thansettakij
thansettakij
ถอดรหัส GSTC 2026 'ไทย' ขับเคลื่อน 'ท่องเที่ยวยั่งยืน' โอกาสรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

ถอดรหัส GSTC 2026 'ไทย' ขับเคลื่อน 'ท่องเที่ยวยั่งยืน' โอกาสรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

24 เม.ย. 69 | 01:13 น.
อัปเดตล่าสุด :24 เม.ย. 69 | 02:32 น.

ถอดรหัส “GSTC 2026” ภูเก็ต 600 ผู้นำโลก ขับเคลื่อน 'ท่องเที่ยวยั่งยืน' โอกาสรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ไทยเดินหน้าเศรษฐกิจสีเขียวพลัส แนะกลยุทธรับมือโลกท้าทาย GSTC เผยสงครามครั้งนี้เป็นตัวเร่งให้ธุรกิจประตัวใช้พลังงานสะอาด ชี้ทางออกดันไทย ยกระดับท่องเที่ยวยั่งยืน

การจัดประชุมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลกประจำปี 2026 (Global Sustainable Tourism Conference 2026) หรือ GSTC 2026 ที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 21–24 เม.ย. 2569 สร้างสถิติใหม่ ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 600 คน จาก 55 ประเทศทั่วโลก ซึ่งประกอบด้วยผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำในอุตสาหกรรม และผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน

ไทยเจ้าภาพ GSTC 2026 ที่ ภูเก็ต

GSTC 2026

งานนี้ไม่เพียงตอกย้ำ บทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพ ที่ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการนำเกณฑ์มาตรฐานของ “สภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก” หรือ GSTC มาปรับใช้ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

ถอดรหัส GSTC 2026 'ไทย' ขับเคลื่อน 'ท่องเที่ยวยั่งยืน' โอกาสรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย และโลกอย่างยั่งยืน ผ่านงานคอนเฟอเรนซ์ที่เกิดขึ้น และการโชว์เคสต่างๆ ที่ต่างมองเห็นโอกาส ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น

Thailand 10 Plusเศรษฐกิจสีเขียวพลัส โอกาสธุรกิจ

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ทิศทางใหม่ของประเทศไทย ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ “Thailand 10 Plus” เป็นการวางความยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ โดยไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากการเติบโตที่เน้นจำนวนนักท่องเที่ยว ไปสู่โมเดลที่ให้ความสำคัญกับ "คุณค่า คุณภาพ และความยั่งยืนในระยะยาว

สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล

กลยุทธ์สำคัญคือการบูรณาการการท่องเที่ยวเข้ากับการพัฒนาทางวัฒนธรรม เพื่อดึงเอาศักยภาพของมรดกทางวัฒนธรรมไทยมาเป็น “ซอฟต์พาวเวอร์” (Soft Power) ในการสร้างประสบการณ์การเดินทางที่มีความหมาย สำหรับนักท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์อัตลักษณ์ของชาติ

“ความยั่งยืนไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ภายใต้นโยบาย “เศรษฐกิจสีเขียวพลัส” หรือ Green Economy Plus ซึ่งประเทศไทยกำลังเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดและการคมนาคมด้วยไฟฟ้า รวมถึงส่งเสริมพลังงานสะอาดและการเดินทางด้วยระบบไฟฟ้า (Electric Mobility) ซึ่งจะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ให้กับทั้งภาคธุรกิจและชุมชน

อีกทั้งยังมีการพัฒนา “ตลาดคาร์บอน เครดิต” ที่ได้มาตรฐาน เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่ให้กับชุมชนท้องถิ่น พร้อมทั้งสนับสนุนเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืน เป้าหมาย คือ การสร้าง “ระบบนิเวศเศรษฐกิจสีเขียวใหม่” ที่การท่องเที่ยวมีบทบาทสำคัญ

ถอดรหัส GSTC 2026 'ไทย' ขับเคลื่อน 'ท่องเที่ยวยั่งยืน' โอกาสรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

รัฐบาลยังมีแผนกระจายรายได้สู่ “เมืองรอง” และชุมชนท้องถิ่น เพื่อลดความแออัดในเมืองท่องเที่ยวหลัก โดยมุ่งเน้นไปที่ “การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ” ซึ่งจะส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวพำนักนานขึ้นและมีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงขึ้น

“การท่องเที่ยวโดยชุมชน” โดยสนับสนุนระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้รายได้จากการท่องเที่ยวส่งถึงมือคนในพื้นที่โดยตรง การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและระบบคุ้มครองนักท่องเที่ยวเพื่อสร้างความมั่นใจในการเดินทาง

ท่องเที่ยวยั่งยืน

รัฐมนตรีท่องเที่ยว ยังกล่าวถึง ความสำคัญของความยืดหยุ่นในโลกที่เปลี่ยนแปลง โดยไทยได้ลงทุนใน ระบบเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ และระบบเตือนภัยล่วงหน้า รวมถึงการยกระดับการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะด้านคุณภาพน้ำและอากาศ เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของแหล่งท่องเที่ยวในระยะยาว

ถอดรหัส GSTC 2026 'ไทย' ขับเคลื่อน 'ท่องเที่ยวยั่งยืน' โอกาสรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

นายสุรศักดิ์ ได้ยกให้ จังหวัดภูเก็ต เป็นตัวอย่างที่มีชีวิต (Living Example) ของความมุ่งมั่นในการพัฒนา ทั้งในด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งสะท้อนถึงการนำหลักการของสภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (GSTC) มาปฏิบัติจริง

ททท.ฉวยเวที GSTC 2026 ยกระดับท่องเที่ยวยั่งยืน

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้กล่าวว่า การเป็นเจ้าภาพจัดงาน GSTC 2026 ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

การประชุมครั้งนี้ จะช่วยเปลี่ยนมุมมองเรื่องความยั่งยืนจากสิ่งที่ดูซับซ้อนและท้าทาย ให้กลายเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้จริง บรรลุผลสำเร็จ และสร้างผลกระทบเชิงบวกผ่านมาตรฐานที่ชัดเจนและการลงมือทำอย่างมีความหมาย

การจัดงานมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่

1.สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับผู้ประกอบการท่องเที่ยวเพื่อให้ก้าวไปสู่การท่องเที่ยวที่มีการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์

2.ขยายโอกาสสู่ชุมชนท้องถิ่น ผ่านโมเดลการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนซึ่งกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างครอบคลุม พร้อมทั้งรักษาความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อมและสังคม

3.ตอกย้ำความมุ่งมั่นของไทย ในการดำเนินงานด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนให้สอดคล้องกับมาตรฐานระดับโลก

ทั้งนี้นอกจากการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านความยั่งยืนระหว่างผู้แทนด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนทั่วโลกแล้ว ททท.ยังจะมีการจัดกิจกรรมศึกษาดูงานหลังการประชุม ซึ่งได้คัดสรรมาเป็นพิเศษ 5 เส้นทาง เพื่อแสดงโมเดลการท่องเที่ยวโดยชุมชนรอบเกาะภูเก็ต

เช่น "เส้นทางการฟื้นฟูสังคม" อาทิ โรงซีอิ๊วตรากวางแดง สวนยางพารา และโครงการเกษตรอินทรีย์ รวมถึงการฝึกวิชาชีพในเรือนจำบางโจ "เส้นทางเศรษฐกิจทางทะเล” เรียนรู้ภูมิปัญญาการประมงพื้นบ้านตามฤดูกาล การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และระบบนิเวศป่าชายเลนที่ช่วยกักเก็บคาร์บอน

ถอดรหัส GSTC 2026 'ไทย' ขับเคลื่อน 'ท่องเที่ยวยั่งยืน' โอกาสรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

“เส้นทาง Urban Heritage, Living Beliefs & Ecosystem Stewardship อาทิ ย่านเมืองเก่าภูเก็ต ศาลเจ้าจีนในตัวเมือง (เส้นทาง “ศาสตร์แห่งความเชื่อ”) “เส้นทาง Human-Wildlife Coexistence” อาทิ โครงการคืนชะนีสู่ป่า น้ำตกบางแป ชุมชนบ้านบางโรง (พื้นที่รอยต่อเขตป่าและชุมชน)

“เส้นทาง The Essence of Ban Bang Rong- Heritage of Three Waters” อาทิ พื้นที่เกษตรผสมผสาน “สวนสมรม” พื้นที่ทำประมงพื้นบ้าน (บริเวณรอยต่อ 3 น้ำ: จืด กร่อย เค็ม)

GSTC เปิดวิสัยทัศน์ 10 ปีโฟกัส 6 ประเด็นสู่ความยั่งยืน

 “ลุยจิ คาบรินี" ประธานคณะกรรมการบริหาร สภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก หรือ Global Sustainable Tourism Council (GSTC) กล่าวว่า งานนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการประกาศยุทธศาสตร์ระยะยาว 10 ปี เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจากการเน้นการตักตวงผลประโยชน์สู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง

ลุยจิ คาบรินี

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวฟื้นตัว ท่ามกลางความท้าทายใหม่ ซึ่งภายในสิ้นปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศได้เติบโตขึ้นสูงกว่าระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดถึง 4% สะท้อนให้เห็นว่าการท่องเที่ยวได้กลับมาเป็นกลไกหลักในการสร้างงานและพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ภาคส่วนนี้ยังคงเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ ทั้งจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทาง ปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง (Overtourism) สภาวะโลกร้อนที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทาง มลพิษจากพลาสติก และปัญหาขยะอาหาร GSTC ได้เตรียมอนุมัติแผนยุทธศาสตร์ในอีก 10 ปีข้างหน้า

โดยมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายหลัก 6 ประการ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ในระดับโลก ได้แก่

1.ขยายการยอมรับระดับโลก โดยมุ่งให้มาตรฐาน GSTC เป็นที่รู้จักและยอมรับในวงกว้าง

2.การนำมาตรฐานไปใช้ทั่วโลก  ผลักดันให้มีการนำเกณฑ์ความยั่งยืนไปปฏิบัติในทุกภาคส่วน

3.ระบบการรับรองที่น่าเชื่อถือ โดยสร้างความเชื่อมั่นผ่านโปรแกรมการรับรองวิทยฐานะ (Accreditation) เพื่อขจัดปัญหาการฟอกเขียว (Greenwashing) ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

4.เครื่องมือวัดผลและรายงาน โดยบูรณาการระบบการรายงานผลความยั่งยืนเข้ากับทุกส่วนของห่วงโซ่อุปทานการท่องเที่ยว

5. ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ชุมชนมีส่วนร่วม เป็นธรรม และครอบคลุมคนทุกกลุ่ม

6.การเปลี่ยนแปลงตลาด กระตุ้นให้เกิดความต้องการสินค้าและประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

ก้าวต่อไปของมาตรฐานความยั่งยืน นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2008 GSTC ได้พัฒนามาตรฐานสำหรับโรงแรม บริษัทนำเที่ยว และสถานที่ท่องเที่ยวมาอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดเตรียมจะประกาศใช้มาตรฐานใหม่สำหรับธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (Food and Beverage Standard) เพื่อให้ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน ปัจจุบันองค์กรมีสมาชิกเกือบ 500 องค์กร จาก 48 ประเทศ รวมถึงเครือโรงแรมชั้นนำระดับโลกที่มุ่งมั่นเข้าสู่กระบวนการรับรองมาตรฐานนี้

การประชุมในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ แต่ยังเป็นเสียงเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนเร่งมือดำเนินการ เนื่องจากผลสำรวจระบุว่าความต้องการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของผู้บริโภคนั้นมีมากกว่าบริการที่มีอยู่ในตลาดปัจจุบัน ซึ่งเป็นโอกาสและภารกิจสำคัญของอุตสาหกรรมในทศวรรษหน้า

วิกฤตตะวันออกกลาง ตัวเร่งธุรกิจปรับตัวสู่พลังงานสะอาด

แรนดี้ เดอร์แบนด์ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (GSTC) กล่าวว่า แม้ไทยจะมีศักยภาพสูงในด้านมรดกทางวัฒนธรรมและผู้คน แต่การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน ยังคงเป็นไปอย่างล่าช้า และเผชิญกับความท้าทายด้านการบริหารจัดการเชิงโครงสร้าง หนึ่งในอุปสรรคสำคัญ คือ “ความซ้ำซ้อนของหน่วยงานและมาตรฐาน”ในประเทศไทย

