
ศุภจี ดัน ท่องเที่ยว เร่งเครื่องโค้งท้าย กระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก
ศุภจี สุธรรมพันธ์ ดัน ท่องเที่ยว เร่งเครื่องโค้งท้าย กระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก ขณะที่ ท.ท.ช. เดินหน้าปั้นท่องเที่ยวไทย เน้น คุณค่ามากกว่าปริมาณ ยกระดับมาตรฐานที่พัก.ดันค่าธรรมเนียมต่างชาติ พัฒนาพื้นที่มรดกโลก สู่ท่องเที่ยวยั่งยืน
KEY
POINTS
- ศุภจี เร่งรัดการดำเนินงานด้านการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ 2569 เพื่อผลักดันรายได้ให้เข้าใกล้เป้าหมาย 3.5 ล้านล้านบาท
- เน้นการกระตุ้นการเดินทางในประเทศ ขยายตลาดศักยภาพ และกระจายรายได้ไปยังเมืองรองและชุมชนเพื่อเสริมเศรษฐกิจฐานราก
- วางกรอบขับเคลื่อนการท่องเที่ยวระยะต่อไป โดยเปลี่ยนจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้าง "คุณค่า" และยกระดับคุณภาพมาตรฐาน
- เตรียมพิจารณาเก็บค่าธรรมเนียมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมจัดระเบียบและยกระดับมาตรฐานที่พัก เช่น โฮมสเตย์และแคมป์ปิ้ง
นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมติดตามและเร่งรัดการดำเนินงานภายใต้แผนงานบูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ประจำปีงบประมาณ 2569 เพื่อรับทราบความก้าวหน้าและผลสัมฤทธิ์การดำเนินงาน ตลอดจนร่วมกันพิจารณาปัญหา อุปสรรค และแนวทางเร่งรัดการดำเนินงานในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ
ศุภจี ดัน ท่องเที่ยว เร่งเครื่องโค้งท้าย กระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก
นางศุภจีฯ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญต่อการติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่ร่วมขับเคลื่อนแผนงานฯ ให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในฐานะเจ้าภาพหลัก ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่
- การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์บนฐานทุนวัฒนธรรม
- การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและส่งเสริมความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว
- การพัฒนาและส่งเสริมรูปแบบการท่องเที่ยวคุณภาพสูง เพื่อยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยและสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับผลการดำเนินงาน ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวสะสม 2.12 ล้านล้านบาท จากเป้าหมายทั้งปี 3.5 ล้านล้านบาท
โดยตลาดต่างประเทศยังมีความท้าทาย ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวไทย 156 ล้านคน-ครั้ง และสร้างรายได้ 9.16 แสนล้านบาท
ที่ประชุมจึงมอบหมายให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการดำเนินงานในช่วงไตรมาสสุดท้าย โดยเฉพาะการขยายตลาดศักยภาพ กระตุ้นการเดินทางภายในประเทศ เพิ่มรายได้ต่อคนต่อทริป และการกระจายรายได้ไปยังเมืองน่าเที่ยว (เมืองรอง) และชุมชน เพื่อผลักดันรายได้จากการท่องเที่ยวให้เข้าใกล้เป้าหมายมากที่สุด
ในส่วนของการใช้จ่ายงบประมาณ ภาพรวม ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 มีผลการใช้จ่ายแล้ว 5,173.27 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 94.11 สูงกว่าเป้าหมายที่ภาครัฐกำหนดไว้ 87%
อย่างไรก็ตาม ยังมีโครงการที่ต้องเร่งรัด การเบิกจ่ายและก่อหนี้ผูกพัน ซึ่งที่ประชุมได้กำชับให้หน่วยงานเจ้าของโครงการเร่งดำเนินการภายใต้กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าและประโยชน์ที่เกิดขึ้นต่อประชาชนเป็นสำคัญ
นางศุภจีฯ ยังได้เน้นย้ำว่า แม้ในปีงบประมาณ 2570 จะไม่มีแผนงานบูรณาการด้านการท่องเที่ยว ในรูปแบบดังกล่าวแล้ว แต่ทุกหน่วยงานควรร่วมกันถอดบทเรียนจากการดำเนินงาน ทั้งในด้านผลสำเร็จ ปัญหา และอุปสรรค เพื่อนำไปใช้ประกอบการวางแผนและจัดทำคำของบประมาณในอนาคตให้มีประสิทธิภาพและเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศ นำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป
นอกจากนี้ในวันนี้ นางศุภจี ยังได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) ครั้งที่ 1/2569 เพื่อวางกรอบขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยระยะต่อไป มุ่งสร้าง "คุณค่า" มากกว่าการเร่งเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว พร้อมยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการท่องเที่ยว เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ กระจายรายได้ผู้ประกอบการและชุมชน และวางระบบการท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน
เดินหน้าร่างประกาศเก็บค่าธรรมเนียมท่องเที่ยวต่างชาติ
ที่ประชุมพิจารณาร่างหลักการและร่างประกาศคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ เรื่องการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพื่อเข้าสู่กระบานการ รับฟังความคิดเห็นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
ยกระดับมาตรฐานที่พัก แก้ปัญหานอกระบบ
อีกวาระสำคัญคือการยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวและแก้ไขปัญหาที่พัก โดยมุ่งยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าและบริการ พร้อมจัดระบบที่พักที่พักที่อยู่นอกระบบ
แนวทางสำคัญ ได้แก่ การปรับมาตรฐานโฮมสเตย์ไทยให้รองรับที่พักไม่เกิน 8 ห้อง และผู้พักไม่เกิน 30 คนรวมถึงขยายมาตรฐานค่ายพักแรมให้ครอบคลุม Camping, Glamping และรถบ้าน ตลอดจนยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของกิจกรรมแคนู/คายัค
นอกจากนี้ยังเตรียมนำที่พักนอกระบบเข้าสู่ระบบ ผ่านการทบทวนกฎหมายตามระดับความเสี่ยง โดยใช้มาตรฐาน Home Lodge หรือโฮมสเตย์ไทย เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมและยกระดับมาตรฐาน
ดัน 4 พื้นที่พิเศษ เชื่อมแผนพัฒนาสู่การท่องเที่ยวยั่งยืน
สำหรับการพัฒนาพื้นที่พิเศษและพื้นที่มรดกโลก ที่ประชุมให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยผลักดันแผนยุทธศาสตร์พื้นที่พิเศษของ อพท. ได้แก่ หมู่เกาะช้าง ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เชียงราย และคุ้งบางกะเจ้า ให้เป็นโยบายบริหารการท่องเที่ยวตามมาตรา 10 (1) เพื่อเชื่อมโยงกับการจัดสรรงบประมาณและการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
พร้อมกันนี้ ยังผลักดันพื้นที่ สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย-กำแพงเพชร เป็นพื้นที่ต้นแบบการบริหารจัดการพื้นที่มรดกโลกเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ที่ประชุมรับทราบผลการดำเนินงานและมติสำคัญที่ผ่านมา รวมถึงสถานการณ์และและแนวโน้มการท่องเที่ยว ความก้าวหน้าตามแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 3 ตลอดจนมาตรการ Visa และการอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง
ทั้งนี้ การขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยในระยะต่อไป จะมุ่งสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ และมาตรฐาน เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ พร้อมมีกลไกทางการเงินสนับสนุนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยแนวทางและข้อเสนอที่ผ่านการพิจารณาจาก ท.ท.ช. ในส่วนที่เกี่ยวข้องพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อผลักดันสู่การเห็นชอบในระดับนโยบาย และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป







