
เปิดอัตรา 'ภาษีท่องเที่ยว'ทั่วโลก เทียบฟอร์ม“ค่าเหยียบแผ่นดิน” ไทยเก็บแพงไหม ?
การจัดเก็บภาษีท่องเที่ยว หรือ Tourism Tax ปัจจุบันมีการเรียกเก็บมากกว่า 40 เมือง/ประเทศ ทั่วโลก แต่จะมีชื่อเรียก และรูปแบบการจัดเก็บแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ซึ่งประเทศไหนเก็บอัตราเท่าไหร่ และเมื่อเทียบกับค่าเหยียบแผ่นดิน (Travel Fee) ของไทย จะเป็นเช่น เช็คที่นี่
การจัดเก็บภาษีท่องเที่ยว หรือ ภาษีนักท่องเที่ยว หรือ Tourism Tax ปัจจุบันมีการเรียกเก็บมากกว่า 40 เมือง/ประเทศ ทั่วโลก แต่จะมีชื่อเรียก และรูปแบบการจัดเก็บแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ เมื่อเทียบกับการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศ จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือ ค่าเหยียบแผ่นดิน (Travel Fee) ของไทยที่รัฐบาลเตรียมจะจัดเก็บนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยผ่านทางอากาศ เทียบกับประเทศอื่น จะเป็นเช่นไร “ฐานเศรษฐกิจ” ได้มัดรวมการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากทั่วโลกมานำเสนอ
การจัดเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวของแต่ละประเทศ จะมีวัตถุประสงค์คล้ายกัน คือ การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว ประเทศไทยก็เช่นกัน ซึ่งเงิน 300 บาทที่เรียกเก็บจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ส่วนหนึ่งจะนำมาเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และไทยจะเป็นประเทศแรก ที่นำเงินส่วนหนึ่งมาซื้อประกันภัยสำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยลดภาระงบประมาณแผ่นดินในการรักษาพยาบาลและช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวต่างชาติที่ประสบอุบัติเหตุ
เพราะที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขมีหนี้สูญจากการสงเคราะห์ค่ารักษาพยาบาลให้แก่ชาวต่างชาติ (กรณีสถานพยาบาลภาครัฐ)จากการเก็บค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลได้ไม่เต็มจำนวน ทำให้เกิดความสูญเสียงบประมาณแผ่นดินเฉลี่ย 300-400 ล้านบาทต่อปี
สำหรับรูปแบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากนักท่องเที่ยวของประเทศต่างๆปัจจุบันมีการจัดเก็บอยู่แล้วกว่า 40 ประเทศ ซึ่งบางประเทศจะเรียกว่า เป็นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Fee : SDF) ภาษีซาโยนาระ (Sayonara Tax) หรือบางประเทศจะมีการจัดเก็บภาษีที่พัก เป็นต้น โดยประเทศภูฏาน จัดเก็บค่าธรรมเนียมแพงที่สุดในโลก โดยแต่ละประเทศมีการจัดเก็บภาษีในเรื่องของการท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ดังนี้
- รัฐบาล“ภูฏาน”
จัดเก็บค่าธรรมเนียมการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Fee : SDF) ให้แก่ รัฐบาลในอัตรา 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อคืน (6,560 บาทต่อคืน) แต่ล่าสุดได้ลดค่าธรรมเนียม SDF เหลือ 100 ดอลลาร์สหรัฐ (3,280 บาทต่อคืน) จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2570 ซึ่งนักท่องเที่ยวจะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายในการเดินทางแยกต่างหาก เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเข้าชม และค่าใช้จ่ายอื่นๆ
- ประเทศ“ญี่ปุ่น”
ปรับขึ้นภาษีซาโยนาระ (Sayonara Tax) หรือภาษีขาออก จากเดิม 1,000 เยน เป็น 3,000 เยนต่อคน โดยจะมีผลตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อนำรายได้มาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและจัดการปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง (Overtourism) ซึ่งจะเรียกเก็บผ่านตั๋วเครื่องบินทั้งชาวต่างชาติและชาวญี่ปุ่นที่เดินทางออกนอกประเทศ