ถอดรหัส GSTC 2026 'ไทย' ขับเคลื่อน 'ท่องเที่ยวยั่งยืน' โอกาสรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

GSTC ชี้ว่าไทยมีหน่วยงานที่เข้ามาดูแลด้านการท่องเที่ยวมากเกินไป เช่น กระทรวงการท่องเที่ยว กรมการท่องเที่ยว และ TCEB รวมถึงการที่แต่ละหน่วยงานต่างออกมาตรฐานความยั่งยืนของตนเอง เช่น โครงการ Green Hotel ของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายนี้ส่งผลให้เกิดความสับสน

โดยเฉพาะในเรื่องของ “คุณภาพการรับรอง” ซึ่งหลายมาตรฐานระบุว่าอ้างอิงเกณฑ์ของ GSTC แต่ไม่ได้ผ่านการรับรองระบบงาน (Accreditation) จาก GSTC จริง ทำให้ไม่สามารถยืนยันคุณภาพการตรวจสอบและการออกใบรับรองเหล่านั้นได้

ในระดับโลกพบว่ามีโรงแรมเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ความยั่งยืนไม่ได้มาพร้อมกับค่าใช้จ่ายเสมอไป ซึ่งมักจะเกิดความเข้าใจผิด ว่าความยั่งยืนต้องใช้เงินลงทุนสูงเป็นอุปสรรคต่อผู้ประกอบการรายย่อย

แต่ในความเป็นจริงแล้ว การจัดการขยะอาหาร (Food Waste) เป็นวิธีที่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมหาศาลและช่วยลดต้นทุนไปพร้อมกัน

เนื่องจากขยะอาหารมีกระบวนการผลิตที่ใช้คาร์บอนสูงและปล่อยก๊าซมีเทนในหลุมฝังกลบ ขณะที่การปรับปรุงระบบปรับอากาศอาจมีค่าใช้จ่าย แต่การฝึกอบรมพนักงานให้จัดการอาหารอย่างถูกต้องเป็นสิ่งที่ทำได้โดยไม่ต้องลงทุนสูง

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงสูงขึ้น ถูกมองว่าเป็นเสมือน “ภาษีคาร์บอน” ที่ผลักดันให้ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวสู่พลังงานสะอาด เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์ หรือการลดการใช้รถยนต์

แม้ว่าราคาเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นจะส่งผลลบต่อต้นทุนของผู้ประกอบการทั่วโลกและในไทย โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการบิน แต่สิ่งนี้ก็กลายเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วยิ่งขึ้น

ซีอีโอ GSTC เสนอแนะว่าไทยควรดำเนินการ สร้างการจัดการที่เป็นเอกภาพ โดยควบรวมและประสานงานด้านการจัดการท่องเที่ยวให้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น การขยายการฝึกอบรมสู่รายย่อย

เขาชื่นชมแบรนด์ไทยอย่าง Centara และ Dusit ที่เป็นผู้นำด้านความยั่งยืน แต่เน้นย้ำว่าโรงแรมอิสระรายย่อยยังขาดการฝึกอบรมและแรงจูงใจ การส่งเสริมการอบรมภาษาไทย ซึ่งปัจจุบันมีการร่วมมือกับ อพท. (DASTA) ในการฝึกอบรมหลักสูตร GSTC เป็นภาษาไทย ซึ่งควรขยายให้ครอบคลุมทั่วประเทศเพื่อสร้างความเข้าใจให้ถึงระดับคนทำงาน

จากผลวิจัยจาก Trip.com และ Booking.com ชี้ชัดว่านักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มอายุต่ำกว่า 35 ปี ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนอย่างมาก และไม่พอใจกับสภาพโลกในปัจจุบัน การผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องอาศัยผู้บริหารที่เปิดรับข้อมูลการตลาดใหม่ๆ และเข้าใจว่าความยั่งยืนคือทางรอดเดียวที่ต้องเร่งดำเนินการตั้งแต่วันนี้

'วิรไทแนะ 4 กลยุทธยั่งยืนรับมือโลกท้าทาย

ดร.วิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “เราจะสร้างความยั่งยืนที่ยั่งยืนได้อย่างไร ในโลกที่เต็มไปด้วยความท้าทาย? ” โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวต้องยกระดับความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืน แม้จะเผชิญกับมรสุมทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรง

ถอดรหัส GSTC 2026 'ไทย' ขับเคลื่อน 'ท่องเที่ยวยั่งยืน' โอกาสรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

ดร.วิรไท ชี้ให้เห็นว่าโลกในปัจจุบันมีความผันผวนและเต็มไปด้วยความเสี่ยง ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม การรุกคืบของเทคโนโลยี AI ปัญหาประชากรสูงวัย และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้บางองค์กรเริ่มถอยหลัง เช่น การล่มสลายของกลุ่ม Net Zero Banking Alliance ในปี 2025 หรือการที่บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่บางแห่งลดระดับเป้าหมาย Net Zero ของตนลง

อย่างไรก็ตาม ดร.วิรไท ระบุว่า ประวัติศาสตร์พิสูจน์ให้เห็นว่าวิกฤตมักนำมาซึ่งโอกาส โดยยกตัวอย่าง Unilever ที่เปิดตัวแผนการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน (Sustainable Living Plan) หลังวิกฤตการเงินโลก และ Patagonia ที่โอนกรรมสิทธิ์บริษัทให้มูลนิธิเพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งทั้งสองกรณีพิสูจน์แล้วว่าความยั่งยืนและความสามารถในการทำกำไรสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้ นอกจากนี้ ผลการศึกษาในปี 2025 ยังพบว่าบริษัทในสหรัฐฯ ถึง 87% ยังคงเดินหน้าลงทุนด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง แม้จะลดการโฆษณาประชาสัมพันธ์ลง แต่กลับฝังความยั่งยืนลงในกระบวนการทำงานอย่างจริงจังมากขึ้น

โอกาสของประเทศไทย ในส่วนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ความต้องการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน มีความแข็งแกร่งขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเทรนด์การท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู (Regenerative Tourism) การพักผ่อนเพื่อสุขภาพ (Wellness Quietcation) และการเดินทางท่องเที่ยวแบบคาร์บอนเป็นลบ (Carbon-negative Travel) ซึ่งนี่คือโอกาสสำคัญ แต่ต้องเร่งแก้ปัญหา “ช่องว่างระหว่างคำพูดกับการกระทำ” (Say-do gap) ของนักท่องเที่ยวที่กังวลเรื่องราคาที่สูงกว่า ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายความยั่งยืน(Sustainable Sustainability) ในระยะยาว ดร.วิรไทได้เสนอแนวทาง 4 ประการ ดังนี้

1.การขยายผล (Scale): ต้องก้าวข้ามการทำเพียงโรงแรมเดียว หรือกิจกรรมเดียวไปสู่การสร้าง “จุดหมายปลายทางที่ยั่งยืน” (Sustainable Destinations) เพื่อลดต้นทุนและสร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยว เช่น โมเดลของเกาะเต่า แม่กำปอง หรือการรวมตัวของโรงแรมบริเวณหาดกะตะ-กะรน

2.ธรรมาภิบาล (Governance): เน้นย้ำว่า “ตัว G” (Governance) ใน ESG คือสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้เกิดความร่วมมืออย่างโปร่งใสและยั่งยืน หากขาดธรรมาภิบาล ความร่วมมือจะล่มสลายภายใต้แรงกดดันจากการแข่งขัน

3.การบูรณาการเชิงกลยุทธ์ (Strategic Integration): ความยั่งยืนต้องไม่อยู่แค่ในรายงาน แต่ต้องเป็นเนื้อเดียวกับกลยุทธ์หลักของธุรกิจ โดยเปลี่ยนจากเป้าหมายทางศีลธรรมที่คลุมเครือมาเป็นมูลค่าทางธุรกิจที่วัดผลได้ (Materiality) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความภักดีต่อแบรนด์

4.หัวใจและความตระหนักรู้ (Heart) : ความรู้และกลยุทธ์เพียงอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องอาศัย “หัวใจ” และ “ความมีสติ” (Mindfulness) ให้พนักงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตระหนักถึงผลกระทบจากการเลือกและการดำเนินธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนวาระความยั่งยืนให้ก้าวหน้าอย่างแท้จริง

ทั้งนี้การที่ผู้เข้าร่วมสัมมนาสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นแผนงานที่กล้าหาญ จะช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับโลกต่อไป