
จับตา 'การบินไทย' เปิดทางให้เจ้าหนี้ ขายหุ้น THAI ล็อต 2 รวม 19,802 ล้านหุ้นวันนี้
จับตา การบินไทย เปิดทางให้เจ้าหนี้ ขายหุ้น THAI ล็อต 2 รวม 19,802 ล้านหุ้น คิดเป็น 70% ของจำนวนหุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมด ดีดีการบินไทย มั่นใจปลดล็อคหุ้น ไม่กระทบ ด้านโบรกฯมองไม่มีการเทขายรุนแรง
KEY
POINTS
- การบินไทยปลดล็อกหุ้นล็อตที่ 2 ในวันนี้ (4 ส.ค.) ให้เจ้าหนี้ที่แปลงหนี้เป็นทุนสามารถขายหุ้นได้ 75% ของจำนวนที่ได้รับการจัดสรร รวม 19,802 ล้านหุ้น
- ดีดีการบินไทย คาดว่าจะไม่กระทบการดำเนินงานของบริษัท
- ตั้งเป้าเสนอขายหุ้นแก่นักลงทุนสถาบันผ่าน Big Lot เพื่อเลี่ยงผลกระทบต่อราคาในตลาด
- มุมมองนักวิเคราะห์แบ่งเป็นสองฝ่าย โดย บล.ทิสโก้ คาดว่าแรงขายจะไม่มากและแนะนำ "ซื้อ" ขณะที่ บล.กรุงศรี ประเมินว่าอาจมีแรงเทขายมากกว่ารอบแรกจากปัจจัยลบด้านต้นทุนและผลประกอบการ
วันนี้(วันที่ 4 สิงหาคม 2569) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI จะเปิดให้เจ้าหนี้ที่แปลงหนี้เป็นทุน สามารถขายหุ้นที่ถืออยู่ในการบินไทยออกได้ 75% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่ได้รับการจัดสรรจากการแปลงหนี้เป็นทุน ภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการ รวมหุ้นที่ถืออยู่ 19,802 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 70% ของหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้วทั้งหมดของบริษัทที่ได้หลุดพ้นจากข้อกำหนดห้ามขายหุ้นแล้ว
การปลดล็อกหุ้นในครั้งนี้ถือว่าเป็นล็อตที่ 2 หลังจากก่อนหน้านี้ การบินไทย ได้ปลดล็อกหุ้น (Lock-up) หรือเป็นการสิ้นสุดระยะเวลาห้ามขายหุ้น (Silent Period)ในช่วงแรกไปแล้ว จำนวน 25% ของหุ้นที่แปลงหนี้เป็นทุน รวมหุ้นที่ถืออยู่ 6,600 ล้านหุ้นไปแล้ว เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2569
โดยแผนการจำหน่าย เป้าหมายการเสนอขายให้แก่นักลงทุนสถาบันในประเทศ และกองทุนต่างประเทศขนาดใหญ่เป็นหลัก ผ่านการทำรายการนอกกระดาน (Big Lot) เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อราคาหุ้นในตลาด และจะไม่มีการทยอยเทขายผ่านกระดานซื้อขายปกติ
นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่าสำหรับกรณีหุ้นของการบินไทย ที่จะพ้นกำหนดการปลดล็อคหุ้น (Lock-up) ในช่วงที่เหลือ ในวันนี้ ส่งผลให้เจ้าหนี้ที่แปลงหนี้เป็นทุน จะสามารถขายหุ้นที่ถืออยู่ในการบินไทยออกได้ 75% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่ได้รับการจัดสรรจากการแปลงหนี้เป็นทุน ภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการ
อันจะมีหุ้นจำนวนประมาณ 19,802 ล้านหุ้น ที่พ้นระยะเวลา Lock-up (จากจำนวนหุ้นจดทะเบียนทั้งหมดประมาณ 28,300 ล้านหุ้น) เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อการดำเนินงานของบริษัท และไม่มีผลต่อการเงินในแง่ลบ เนื่องจากจำนวนหุ้นทั้งหมดไม่ได้ถูกนำออกมาขายในคราวเดียว
ผมเชื่อว่า ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ รวมถึงสถาบันการเงินขนาดใหญ่ จะไม่ขายหุ้นออกมา เนื่องจากต้องการถือหุ้นในระยะยาว เพื่อรอรับเงินปันผล คาดการณ์ว่าจาก 19,802 ล้านหุ้น จะมีหุ้นที่ไหลออกมาหมุนเวียนจริง (Free Float) เพียงประมาณ 8,000 ล้านหุ้น เท่านั้น ซึ่งอาจมาจากกลุ่มสหกรณ์บางแห่ง แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด แต่ก็อาจมีบ้างที่อาจมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนบ้างในช่วงแรก
แต่การบินไทยก็ไม่ได้นิ่งเฉย โดยมีการจัด Non-deal Roadshow ทั้งกับนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งบริษัทตั้งเป้าที่จะรักษาเสถียรภาพโดยหุ้นการบินไทยสามารถเข้าสู่ดัชนีสำคัญอย่าง SET50 เพื่อดึงดูดการลงทุนจากสถาบัน และมีแผนที่จะนำการบินไทยเข้าไปอยู่ในดัชนี MSCI เป็นสเต็ปต่อไป
บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด มองว่า เชื่อว่าวันดังกล่าว จะไม่เกิดแรงเทขายหุ้น THAI ออกมามากเท่ากับการพ้น Lock-up รอบแรก เนื่องจากกลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในเรื่องนี้ ได้ทำการขายหุ้น THAI ออกมาบางส่วนไปแล้วในช่วงก่อนหน้า และเชื่อว่าหากกลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์จะขายช่วง Lock-up รอบ 2 อีก ก็น่าจะมีการส่งสัญญาณในเรื่องดังกล่าวออกมาบ้างแล้ว
ดังนั้น คงแนะนำ “ซื้อ” หุ้น THAI โดยให้ราคาเป้าหมาย 7.80 บาท เพราะปัจจุบันหุ้น THAI หลังการฟื้นฟูกิจการ มีความแข็งแกร่งมากกว่าในอดีต และเป็นหุ้นระยะยาวที่น่าลงทุน
เนื่องจากมีการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว ประเทศไทยยังเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ซึ่ง THAI มีเที่ยวบินตรงหลายเส้นทางที่อำนวยความสะดวก THAI ได้ปรับโครงสร้างองค์กรที่ทำให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้น โดยเฉพาะการปรับลดพนักงาน มีการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ
รวมทั้งการบินไทย ได้ปรับวิธีการขาย ปรับปรุงการให้บริการต่าง ๆ ในเครื่องบิน และการปรับกลยุทธ์ รอยัล ออร์คิด พลัส เพื่อเพิ่มสมาชิกใหม่ และกระตุ้นการเดินทางของสมาชิกปัจจุบันมากขึ้น อีกทั้งยังการจัดหาเครื่องบินที่ทันสมัยและประหยัดพลังงานจะทำให้การบินไทย เติบโตแบบยั่งยืน
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ประเมินมีแนวโน้มว่าจะเกิดการเทขายหุ้น THAI หลังปลดล็อกรอบ 2 วันที่ 4 สิงหาคมนี้อาจเกิดแรงเทขายในปริมาณมากกว่าการพ้น Lock-up รอบแรกที่มีหุ้นพ้น Lock-up จำนวน 6,600 ล้านหุ้น และเกิดการขายหุ้นออกมาประมาณ 10% ของจำนวนหุ้นที่ปลดล็อก
ทั้งนี้เนื่องจากมีปัจจัยด้านผลประกอบการที่แตกต่างกัน โดยการพ้น Lock-up รอบแรกนั้น ผลประกอบการของ THAI ช่วงไตรมาสแรก และไตรมาสก่อนหน้ายังอยู่ระดับสูง แต่การพ้น Lock-up รอบที่ 2 มีปัจจัยเรื่องสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางเข้ามาเกี่ยวข้อง
ส่งผลให้ราคาน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจสายการบินปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากจนกดดันผลประกอบการ ซึ่งส่งผลต่อผลงานไตรมาส 2 เพราะรับผลกระทบจากสงครามอย่างชัดเจน
โดยช่วงเดือน เม.ย.-มิ.ย. 2569 THAI มีผู้โดยสารลดลงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 8% ประกอบกับหุ้นที่ปลดล็อกนั้นเป็นหุ้นจากการแปลงหนี้เป็นทุนซึ่งมีราคา 2.5452 บาท หากขายออกมาก็มีกำไรแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ยังคงคำแนะนำ “ถือ” (Neutral) หุ้น THAI โดยคงราคาเป้าหมายที่ 5.70 บาท เพราะต้องการรอดูสถานการณ์หลังพ้น Lock-up รอบ 2 ในวันนี้







