thansettakij
thansettakij
การบินไทย ทุ่ม 1 แสนล้าน ดันฝูงบิน150 ลำ ทวงบัลลังก์สายการบินระดับโลก

การบินไทย ฝ่าตะวันออกกลาง ทุ่มแสนล้าน ดันฝูงบิน 150 ลำ ทวงบัลลังก์สายการบินระดับโลก

02 ส.ค. 69 | 04:58 น.
อัปเดตล่าสุด :02 ส.ค. 69 | 05:02 น.

แม้จะเกิดสงครามตะวันออกกลาง “การบินไทย” ยังสามารถฝ่าวิกฤต รวมถึงการขยายฝูงบินระยะยาว ที่จะมีเครื่องบินรวมกว่า 150 ลำ ภายใต้งบลงทุน 120,000 ล้านบาท เพื่อกลับมาทวงบัลลังก์สายการบินระดับโลกอีกครั้ง

KEY

POINTS

  • การบินไทยวางแผนลงทุนประมาณ 1.2 แสนล้านบาทใน 5 ปี เพื่อจัดหาเครื่องบินใหม่ ตั้งเป้าขยายฝูงบินให้ครบ 150 ลำภายในปี 2576
  • ภายในสิ้นปี 2569 การบินไทยจะมีเครื่องบินรวม 102 ลำ ซึ่งเทียบเท่ากับช่วงก่อนโควิด-19 และจะเพิ่มเป็น 111 ลำในปี 2570
  • แผนการจัดหาเครื่องบินใหม่เน้นเครื่องบินโบอิ้ง 787 ดรีมไลเนอร์ และมีนโยบายเพิ่มสัดส่วนเครื่องบินที่บริษัทเป็นเจ้าของเองเพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน
  • การขยายฝูงบินและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ใหม่มีเป้าหมายเพื่อยกระดับประสบการณ์ผู้โดยสาร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และทวงคืนสถานะสายการบินชั้นนำระดับโลก

นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า การดำเนินธุรกิจของการบินไทย ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 นี้ อุตสาหกรรมการบินต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่จากปัจจัยภายนอกที่ยากจะควบคุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักเดินทาง และต้นทุนการดำเนินงาน

ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)

กำหนดเพดานทำเฮดจิ้งน้ำมัน ไม่เกิน 60%

สำหรับ การบินไทย แม้ผลประกอบการในไตรมาสที่ 1 จะออกมาในทิศทางที่ดี และใกล้เคียงกับช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา แต่หลังจากนั้นภาวะสงครามในได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญ ทำให้บริษัทต้องปรับกลยุทธ์อย่างรวดเร็วเพื่อรักษาเสถียรภาพในการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากสถานการณ์สงคราม

ส่งผลให้ ต้นทุนน้ำมันอากาศยาน พุ่งสูงขึ้นเกือบ 3 เท่าตัว ในช่วงเวลาหนึ่ง สูงสุดอยู่ที่ 240 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรล ก่อนจะค่อยๆ ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งยังคงสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามที่อยู่ราว 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรล หรือ ไม่เกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรล

ปัจจัยนี้ส่งผลกระทบต่อทั้งอุตสาหกรรม ทำให้ผู้โดยสารเกิดความลังเลในการเดินทาง และสะท้อนออกมาในรูปแบบของการจองตั๋วล่วงหน้า (Forward Booking) ที่ล่าช้ากว่าปกติ

ทั้งนี้เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว การบินไทยได้ดำเนินกลยุทธ์ เพื่อรับมือผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยปรับลดกำลังการผลิต (Capacity) ในบางเส้นทางที่มีดีมานต์การเดินทางลดลง โดยในเดือนพฤษภาคม มีการปรับลดลงไปประมาณ 6% และในเดือนมิถุนายน ปรับลดลง 2% ก่อนจะกลับมาบินตามปกติในเดือนกรกฎาคมเมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย

แต่สิ่งที่ยังต้องให้ความสำคัญ คือ การบริหารความเสี่ยงการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้การบินไทย สามารถ “เอาตัวรอด” ให้ได้ในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ปีนี้ ภายใต้สถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยนอกจากการบริหารจัดการความเสี่ยงราคาน้ำมัน หรือ Fuel Hedging ที่ยังต้องบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ

ในช่วงครึ่งปีแรก การบินไทย ทำเฮดจิ้งน้ำมัน ไว้ที่ 50% และครึ่งปีหลังตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 34% ภายใต้นโยบายบริษัทกำหนดเพดานทำเฮดจิ้ง ไว้ไม่เกิน 60% เพื่อสร้างวินัยทางการเงินและลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาด

การบินไทย

นอกจากนี้การบินไทย ยังต้องบูรณาการการบริหารความเสี่ยงราคาน้ำมัน กับการขาย หลีกเลี่ยงการดัมพ์ราคา ในการแข่งขัน แต่เน้นปรับราคาตั๋วให้สอดคล้อง กับต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้น และสถานการณ์ตลาด เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทจะไม่ประสบสภาวะขาดทุนจากการแข่งขันที่รุนแรง

การเลื่อนการลงทุนที่ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนออกไป เช่น การปรับปรุงอาคารสถานที่ แต่บริษัทไม่มีการชะลอการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานหลักที่จำเป็นต่อการเติบโตในระยะยาว หรือที่เรียกว่า Backbone System อาทิ การปรับปรุงภายในเครื่องบิน เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและคุณภาพการบริการ

การพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา หรือ MRO อู่ตะเภา ซึ่งขณะนี้บอร์ดการบินไทย อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาร่างสัญญา กับทางอีอีซี

เดินแผนขยายฝูงบิน 150 ลำ ในปี 2576

อีกหนึ่งในหัวใจสำคัญของการกลับมาเติบโตอย่างยั่งยืน คือ การบริหารจัดการฝูงบิน การบินไทย มีแผนจัดหาและปลดระวางเครื่องบินที่ชัดเจน ผ่านแผนการดำเนินการทั้งในระยะสั้น และระยะยาว เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตให้กลับไปเท่ากับช่วงก่อนโควิด-19 และมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

โดยภายในสิ้นปี 2569 การบินไทย จะมีเครื่องบินรวม 102 ลำ (นับรวมเครื่องบินที่เตรียมรับมอบ และปลดระวางออกไป) ซึ่งปีนี้มีเครื่องบินที่รับมอบใหม่รวม 28 ลำ ได้แก่ แอร์บัส เอ321neo จำนวน 14 ลำ โบอิ้ง 787-9 จำนวน 4 ลำ โบอิ้ง 787-8 จำนวน 10 ลำ

รวมถึงการปลดระวางเครื่องบิน 6 ลำ ได้แก่ แอร์บัส A350 จำนวน 2 ลำ โบอิ้ง 787-8 จำนวน 2 ลำ และโบอิ้ง 777-200ER จำนวน 2 ลำ โดยในจำนวนนี้เป็นเครื่องเช่า 4 ลำ และเครื่องที่บริษัทเป็นเจ้าของเอง 2 ลำ ซึ่งจะทำให้ปลายปีนี้การบินไทยจะมีจำนวนเครื่องบินเทียบเท่ากับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 และทำให้การบินไทยมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 2%

การขยายฝูงบินของการบินไทย

สำหรับในปี 2570 การบินไทยจะมีฝูงบิน เพิ่มเป็น 111 ลำ โดยจะรับมอบเครื่องบินใหม่ รวม 17 ลำ ได้แก่ แอร์บัส A321neo เพิ่มอีก 8 ลำ และจะเริ่มรับมอบเครื่องบินจากคำสั่งซื้อใหม่ คือ โบอิ้ง 787-10 จำนวน 9 ลำ ในช่วงปลายปีหน้า และจะปลดระวางเครื่องบินโบอิ้ง 777-200 ER จำนวน 1 ลำ

ส่วนแผนฝูงบินระยะยาว จะอยู่ตั้งแต่ปี 2570-2576 การบินไทยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนเครื่องบินให้ถึง 150 ลำ ภายในปี 2576 ตามแผนยุทธศาสตร์ที่วางไว้

ทั้งนี้ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป จะเข้าสู่แผนระยะยาวอย่างเต็มตัว โดยเครื่องบินใหม่ที่จะรับมอบตั้งแต่ปลายปี 2570 เป็นต้นไป จะเป็นเครื่องบินที่มาพร้อมกับ Product ใหม่ทั้งหมดจากโรงงาน เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้โดยสาร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติ

สำหรับเครื่องบินรุ่นเก่าอย่าง แอร์บัส A330-300 จำนวน 6 ลำ จะยังคงใช้งานต่อไปจนถึงช่วงปี 2571-2572 ก่อนที่จะถูกทดแทนด้วยฝูงบินใหม่ทั้งหมด

สั่งโบอิ้งแล้ว 52 ลำ เน้นเป็นเจ้าของเครื่องบิน

อีกทั้งนโยบายสำคัญ คือ การเพิ่มสัดส่วนเครื่องบินที่บริษัทเป็นเจ้าของเอง (Owned Aircraft) ให้มากขึ้น จากปัจจุบันที่มีความเป็นเจ้าของเพียง 10 กว่าลำเท่านั้น เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้พอร์ตโฟลิโอสินทรัพย์ และเพิ่มกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow)

ขณะที่การจัดหาเครื่องบินใหม่กับโบอิ้ง รวม 80 ลำ โดยเป็นเครื่องบิน787 ดรีมไลเนอร์ ที่ตกลงแล้ว จำนวน 45 ลำ และสิทธิในการจัดหาเพิ่มเติม (Option) อีก 35 ลำ การบินไทยได้ใช้สิทธิจัดหาเพิ่มเติมไปแล้ว 7 ลำ

ส่งผลให้การบินไทย จะมีเครื่องบินเข้ามาแน่นอนแล้วรวมเป็น 52 ลำ และมีสิทธิที่จะพิจารณาเปลี่ยนรุ่นเครื่องบินในระยะยาวเป็นรุ่นอื่น เช่น โบอิ้ง 777X ได้ตามความเหมาะสมของตลาดในอนาคต

โดยวงเงินสำหรับการจัดหาเครื่องบินฝูงบินใหม่ ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาความเหมาะสมในการเช่าดำเนินการ และเช่าซื้อ เนื่องจากยังมีเวลาอีกหลายปีกว่าจะรับมอบเครื่องบิน เมื่อเครื่องบินมาก็ทยอย

ส่วนในช่วง 5 ปีนี้ การบินไทยเตรียมงบลงทุนประมาณ 120,000 ล้านบาท เพื่อทยอยชำระค่าเครื่องบินและรับมอบเข้าฝูงบิน

ดันรายได้ปีนี้แตะ 1.9 แสนล้านบาท

ส่วนแผนการเพิ่มรายได้ของการบินไทย จะเน้นกลยุทธ์ “การเอาตัวรอด” ในช่วงวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง โดยไม่ใช้วิธีการดัมพ์ราคา เพื่อแข่งกับตลาด

การบินไทย ฝ่าตะวันออกกลาง ทุ่มแสนล้าน ดันฝูงบิน 150 ลำ ทวงบัลลังก์สายการบินระดับโลก

เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการ แต่จะเน้นทำงานร่วมกันระหว่างแผนยุทธศาสตร์และฝ่ายขาย โดยใช้เครื่องมือที่เหมาะสมในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านราคาน้ำมันควบคู่ไปกับการขายที่นั่งเพื่อให้ได้ผลประโยชน์สูงสุด รวมถึงปรับปรุง Network Strategy เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและการแข่งขัน

อย่างเส้นทางบินจีน การบินจะชะลอแผนการเพิ่มความถี่ และเปิดจุดบินใหม่ อย่าง ฉางชา ออกไปก่อนเนื่องจากมีการแข่งขันที่รุนแรงจากการดัมพ์ราคาของสายการบินจีน ซึ่งบริษัทมองว่าไม่คุ้มค่าที่จะลงไปแข่งในสมรภูมิด้านราคา ส่วนเส้นทางบินยุโรป ก็จะเน้นการเพิ่มความถี่ในเส้นทางที่มีศักยภาพสูง เช่น มิลาน อัมสเตอร์ดัม และปารีส (เพิ่มเป็น 2 เที่ยวบินต่อวัน) รวมถึงมีแผนพิจารณาเส้นทางใหม่ๆ เช่น แมนเชสเตอร์ ในอนาคต