รวมท้ั้งตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ประเทศญี่ปุ่น เริ่มขยายการจัดเก็บ “ภาษีที่พัก” (Accommodation Tax) ในโรงแรมและที่พักทั่วประเทศอย่างเป็นทางการ โดยเพิ่มพื้นที่จัดเก็บใหม่อีก 20 แห่ง ส่งผลให้จำนวนเทศบาลที่ใช้มาตรการนี้เพิ่มจาก 19 แห่ง เป็นเกือบ 40 แห่งในทันที หรือเพิ่มขึ้นราว 100% ภายในวันเดียว นับเป็นการเร่งใช้นโยบายด้านการท่องเที่ยวครั้งใหญ่
ทั้งนี้เพื่อรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พื้นที่หลักที่เริ่มจัดเก็บใหม่อยู่ในฮอกไกโด รวม 15 เทศบาล เช่น ซัปโปโร และ ฮาโกดาเตะ โดยอัตราภาษีแตกต่างกันไปตามราคาห้องพัก เริ่มตั้งแต่ประมาณ 100-500 เยนต่อคนต่อคืน (ราว 20-100 บาท)
ขณะที่บางเมืองกำหนดอัตราคงที่ เช่น 200 เยนต่อคืน (ประมาณ 40 บาท) และในบางพื้นที่อย่าง ฮาโกดาเตะ อาจเรียกเก็บสูงสุดถึง 2,000 เยนต่อคืน หรือประมาณ 412.19 บาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน
นอกจากนี้ญี่ปุ่น จะปรับระบบ Tax Free โดยตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2569 ญี่ปุ่นจะเปลี่ยนจากระบบหักภาษีทันทีที่ร้าน (Tax Free) เป็นระบบ “จ่ายก่อน คืนทีหลัง” (Tax Refund) โดยต้องทำเรื่องขอคืนภาษีที่สนามบินก่อนเดินทางออก
- มาเลเซีย
จัดเก็บภาษีการท่องเที่ยว Tourism Tax (TTx) ในอัตรา 10 ริงกิต (RM10 ต่อห้องต่อคืน) หรือราว 80.83 บาทต่อคืน โดยเรียกเก็บจากนักท่องเที่ยวที่เข้าพักในสถานที่พักในมาเลเซีย
- อินโดนีเซีย (บาหลี)
จัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว (Tourism Tax) 150,000 รูเปียห์ต่อคน (15 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน)
- นิวซีแลนด์
ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว (International Visitor Conservation and Tourism Levy - IVL) จากเดิม 35 ดอลลาร์ เป็น 100 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ (NZD) ต่อคน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา โดยภาษีนี้จะถูกเรียกเก็บพร้อมกับการขอวีซ่าหรือ NZeTA ซึ่งผู้เดินทางต้องชำระเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและโครงสร้างพื้นฐานท่องเที่ยว
- สหรัฐอเมริกา
ไม่มีการเก็บภาษีนักท่องเที่ยว แต่จะมีการจัดเก็บภาษีที่พัก (Hotel Tax/Transient Occupancy Tax) ซึ่งในแต่ละเมืองไม่เหมือนกัน เช่น นิวยอร์ก (สูงสุด 14.75% + 3.50 ดอลลาร์/คืน), ลอสแอนเจลิส (12%), ซานฟรานซิสโก (14%) และฮาวาย (10.25% - 13.25%)
- สวิตเซอร์แลนด์
จัดเก็บภาษีนักท่องเที่ยว Tourist Tax แตกต่างกันไปตามจุดหมายปลายทาง โดยมีราคาตั้งแต่ประมาณ 2 ฟรังก์สวิส (1.81 ปอนด์) ถึง 7 ฟรังก์สวิส (6.34 ปอนด์) ต่อคนต่อคืน
- ฝรั่งเศส
จัดเก็บภาษีที่พัก Taxe de se’jourตามระดับของที่พัก ซึ่งจะอยู่ตั้งแต่ 0.2 ยูโรต่อคืน สำหรับการพักในแคมป์ ไปจนถึงมากกว่า 15 ยูโรต่อคืน สำหรับการพักในโรงแรมหรูหรา
- เยอรมนี
จัดเก็บ Culture Tax และ Bed Tax แตกต่างกันในแต่ละเมือง อาทิ เบอร์ลิน 7.5 % ของราคาที่พัก
- สเปน
หลายเมืองในสเปนเพิ่งตัดสินใจขึ้นราคาภาษีนักท่องเที่ยว อัตราภาษีจะอยู่ที่ 1-7 ยูโรต่อคนต่อคืน อาทิ ในบาร์เซโลนา ค่าธรรมเนียมสูงสุดอยู่ที่ 7.50 ยูโรต่อคนต่อคืน ในขณะที่หมู่เกาะบาเลอริก ค่าธรรมเนียมอยู่ระหว่าง 1 ถึง 4 ยูโรต่อคนต่อคืน
- สาธารณรัฐเช็ก
จัดภาษีนักท่องเที่ยว อยู่ที่ประมาณ 50 โครนาเช็ก ต่อคนต่อคืน (ประมาณ 1.71 ปอนด์)
- เบลเยียม ในบรัสเซลส์
ภาษีนักท่องเที่ยวอยู่ที่ประมาณ 4 ยูโรต่อคนต่อคืน และจะถูกบวกเพิ่มเข้าไปในบิลค่าที่พัก แต่จะแตกต่างกันไปในแต่ละเมือง
- ออสเตรีย
จัดเก็บภาษีนักท่องเที่ยว แตกต่างกันไปตามจุดหมายปลายทาง เช่น เวียนนา 3.2 ยูโรต่อคนต่อคืน ในซาลซ์บูร์ก อาจสูงถึง 1.75 ยูโรต่อคนต่อคืน โดยจะถูกบวกเพิ่มเข้าไปในบิลค่าที่พัก
- เนเธอร์แลนด์
จำนวนภาษีนักท่องเที่ยวแตกต่างกันไปในแต่ละเทศบาล อัมสเตอร์ดัมเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีภาษีนักท่องเที่ยวแพงที่สุดในยุโรป โดยในปี 2567 อัตราภาษีเพิ่มขึ้นจาก 7 % เป็น 12.5 %ของราคาที่พักนั่นเอง







