thansettakij
thansettakij
รมว.ท่องเที่ยว เร่งแยกท่องเที่ยวออกจากกีฬา ฟื้นเที่ยวไทยคนละครึ่ง เก็บค่าเหยียบแผ่นดิน

รมว.ท่องเที่ยว เร่งแยกท่องเที่ยวออกจากกีฬา ฟื้นเที่ยวไทยคนละครึ่ง เก็บค่าเหยียบแผ่นดิน

09 เม.ย. 69 | 09:59 น.
อัปเดตล่าสุด :09 เม.ย. 69 | 10:24 น.

รมว.ท่องเที่ยว สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล กางนโยบายขับเคลื่อนท่องเที่ยวเร่งด่วนแยกกระทรวงท่องเที่ยวออกจากกีฬา ลดเป้าท่องเที่ยวปีนี้เซ่นพิษสงครามตะวันออกกลาง ปรับกลยุทธเน้นรายได้ มากกว่าจำนวนนักท่องเที่ยว เล็งฟื้นเที่ยวไทยคนละครึ่ง เดินหน้าจัดเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน ปั้นฮับเดินทางท่องเที่ยว 365 วัน

KEY

POINTS

  • รมว.ท่องเที่ยว กางนโยบายเร่งแยกกระทรวงท่องเที่ยวออกจากกีฬา
  • เล็งฟื้นเที่ยวไทยคนละครึ่ง เดินหน้าจัดเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน
  • ปรับลดเป้าหมายท่องเที่ยว เซ่นพิษสงครามตะวันออกกลเาง เน้นเป้ารายได้ มากกว่าจำนวนนักท่องเที่ยว

รมว.ท่องเที่ยว เร่งแยกระทรวงท่องเที่ยวออกจากกีฬา

วันนี้ (วันที่ 9 เมษายน 2569) นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงนโยบายของกระทรวงฯว่าด้านการท่องเที่ยวว่า ภารกิจเร่งด่วนที่จะพยายามดำเนินการให้เร็วที่สุด คือ การปรับโครงสร้างกระทรวง โดยจะแยกกระทรวงการท่องเที่ยวออกจากกีฬา โดยจะย้ายงานด้านการท่องเที่ยวไปรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม อาจใช้ชื่อว่า "กระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม"

ส่วนกระทรวงกีฬา ก็จะแยกตัวออกไป ทำหน้าที่ด้านกีฬา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะนำมาซึ่งประโยชน์และความชัดเจนในระยะยาวสำหรับทั้ง 2 ภาคส่วน

การรวมท่องเที่ยวกับวัฒนธรรม ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อนำต้นทุนทางวัฒนธรรม ทั้งเรื่องอาหาร Soft Power เสื้อผ้าไทย เทศกาลประเพณี และโบราณสถาน มาสนับสนุนการท่องเที่ยวให้เป็นเนื้อเดียวกันและไร้รอยต่อมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการหารายได้เข้าประเทศ

โดยขณะนี้จะมีการตั้งคณะทำงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาประเด็นต่างๆ เช่น กฎหมาย อำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน และกำลังคน ซึ่งการดำเนินการต้องรวดเร็วแต่รอบคอบ ไม่ต้องการให้เกิดความเร่งรีบจนทิ้งปัญหาค้างคาเหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับการรวมกระทรวงอื่นๆ   

ปรับลดเป้าท่องเที่ยวปีนี้ เซ่นพิษสงครามตะวันออกกลาง เน้นรายได้มากกว่าจำนวนนักท่องเที่ยว

นอกจากนี้กระทรวงการท่องเที่ยวฯจะยังอยู่ระหว่างจัดทำแผนกระตุ้นการท่องเที่ยว เพื่อลดผลกระทบและรับมือจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบจากการท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ต้องลดเป้าหมายการท่องเที่ยวในปีนี้ลง

โดยจากนี้รัฐบาลมีนโยบายเน้นเป้าหมาย “รายได้” มากกว่า "จำนวนคน" ไม่เน้นตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยว แต่จะให้ความสำคัญกับ การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เพื่อเพิ่มยอดการใช้จ่ายต่อหัวให้มากขึ้น และเน้นนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูง เพื่อชดเชยรายได้ที่อาจหายไปจากผลกระทบตะวันออกกลาง

สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ร

กางมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวระยะสั้น ฟื้น เราเที่ยวด้วยกัน

สำหรับมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวระยะสั้น (Quick Win) กระทรวงจะต้องเตรียมการและมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวและช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในช่วงที่คาดว่าปัญหาจะรุนแรงขึ้นหลังสงกรานต์

อาทิ การฟื้นโครงการที่เคยประสบความสำเร็จในช่วงโควิด เช่น "เราเที่ยวด้วยกัน" กลับมาพิจารณาใช้อีกครั้งภายใน 3-6 เดือน ข้างหน้า การนำมาตรการทางภาษี มากระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ อาทิ การสนับสนุนการท่องเที่ยว ผ่านการลดหย่อนภาษี โดยเฉพาะ การท่องเที่ยวในเมืองรอง ที่จะสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้มากกว่าเมืองหลัก

อีกทั้งภาครัฐเตรียมจัดโปรโมชั่นและมาตรการจูงใจต่างๆ อย่างต่อเนื่องสำหรับทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟต์โลน ให้แก่ผู้ประกอบการท่องเที่ยว เพื่อผ่านวิกฤตในช่วงนี้

การส่งเสริมการเดินทางสีเขียวสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศผ่านระบบขนส่งมวลชน เช่น รถไฟและรถบัส เพื่อประหยัดพลังงานท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานที่สูงขึ้น การวางตำแหน่งให้ไทยในฐานะ Safe Havenวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางสำหรับกลุ่ม Long Stay (พำนักระยะยาว) โดยเฉพาะจากประเทศที่มีความขัดแย้ง เช่น ตะวันออกกลาง หรือยุโรป เนื่องจากไทยมีความปลอดภัยและไม่ใช่คู่ขัดแย้ง

ยันเดินหน้าจัดเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน 300 บาท

รวมไปถึงการผลักดันการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศ จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือ ค่าเหยียบแผ่นดิน (Travel Fee) 300 บาทสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยทางอากาศ เพื่อนำเงินเข้า กองทุนพัฒนาการท่องเที่ยว เพื่อนำไปใช้ในการดูแลและให้บริการนักท่องเที่ยว เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยในการเดินทาง และนำไปใช้ในโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้มีความยั่งยืนมากขึ้น

รัฐมนตรีระบุว่าการจัดเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นแนวทางที่หลายประเทศใช้กัน เช่น ประเทศญี่ปุ่นที่มีการเก็บ Sayonara Tax ซึ่งปัจจุบันญี่ปุ่นมีแผนที่จะปรับเพิ่มอัตราค่าธรรมเนียมนี้ด้วยจาก 1,000 เยน เป็น 3,000 เยน ซึ่งก็พบว่าญี่ปุ่น พบว่าการเก็บค่าธรรมเนียมไม่ได้ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง แต่กลับมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำ

นโยบายนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อคัดกรองนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่มีศักยภาพ มากกว่าการเน้นเพียงจำนวนคน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย และโดยส่วนตัวผมก็สนับสนุนให้เดินหน้าโครงการนี้ต่อ เพราะเชื่อว่าจะมีผลดีต่อประเทศมากกว่าผลเสีย

นอกจากนี้รัฐบาลมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจากการเน้น “ปริมาณ” ไปสู่ “คุณภาพและมูลค่าสูงอย่างยั่งยืน” โดยกำหนดทิศทางสำคัญ ได้แก่ การผลักดันประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางที่สามารถท่องเที่ยวได้ตลอด 365 วัน ด้วยการปรับแนวคิดจากการขายสินค้า (Product-Centric) ไปสู่การตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยว (Demand Driven) การส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนเพื่อกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเฉพาะทาง

อาทิ การท่องเที่ยวเชิงความเชื่อ (สายมูเตลู) และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health & Wellness) ตลอดจนการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกให้มีมาตรฐานรองรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม รวมทั้งการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองรอง ผ่านมาตรการส่งเสริมต่าง ๆ และการยกระดับความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวอย่างครบวงจร

มุ่งขับเคลื่อนรายได้ท่องเที่ยวทะลุ 3 ล้านล้านบาทใน 4 ปี

“ส่วนเป้าหมายระยะยาวด้านการท่องเที่ยว ก็มองว่าจะผลักดันการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวในช่วง 4 ปีนี้ ให้กลับมาสร้างรายได้ 3 ล้านล้านบาท เหมือนในช่วงก่อนโควิด-19” รมว.ท่องเที่ยว

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า การรับมือสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงแม้มีการประกาศหยุดยิงระหว่างสหัฐและอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวทั้งตลาดตะวันออกกลางและยุโรปชะลอตัวลงนั้น ททท.วางแผนบริหารความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด

โดยมุ่งเน้นรักษาสมดุลและแสวงหาโอกาสจากตลาดกลุ่มอื่นที่ไม่มีความเสี่ยงเข้ามาชดเชยส่วนที่หายไป โดยเฉพาะตลาดระยะใกล้ อาทิ จีน อินเดีย รัสเซีย และกลุ่มอาเซียน อาทิ มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เพื่อทดแทนตลาดที่อาจได้รับผลกระทบ

แต่ไม่ได้ทิ้งตลาดระยะไกลเลย เพราะยังเป็นตลาดที่คาดหวังได้อยู่ แต่ต้องเน้นทำตลาดเชิงรุกในกลุ่มที่ใช้จ่ายสูงและพำนักระยะยาว ไม่ได้เน้นเชิงปริมาณ อาทิ กลุ่มดูแลสุขภาพ ผู้ป่วยที่ต้องการมารักษาตัว รวมถึงกลุ่มคนทำงานด้านดิจิทัล (Digital Nomad) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังมีการเดินทางได้อย่างต่อเนื่องภายใต้ข้อจำกัดด้านเที่ยวบินในปัจจุบัน

ททท.ดันไทยฮับท่องเที่ยว 365 วัน

ขณะเดียวกันต้องสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่ท่องเที่ยวได้ทุกวันภายใต้แคมเปญฮับ 365 หรือ 365 วัน ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าสูงและความยั่งยืน โดยยุทธศาสตร์นี้จะไม่ใช่เพียงหน้าที่ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเพียงอย่างเดียว

แต่จะต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อบูรณาการทำงานร่วมกัน พร้อมทั้งใช้กิจกรรมหรืออีเวนต์สำคัญ (Event-led) เป็นตัวดึงดูดนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย มีแนวคิดนำโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง ที่ประสบความสำเร็จในรอบก่อนหน้านี้กลับมาใช้อีกครั้ง เพราะคนละครึ่งพลัสที่เน้นการใช้จ่ายทั่วไปก็สามารถนำมาผสมใช้กับทุกอุตสาหกรรมได้ รวมถึงภาคการท่องเที่ยว เช่น โรงแรมและตั๋วเครื่องบิน เพื่อส่งเสริมการบริหารภาคประชาชนและการเดินทางภายในประเทศ โดยโครงการดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา ซึ่งจะต้องมีการหารือเรื่องงบประมาณกับทางสำนักงบประมาณก่อนดำเนินการต่อไป

“แผนการดำเนินงานทั้งหมดจะมุ่งเน้นไปที่การรักษาทรัพยากรธรรมชาติควบคู่ไปกับการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ โดยไม่เน้นเพียงแค่ตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและการใช้จ่ายที่สร้างรายได้เข้าประเทศอย่างจริงจัง ซึ่งในระหว่างที่รอความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิงในตะวันออกกลาง ว่าจะยุติได้หรือไม่นั้น การท่องเที่ยวไทยจะยังคงเดินหน้าตามแผนการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศและการทำตลาดในประเทศกลุ่มเป้าหมายหลักที่มีศักยภาพเป็นลำดับแรก” นางสาวฐาปนีย์ กล่าวทิ้งท้าย