
นายก THA ท้อใจนายกฯตั้งกรอ.ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ไร้เงาภาคการท่องเที่ยว
นายกสมาคมโรงแรมไทย เผยเอกชนท้อใจ นายกฯ ตั้งกรอ.แก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ แต่ไม่มีภาคการท่องเที่ยว กระทรวงท่องเที่ยว ทั้งๆที่เป็นฟันเฟืองหลักสร้าง GDP เป็นอันดับ 2 รองจากภาคการผลิตของประเทศ
KEY
POINTS
- นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) ผิดหวังรัฐบาลจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยไม่มีภาคการท่องเที่ยว
- สะท้อนถึงความไม่จริงใจของรัฐบาล ทั้งที่การท่องเที่ยวขับเคลื่อน GDP อันดับ 2 ของประเทศ
- ขาดเวทีแสดงความคิดเห็น ต้องดิ้นรนผลักดัน "การท่องเที่ยวคุณภาพสูง" ด้วยตนเองโดยปราศจากการสนับสนุนจากภาครัฐ
ล่าสุดการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่ลงนามโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สร้างความรู้สึกเสียใจให้แก่ผู้ประกอบการในแวดวงการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก
รัฐบาลตั้งกรอ. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่มีภาคการท่องเที่ยวร่วม
เนื่องจากรายชื่อคณะกรรมในชุดนี้ ไม่มีหน่วยงานใดๆที่เกี่ยวข้องกับด้านการท่องเที่ยวเข้าร่วมอยู่ในกรอ.เลย ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หรือแม้แต่สมาคมในภาคของการท่องเที่ยว ทั้งๆ ที่การท่องเที่ยวมีความสำคัญ ในการขับเคลื่อน GDP ของประเทศ เป็นอันดับ 2 รองจากภาคการผลิตและอุตสาหกรรม หรือแม้ในอนาคตจะมีการแยกท่องเที่ยวออกจากกีฬา แต่วันนี้ยังไม่ได้แยกก็ควรต้องมีบทบาทในการทำงานอยู่
สะท้อนถึงการที่รัฐบาลละเลยต่อการท่องเที่ยว ทั้งๆ ในทุกวิกฤต ก็จะใช้การท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่การตั้งกรอ.ครั้งนี้ กลับไม่ให้ภาคการท่องเที่ยว ได้เข้าร่วม ทั้งๆ วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งกรอ.ก็ เพื่อให้การพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศและนโยบายของรัฐบาล ตลอดจนเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมบทบาทให้ภาคเอกชน ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้มีส่วนร่วมกับภาครัฐในการพัฒนาประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
เอกชนผิดหวัง รัฐบาลละเลยภาคการท่องเที่ยว
นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) หรือ ทีเอชเอ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สิ่งที่น่าตกใจที่สุดสำหรับคนทำธุรกิจท่องเที่ยว คือ ความรู้สึกที่ว่า "รัฐบาลไม่จริงใจในการแก้ปัญหา" แม้การท่องเที่ยวจะเป็นฟันเฟืองหลักที่ขับเคลื่อน GDP เป็นอันดับ 2 รองจากภาคการผลิต แต่ในคณะกรรมการหรือเวทีวางแผนระดับนโยบาย อย่างกรอ. กลับไม่มีตัวแทนจากภาคการท่องเที่ยวเลย แม้ในระดับกระทรวงท่องเที่ยวเองก็ยังไม่มีส่วนร่วมในเวทีนี้อย่างที่ควรจะเป็น
ทำให้ภาคเอกชนรู้สึกว่าไม่มีพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นหรือรับทราบทิศทางที่ชัดเจนจากภาครัฐ ส่งผลให้การผลักดัน "การท่องเที่ยวคุณภาพสูง" กลายเป็นภาระของภาคเอกชนที่ต้องดิ้นรนทำกันเองโดยปราศจากการสนับสนุนหรือการวางแนวทางร่วมกับรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม
“ทุกครั้งที่มีผลกระทบอะไร รัฐบาลจะหันมาหาการท่องเที่ยว แต่พอถึงตอนจะพัฒนาหรือแก้ปัญหา กลับไม่ฟังพวกเรา" นี่คือ เสียงสะท้อนที่เจ็บปวดจากผู้ประกอบการที่ต้องดิ้นรนด้วยตัวเอง เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทยสู่คุณภาพสูง โดยปราศจากทิศทางและการสนับสนุนที่ชัดเจนจากภาครัฐ นายเทียนประสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งนี้ คณะกรรมการ กรอ.จะมีการประชุมนัดแรก ในวันที่ 22 มิ.ย.เวลา 09.30 น.ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล สำหรับการแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ที่ผ่านมา เพื่อให้การพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศและนโยบายของรัฐบาล ตลอดจนเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมบทบาทให้ภาคเอกชน ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้มีส่วนร่วมกับภาครัฐในการพัฒนาประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
เปิดรายชื่อคณะกรรมการ กรอ.
คณะกรรมการประกอบไปด้วย นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธาน, นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี, นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมกรรมการ, รมว.เกษตรและสหกรณ์, รมว.คมนาคม รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รมว.พลังงาน รมว.พาณิชย์ รมว.อุตสาหกรรม, เป็นกรรมการ
ทั้งนี้ มีการตั้งข้อสังเกตว่า มีตัวแทน 4 หน่วยงานเอกชน เข้าร่วมทั้ง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าฯ สมาคมธนาคารไทย และสมาพันธ์เอสเอ็มอี แต่ไม่มีตัวแทนจากภาคการท่องเที่ยว อย่างกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา และสมาคมหลักด้านการท่องเที่ยว
ทั้งที่คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาและเสนอแนะแนวทางและมาตรการต่อคณะรัฐมนตรี ในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ของภาคเอกชนทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค รวมทั้งให้ภาคเอกชนร่วมกับภาครัฐ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เจริญเติบโตและสามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน







