thansettakij
thansettakij
ท่องเที่ยวไทย ยืนอย่างไรในยุค 4.0

ท่องเที่ยวไทย ยืนอย่างไรในยุค 4.0

11 มี.ค. 61 | 13:11 น.
อัปเดตล่าสุด :11 มี.ค. 61 | 22:06 น.
การเปลี่ยนแปลงในยุค 4.0 จะสร้างผลประโยชน์สูงสุดและลดผลกระทบทางลบ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับแหล่งท่องเที่ยวได้อย่างไร เป็นสิ่งที่ท้าทาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่การท่องเที่ยวของไทยขยายตัวต่อเนื่อง สวนทางกับซัพพลาย โดยเฉพาะทรัพยากรที่มีจำกัด

“ฐานเศรษฐกิจ” ได้รวบรวมไอเดีย และข้อเสนอแนะจาก 2 กูรูระดับโลก ทั้งสภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก และสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก หรือ PATA จากเวทีเสวนา “ท่องเที่ยวไทยจะยืนหยัดอย่างไรในยุค 4.0” ที่จัดโดยองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรืออพท.มานำเสนอ

MP22-3346-A ++Big Data ต้องซับซ้อนขึ้น
นายแรนดี้ เดอร์แบนด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (GSTC) ให้มุมมองว่า หากไทยต้องการนักท่องเที่ยวคุณภาพ ต้องให้ความสำคัญกับการเก็บข้อมูลเพื่อนำมาใช้ในการจัดการการท่องเที่ยวของประเทศ โดยการนำเทคโนโลยีมาใช้จัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล Big Data ซึ่งจะทำให้ได้ข้อมูลเรื่องของการตลาดด้านการท่องเที่ยว

ทั้งนี้ข้อมูลทางสถิติที่จะทำให้ทราบถึงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว ได้แก่ ข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของนักท่องเที่ยว รวมถึงข้อมูลการใช้งานสมาร์ทโฟน ซึ่งฐานข้อมูลเหล่านี้จะทำให้ทราบว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ซื้ออะไร เป็นคนชาติไหน เป็นนักท่องเที่ยวประเภทใด และส่วนใหญ่ชอบไปเที่ยวที่ไหนบ้าง

เนื่องจากการมีข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไทยอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอแล้ว สำหรับการนำมาใช้ในการจัดการ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่ภาคการท่องเที่ยวของประเทศในอนาคต ไทยต้องพยายามการเก็บข้อมูลประเภท Big Data ที่ มีความซับซ้อนมากขึ้นให้ได้ เพื่อนำมาใช้ในการกำหนดกลุ่มเป้าหมายทางการตลาด

โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศ เช่น วางแผนการเดินทางเอง หรือมากับแพ็กเกจท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวกลุ่มไหนที่ใช้เวลาท่องเที่ยวอยู่ในไทยนานที่สุด และกลุ่มไหนที่เข้ามาท่องเที่ยวแล้วมีการเดินทางและทำกิจกรรมต่างๆ ที่ก่อให้เกิดการใช้จ่ายหรือเกิดการกระจายรายได้ที่มีผลต่อเศรษฐกิจของประเทศในวงกว้าง ไม่ใช่แค่เดินทางมาแล้วกระจุกตัวอยู่ที่ใดที่หนึ่งเป็นเวลานานๆ หรือมาแล้วมีการใช้จ่ายให้กับเจ้าของธุรกิจเพียงไม่กี่ราย

MP22-3346-1A นอกจากนี้ข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมการท่องเที่ยวและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมเดินทางไประหว่างที่อยู่ในไทย รวมไปถึงการแสดงความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวที่มีต่อกิจกรรมหรือแหล่งท่องเที่ยวแต่ละแห่งในสื่อสังคมออนไลน์ เช่น Trip advisor ก็เป็นข้อมูลที่มีความสำคัญมาก สำหรับการนำมาใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศ

เมื่อคัดเลือกนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายได้แล้ว ภาครัฐควรตั้งเป้าหมายของการพัฒนาว่า ทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายใช้เวลาอยู่ในประเทศนานขึ้น และกระจายตัวไปเที่ยวยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ มากขึ้น แทนการวัดผลที่จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศ และค่าใช้จ่ายต่อหัวเท่านั้น

++ใช้เทคโนโลยีจัดการท่องเที่ยว
ทั้งนี้เขายังยกตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีมาใช้กับการบริหารจัดการการท่องเที่ยวในต่างประเทศ ได้แก่ การพัฒนาแอพพลิเคชัน สำหรับโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ที่ช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถวางแผนการเดินทางได้ด้วยตัวเอง หรือการพัฒนาแอพ พลิเคชันขึ้นมาช่วยจัดระบบในการเข้าชมแหล่งท่องเที่ยวหรือสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่ง เพื่อลดความหนาแน่นของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเข้าชมในบางช่วงเวลาของวัน หรือช่วงเทศกาล นอกจากนี้ช่องทางการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่จะกลายเป็น Trend ของโลกที่จะเกิดขึ้นแน่นอน

ดังนั้นภาครัฐและเอกชนของไทยจึงควรพัฒนาระบบให้สามารถรองรับ Trend ดังกล่าวให้ได้โดยเร็ว เพราะนอกจากจะเป็นระบบที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวแล้ว ยังพบว่านักท่องเที่ยวมีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นด้วยหากไม่ต้องใช้เงินสด

บาร์ไลน์ฐาน ++ชู 5 ประเด็นรับทัวริสต์โต
แล้วอนาคตอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในยุคเทคโนโลยีเป็นใหญ่ นายมาริโอ ฮาร์ดี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกหรือ PATA ให้ความเห็นว่า ในช่วงหลายปีที่ ผ่านมา การท่องเที่ยวไทยมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดี เห็นได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเที่ยวในไทยที่มีจำนวนทวีคูณเพิ่มมากขึ้น ไทยจะต้องคิดหาวิธีการรับมือกับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ดังนี้

1. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง ซึ่งหมายรวมถึงการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้ครอบคลุมพื้นที่ที่มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ

2. หันไปเน้นการบริหารจัดการ ที่ทำให้เกิดการหมุนเวียน และการกระจายตัวของนักท่องเที่ยว โดยคำนึงถึงความสามารถรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวของแหล่งท่องเที่ยวในแต่ละช่วงเวลา (Carrying Capacity) ทั้งนี้ภาครัฐและเอกชนควรร่วมมือกันทำงานด้านการตลาด เพื่อกระจายนักท่องเที่ยวไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ที่มีความน่าสนใจไม่แพ้แหล่งท่องเที่ยวหลัก

3. ชุมชนจะได้รับประ โยชน์จากการเติบโตของการท่องเที่ยว ก็ต่อเมื่อคนในท้องถิ่นได้รับการศึกษาจนมีความรู้และเข้าใจว่า ตัวเองมีส่วนร่วมอยู่ในส่วนใดของห่วงโซ่อุปทานทางการท่องเที่ยว และจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวมากขึ้น เช่น ชาวบ้านที่มีอาชีพเกษตรกรก็เป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการขายผล ผลิตทางการเกษตรให้แก่ผู้ประกอบการท่องเที่ยว

4. ปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่เทคโนโลยีที่ไทย น่าได้รับผล กระทบสูงสุดคือ การใช้ Fin- tech หรือการเปลี่ยนวิธีการชำระเงินต่างๆ จากสังคมที่ใช้เงินสดไปสู่การชำระเงินผ่านระบบออนไลน์ เช่น BluePay หรือ AirPay เป็นต้น

5. ธุรกิจในท้องถิ่นและผู้ประกอบการเอกชนขนาดใหญ่ควรจะแบ่งปันและใช้ผลประโยชน์จากเทคโนโลยีร่วมกัน โดยภาคธุรกิจในระดับ ท้องถิ่นควรให้ความสำคัญ กับ Small Data เช่น ข้อมูลบทวิจารณ์ของลูกค้าที่ถูกเขียนบนแพลตฟอร์มต่างๆ ทั้งความเห็นในแง่บวกและแง่ลบ ทั้งนี้หากพบว่ามีความเห็นในแง่ลบเกิดขึ้น ผู้รับผิดชอบจะต้องรีบหาทางจัดการหรือตอบสนองกับความคิดเห็นเหล่านั้นทันที รวมทั้ง ต้องนำข้อคิดเห็นเหล่านั้นมาพัฒนาปรับปรุงการบริการ

ทั้งหมดล้วนเป็นความเห็นจาก 2 กูรูระดับโลกที่ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทั้งภาครัฐและเอกชน น่าจะนำมาปรับใช้ในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวที่จะยืนหยัดได้ในยุค 4.0

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,346 วันที่ 8 - 10 มีนาคม พ.ศ. 2561
ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว