาณขนส่งผู้โดยสารจะลดลง 6.5% ก็ตาม แต่รายได้ผู้โดยสารเฉลี่ยต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 9.3% จากการปรับค่าธรรมเนียมน้ำมันให้สอดคล้องกับตลาด
ทั้งนี้จากต้นทุนน้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้นถึง 6,829 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 28.5% ตามราคาน้ำมันในตลาดโลกที่สูงขึ้น 49.7% ส่งผลให้การบินไทย มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 11,645 ล้านบาท ลดลง 47% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่อยู่ที่ 21,973 ล้านบาท
การบินไทย ได้ปรับกลยุทธ์ โดยขยายเพดานการทำประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (Fuel Hedging) เพิ่มขึ้นเป็นไม่เกิน 60% เพื่อบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก และทยอยปรับอัตราค่าธรรมเนียมชดเชยค่าน้ำมัน (Fuel Surcharge) รวมถึงปรับราคาบัตรโดยสารให้สอดคล้องกับต้นทุนน้ำมันที่แท้จริง และภาวะการแข่งขัน
ไทยแอร์เอเชีย พลิกกลับมาขาดทุน
ขณะที่ “ไทยแอร์เอเชีย” เป็นสายการบินเดียวในตลท.ที่พลิกกลับมาขาดทุนในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เมื่อ บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV แจ้งผลประกอบการล่าสุด พบว่าแม้สายการบินจะมีรายได้รวมอยู่ที่ 24,425.4 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่จากแรงกดดันจากราคาน้ำมันอากาศยานที่บางช่วงพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 240 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในไตรมาส 2 และการอ่อนค่าของเงินบาท
ส่งผลให้สายการบินขาดทุนสุทธิ 1,485.2 ล้านบาท เทียบกับช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 ที่มีกำไรสุทธิ 1,601.5 ล้านบาท แม้สายการบินจะพยายามปรับราคาค่าโดยสารเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 7% มาอยู่ที่ 1,951 บาท เพื่อสะท้อนต้นทุนที่สูงขึ้นก็ตาม
สำหรับธุรกิจโรงแรมในตลท.ช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ถือว่าเติบโตสวนกระแสวิกฤตตะวันออกกลาง โดยธุรกิจโรงแรมต่างโกยกำไรกันถ้วนหน้า
ไมเนอร์-AWC ผงาด โตทั้งกำไรและรายได้
บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ยังคงครองตำแหน่งผู้นำด้วยรายได้และกำไรที่เติบโตต่อเนื่อง “ไมเนอร์” มีกำไร 3,957 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% มีรายได้ 82,969 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% โดยมี พอร์ตโรงแรมในยุโรปและอเมริกาเป็นกลไกหลัก ซึ่งสร้างรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) เติบโตขึ้น 4% ในสกุลเงินยูโร
ทั้งนี้ธุรกิจโรงแรมคิดเป็น 65% ของกำไรจากการดำเนินงานทั้งหมด ขณะที่ธุรกิจอาหารในไทยและในประเทศจีนมีการเติบโตที่น่าพอใจจากการเปิดสาขาใหม่และการบริหารแบรนด์ที่แข็งแกร่ง
บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC แม้จะมีรายได้ในระดับ 1.2 หมื่นล้านบาท แต่กำไรสูงถึง 3,455 ล้านบาท ซึ่ง AWC จะเน้นรักษาระดับการเติบโตผ่านกลยุทธ์การบริหารพอร์ตโฟลิโอที่สมดุลระหว่างโรงแรมและคอมเมอร์เชียล โดยมีการรับรู้รายได้จากการเปิดโรงแรมใหม่เพิ่มขึ้น
ส่วนในด้านคอมเมอร์เชียล โครงการ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น จากการเพิ่มประสบการณ์ใหม่ อย่างการเปิด Jurassic World และ SkyFlyers ทำให้จำนวนผู้เข้าใช้บริการเพิ่มขึ้นถึง 36%
เซ็นทารา-ดุสิตธานี กำไรพุ่งอย่างมีนัยสำคัญ
โรงแรมที่มีอัตราการทำกำไรสูงสุด คือ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL มีกำไรสุทธิพุ่งสูงอย่างมีนัยสำคัญอยู่ที่ 2,309 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 169% ส่วนหนึ่งมาจากการรับรู้กำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์ในโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ โอซาก้า 1,076 ล้านบาท
ขณะที่ผลการดำเนินงานหลักยังคงเติบโต มีรายได้ อยู่ที่ 12,943 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% โดยเฉพาะโรงแรมในกรุงเทพฯ และแหล่งท่องเที่ยวในไทยที่ปรับปรุงเสร็จแล้ว
ขณะที่ธุรกิจโรงแรมในประเทศและมัลดีฟส์ยังคงมีการเติบโตของ รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) ในระดับที่น่าพอใจ แม้ว่าธุรกิจโรงแรมในดูไบได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทำให้รายได้ในส่วนนั้นลดลงก็ตาม
เช่นเดียวกับบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT ซึ่ง “กลุ่มดุสิตธานี” ที่มีรายได้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ อยู่ที่ 6,903 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 69.5% จากการรับรู้รายได้การส่งมอบห้องชุดโครงการ “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” ควบคู่กับการเติบโตของธุรกิจโรงแรม
โดยมี “โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ” เป็นแรงขับเคลื่อนหลักหลังกลับมาเปิดให้บริการ ทำให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก RevPAR ของโรงแรมในประเทศพุ่งสูงขึ้นถึง 131% และพลิกจากการขาดทุนในช่วง 6 เดือนแรกปี 2569 กลับมาทำกำไร 347 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีนี้
ดิเอราวัณ โตจาก Hop Inn SHR-VRANDA กำไรหด
ด้าน บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW มีกำไรสุทธิ 448 เพิ่มขึ้น 10% สร้างรายได้ 4,084 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% โดยมีโรงแรมในกลุ่ม Hop Inn ในไทย ซึ่งเป็นโรงแรมในราคาประหยัด มีการเติบโตของรายได้สูงถึง 17% และการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน รวมทั้งความสำเร็จของโรงแรม Hop Inn ในประเทศญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ที่เปิดให้บริการใหม่ แต่อย่างไรก็ตามได้มีการปรับลดเป้าหมายรายได้รวมทั้งปี 2569 ลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 6% เนื่องจากตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลชะลอตัว
ในส่วนของ บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท หรือ SHR แม้จะมีกำไร 170.6 ล้านบาท ลดลง 14.6% และมี
รายได้ 4,900 ล้านบาท ลดลง 2% แม้รายได้รวมจะลดลงเล็กน้อยจากการชะลอตัวของโรงแรมในมัลดีฟส์ เนื่องจากได้รับผลกระทบชั่วคราวจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แต่โรงแรมใน ฟิจิ กลับทำผลงานได้อย่างโดดเด่น สร้างสถิติรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) สูงสุดในไตรมาส 2 ขณะที่โรงแรมในไทย ภายใต้แบรนด์ SAii ยังคงรักษาฐานรายได้ที่แข็งแกร่ง
ในขณะที่ บริษัท วีรันดา รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ VRANDA แม้จะมีกำไร 8 ล้านบาท ลดลง 86% ซึ่งเกิดจากค่าใช้จ่ายพิเศษที่เกี่ยวข้องกับการรีไฟแนนซ์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินในระยะยาว แต่ก็มีการเติบโตของรายได้ 857 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากแรงหนุนจากการเปิดตัวเต็มรูปแบบของ วีรันดา รีสอร์ท ภูเก็ต และการฟื้นตัวของโรงแรม โซ แบงคอก
ครึ่งปีหลังสายการบิน-โรงแรม ขยายธุรกิจรับไฮซีซัน
ในด้านทิศทางการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง ทั้งสายการบินและโรงแรมในตลท.ต่างก็มองถึงการพยุงธุรกิจเพื่อฝ่ามรสุม ไตรมาส 3 ซึ่งยังคงเป็นช่วงโลว์ซีซัน และกลับมาขยายธุรกิจเพื่อรองรับการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้
ไม่ว่าจะเป็น การบินไทย มีแผนจะเพิ่มความถี่เที่ยวบินในเส้นทางที่มีศักยภาพสูง เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต เดลี ฮ่องกง ปารีส และมิวนิก พร้อม เปิดเส้นทางบินใหม่ บินตรงดานัง ประเทศเวียดนาม ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมนี้ ด้วยเครื่องบินแอร์บัส A320 นอกจากนี้ยังมีแผนรับมอบเครื่องบินโบอิ้ง 787-8 เพิ่มเติม ที่จะทยอยรับมอบในเดือนกันยายน 2569 เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของฝูงบิน
ส่วนไทยแอร์เอเชีย ในช่วงไตรมาส 3 สายการบินจะยังคงลดปริมาณที่นั่งลงราว 20% เพื่อให้สอดคล้องกับช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวและต้นทุนที่ยังสูง ก่อนจะกลับมาเพิ่มเที่ยวบินในไตรมาส 4 โดยตั้งเป้ารักษาอัตราขนส่งผู้โดยสารให้มากกว่า 80% และใช้กลยุทธ์ Dynamic Pricing เพื่อให้ค่าโดยสารเฉลี่ยในประเทศสูงกว่า 1,600 บาท รวมถึงกลับมาเปิดบินตรงจากสนามบินสุวรรณภูมิอีกครั้งในเดือนตุลาคมนี้
นายไพรัชล์ พรพัฒนนางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมครึ่งปีหลัง สายการบินพร้อมกลับมาให้บริการอย่างรวดเร็ว หากราคาน้ำมันในตลาดปรับลดอยู่ในระดับคงที่ ซึ่งเรายังคงกลยุทธ์ปรับเเผนปริมาณที่นั่งตามสถานการณ์ในไตรมาสที่ 3 พร้อมบริหารจัดการความเสี่ยงราคาน้ำมัน ไว้ที่ 89 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล คิดเป็น 13% ของความต้องการใช้น้ำมันในไตรมาส
ในไตรมาสที่ 4 สายการบินจะเพิ่มการใช้งานเครื่องบินในฝูงบินเป็น 52 ลำ เพื่อรองรับความต้องการเดินทางช่วงวันหยุดปลายปี โดยสายการบินจะกลับมาให้บริการ 2 สนามบินที่กรุงเทพ ทั้งดอนเมืองเเละสุวรรณภูมิ รวมทั้งเส้นทางระหว่างประเทศที่เคยหยุดบินชั่วคราวไปที่ดอนเมือง
พร้อมรับโอกาสจากมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาลและงานอีเวนต์ระดับนานาชาติเพื่อกระตุ้นยอดผู้โดยสาร โดยคาดว่าจะกลับมาทำกำไรได้อีกครั้งเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวสูงสุดในไตรมาสสุดท้ายของปี นายไพรัชล์กล่าว
ด้านธุรกิจโรงแรมต่าง ยังคงเดินหน้าขยายพอร์ตโฟลิโอต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มดุสิตธานี เตรียมขยายธุรกิจรับจ้างบริหารโรงแรมใหม่เพิ่มขึ้น 5-10 แห่ง และมุ่งเป้าส่งมอบอาคารที่พักอาศัยดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ให้ได้ 65% ของมูลค่าโครงการในปีนี้
ขณะที่ ดิเอราวัณ กรุ๊ป อยู่ระหว่างทยอยปิดพื้นที่บางส่วนของ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2570 และมีแผนเปิดให้บริการโรงแรม Hop Inn เพิ่มเติมอีก 6 แห่งในประเทศไทย
ส่วน AWC เตรียมเปิดโรงแรม แฟร์มอนท์ แบงคอก สุขุมวิท ในวันที่ 18 สิงหาคม 2569 การเดินหน้าเมกะโปรเจกต์ Aquatique พัทยา การพัฒนา 11 โครงการริมแม่น้ำเจ้าพระยา และการจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ภายใต้ชื่อ “บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป รีทท์ จำกัด” หรือ AWR ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจของ AWC ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มีทิศทางการเติบโตที่โดดเด่นและน่าตื่นเต้น โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 4 ซึ่งคาดการณ์ว่าจะปรับตัวดีขึ้นมาก จากปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน
ไม่ว่าจะเป็นยอดจองห้องพักของ AWC สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าอย่างชัดเจน การเติบโตของนักท่องเที่ยวจีน รวมถึงจะมีการจัดกิจกรรมด้านไมซ์ระดับโลกในไทยหลายงาน
รวมทั้งการจัดตั้งกองรีท AWR โดยวางเป้าหมายมูลค่าทรัพย์สินรวม 30,000-50,000 ล้านบาท และเตรียมแผนเสนอขาย IPO หน่วยทรัสต์แก่นักลงทุนไทยและต่างประเทศ ภายในปี 2569 นี้ เพื่อสร้างโมเดลการเติบโตที่ยั่งยืน โดย AWC จะคัดเลือกทรัพย์สินระดับพรีเมียมเข้ามาในช่วงแรกประมาณ 5 โครงการเข้ากองรีทอย่างต่อเนื่อง ปีละประมาณ 2 โครงการ ตามขนาดและสเกลที่เหมาะสม เพื่อเสนอขายนักลงทุนไทยและต่างประเทศ ภายในปีนี้
ส่วนเซ็นทารา ได้ลงนามร่วมทุนกับ OR เพื่อพัฒนาโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel) ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวในปี 2570 พร้อมทุ่มงบลงทุน 3,300-3,600 ล้านบาท สำหรับปรับปรุงโรงแรมครั้งใหญ่ อย่าง โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ หัวหิน และรีแบรนด์โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์กระบี่ เป็น เซ็นทารา รีเซิร์ฟ กระบี่
MINT มุ่งเน้นการลดภาระหนี้และการหมุนเวียนสินทรัพย์ (Asset Rotation) เพื่อปลดล็อกมูลค่าและสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน เช่นเดียวกับ SHR ที่ดำเนินแผนเพิ่มประสิทธิภาพพอร์ตสินทรัพย์ (Portfolio Optimization) ผ่านการรีแบรนด์โรงแรมบางแห่งในสหราชอาณาจักรเป็นแบรนด์ lyf
ทั้งนี้ผู้ประกอบการท่องเที่ยว คาดหวังอานิสงส์จากการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกในไตรมาส 4 เช่น การประชุม IMF/World Bank และเทศกาลดนตรี Tomorrowland ซึ่งจะช่วยกระตุ้นยอดจองห้องพักในกรุงเทพฯ และพัทยาอย่างมีนัยสำคัญ โดยเห็นสัญญาณการจองล่วงหน้าในทิศทางที่ดี
นายไมเคิล เดวิด มาร์แชล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังจะทยอยฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ จากการที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์เริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในการเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่ม Long-haul ฟื้นตัวและกลับมาเดินทางได้ตามปกติมากขึ้น ขณะเดียวกัน พอร์ตโรงแรมที่ได้รับผลกระทบจากสงครามเริ่มแสดงสัญญาณเชิงบวก โดยยอดจองล่วงหน้า (Forward Bookings) กลับมาปรับตัวดีขึ้น
ทั้งหมดล้วนเป็นภาพรวมของบิ๊กธุรกิจโรงแรมในช่วงครึ่งปีแรก และทิศทางในช่วงครึ่งปีหลังนี้