การบินไทยคาดว่าในปีนี้ จะสร้างรายได้แตะระดับ 190,000 ล้านบาท จากการมีกำลังผลิตเพิ่มขึ้น และผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ใส่เข้าไปอย่างเต็มที่ และคาดว่ารายได้จะพุ่งถึง 200,000 ล้านบาท

ที่ผ่านมาการบินไทยมีการพัฒนาโปรดักซ์ และพยายามปรับปรุง Soft Product ทั้งในด้านอาหาร เครื่องดื่ม และการบริการบนเครื่องบิน เริ่มส่งผลอย่างเป็นรูปธรรม จนได้รับการตอบรับจากผู้โดยสารเพิ่มขึ้น

ล่าสุดจากการจัดอันดับของ Travel + Leisure World’s Best Awards 2026 จากผลโหวตผู้ใช้บริการจริงของผู้โดยสารที่ใช้บริการกว่า 600,000 ราย พบว่า การบินไทยติดอันดับ 10 ของ Best International Airlines 2026 (สายการบินนานาชาติที่ดีที่สุดในปี 2569) สะท้อนถึงการฟื้นตัวของภาพลักษณ์และความพึงพอใจของผู้โดยสารที่กลับมาเชื่อมั่นในการบินไทยอีกครั้ง

มั่นใจปลดล็อคหุ้น ไม่กระทบ

สำหรับกรณีหุ้นของการบินไทย ที่จะพ้นกำหนดการปลดล็อคหุ้น (Lock-up) ในช่วงที่เหลือ ในต้นเดือนส.ค.นี้ ส่งผลให้เจ้าหนี้ที่แปลงหนี้เป็นทุน จะสามารถขายหุ้นที่ถืออยู่ในการบินไทยออกได้ 75% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่ได้รับการจัดสรรจากการแปลงหนี้เป็นทุน ภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการ

การบินไทย ฝ่าตะวันออกกลาง ทุ่มแสนล้าน ดันฝูงบิน 150 ลำ ทวงบัลลังก์สายการบินระดับโลก

อันจะมีหุ้นจำนวนประมาณ 19,000 ล้านหุ้น ที่พ้นระยะเวลา Lock-up (จากจำนวนหุ้นจดทะเบียนทั้งหมดประมาณ 28,300 ล้านหุ้น) เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อการดำเนินงานของบริษัท และไม่มีผลต่อการเงินในแง่ลบ เนื่องจากจำนวนหุ้นทั้งหมดไม่ได้ถูกนำออกมาขายในคราวเดียว

ผมเชื่อว่า ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ รวมถึงสถาบันการเงินขนาดใหญ่ จะไม่ขายหุ้นออกมา เนื่องจากต้องการถือหุ้นในระยะยาว เพื่อรอรับเงินปันผล คาดการณ์ว่าจาก 19,000 ล้านหุ้น จะมีหุ้นที่ไหลออกมาหมุนเวียนจริง (Free Float) เพียงประมาณ 8,000 ล้านหุ้น เท่านั้น ซึ่งอาจมาจากกลุ่มสหกรณ์บางแห่ง แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด แต่ก็อาจมีบ้างที่อาจมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนบ้างในช่วงแรก

แต่การบินไทยก็ไม่ได้นิ่งเฉย โดยมีการจัด Non-deal Roadshow ทั้งกับนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งบริษัทตั้งเป้าที่จะรักษาเสถียรภาพโดยหุ้นการบินไทยสามารถเข้าสู่ดัชนีสำคัญอย่าง SET50  เพื่อดึงดูดการลงทุนจากสถาบัน และมีแผนที่จะนำการบินไทยเข้าไปอยู่ในดัชนี MSCI เป็นสเต็ปต่อไป