thansettakij
thansettakij
การบินไทย ตุนสภาพคล่อง 1.2 แสนล้าน กางแผนรับมือศึกตะวันออกกลาง ดันต้นทุนน้ำมันพุ่ง

การบินไทย ตุนสภาพคล่อง 1.2 แสนล้าน กางแผนรับมือศึกตะวันออกกลาง ดันต้นทุนน้ำมันพุ่ง

ท่ามกลางวิกฤตการโจมตีในตะวันออกกลางที่สงครามขยายวง ดันราคาน้ำมันพุ่ง การบินไทย เตรียมแผนรับมือผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างไร “ชาย เอี่ยมศิริ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีคำตอบ

สงครามตะวันออกกลาง ดันราคาน้ำมันเครื่องบินพุ่ง มากกว่า 2 เท่าแล้ว

นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าสถานการณ์ปัญหาตะวันออกกลางในปัจจุบัน ส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันอากาศยานซึ่งเป็นต้นทุนหลักของการดำเนินธุรกิจ

โดยราคาได้ดีดตัวสูงขึ้นจากเดิมประมาณ 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล พุ่งสูงขึ้นไปกว่า 200 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าตัว ทั้งนี้ การบินไทยได้มีการทำประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (Hedging) ไว้ที่ประมาณ 50% จนถึงช่วงกลางปีนี้ แต่อาจไม่เพียงพอต่อการรับมือต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ทำให้บริษัทต้องใช้มาตรการรัดเข็มขัดและเตรียมแผนปรับราคาค่าขายให้สอดคล้องกับต้นทุนที่สูงขึ้น

หลังเมษายนนี้ ยอดจองใหม่ชะลอตัว

สำหรับแนวโน้มการเดินทางในระยะสั้น (มีนาคม-เมษายน) ยังไม่พบผลกระทบที่รุนแรง โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนที่มียอดการจองที่นั่งอยู่ในระดับที่น่าพอใจ หรือบางเส้นทางอาจเต็มเกือบ 100%

การบินไทย

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวหลังเดือนเมษายนเป็นต้นไป เริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวของยอดจองใหม่ เนื่องจากผู้โดยสารเริ่มเฝ้ารอดูสถานการณ์ความไม่แน่นอน

ยันราคาขายตั๋วเส้นทางบินยุโรป ไม่ถึง 7 หมื่นบาท

ขณะที่ประเด็นในโซเชียลที่ระบุว่า การบินไทยขายตั๋วเครื่องบินในเส้นทางบินยุโรปพุ่งสูงถึง 70,000 - 100,000 บาทต่อเที่ยวบินนั้น ผมยืนยันว่า ระดับราคาชั้นประหยัด (Economy Class) ที่การบินไทยขายจริงสูงสุดอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 50,000 บาทเศษเท่านั้น

ส่วนราคาที่ปรากฏในระบบการค้นหาอย่าง Google Search ที่สูงถึง 70,000 บาท มักเกิดจากกรณีที่ที่นั่งชั้นประหยัดเต็ม ระบบจึงดึงราคาเริ่มต้นของชั้นธุรกิจ (Business Class) มาแสดงผลแทน ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ซึ่งการขายตั๋วในทางปฏิบัติต้องพิจารณาความเหมาะสม

เพราะการบินไทยไม่ได้บินตรงยุโรปแค่สายการบินเดียว แต่ยังมีสายการบินคู่แข่งมากมาย ถ้าขายตั๋วแพงก็คงขายไม่ได้ และลูกค้าก็คงไม่ซื้อ

การบินไทย ปรับขึ้นค่าตั๋วเครื่องบิน 10-15 % เดินหน้ารัดเข็มขัด

ทั้งนี้เพื่อให้ธุรกิจยังคงเดินหน้าต่อไปได้ การบินไทยจำเป็นต้องปรับราคาค่าตั๋วโดยสาร ขึ้นตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เฉลี่ยอยู่ที่ 10-15% อย่างไรก็ตาม การปรับราคาไม่สามารถชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ทั้งหมดทันที เนื่องจากมีตั๋วเครื่องบินจำนวนมากที่ถูกขายล่วงหน้าไปก่อนที่ต้นทุนจะขยับขึ้น

ทำให้เกิดช่วงว่าง (Lag time) ของส่วนต่างราคา แต่โชคดีที่การทำ Fuel Hedging (การประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน) ที่ระดับ 50% จนถึงช่วงกลางปีนี้ได้เข้ามาช่วยบรรเทาผลกระทบได้ในระดับหนึ่ง

ชาย เอี่ยมศิริ

การบินไทยต้องเตรียมแผนรับมือ เพราะไม่มีใครบอกได้ว่าการสู้รบในตะวันออกกลางจะยุติลงได้เมื่อไหร่ จึงต้องมีมาตรการรัดเข็มขัด โดยจะชะลอการลงทุนในโครงการที่ไม่จำเป็นออกไปก่อน เช่น การปรับปรุงอาคารสถานที่ หรือการลงทุนในอุปกรณ์ลานจอดที่ยังไม่มีผลต่อการเพิ่มรายได้ทันที

กระแสเงินสด ยังดี ตุนสภาพคล่อง 1.2 แสนล้าน 

รวมถึงการจัดการกระแสเงินสด เพื่อรับมือกับความผันผวน ทั้งนี้จากบทเรียนที่ผ่านมา ทำให้หนึ่งในจุดแข็งที่สำคัญที่สุดของการบินไทยในเวลานี้คือ กระแสเงินสด (Cash Flow) ที่มีสูงถึงกว่า 120,000 ล้านบาท (ณ สิ้นปี 2568) ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ดำเนินกิจการมา

การเก็บเงินสดไว้ในปริมาณมากเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็น “บทเรียน” ที่แลกมาด้วยความเจ็บปวดจากวิกฤตโควิด-19 ที่เคยทำให้บริษัทเฉียดเข้าใกล้จุดจบมาแล้ว

การรักษาสภาพคล่องไว้ในระดับสูงคือการเตรียมพร้อมรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แม้ในวันที่ธุรกิจกำลังฟื้นตัวดี แต่ความประมาทเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เงินจำนวนนี้เปรียบเสมือน “สายป่าน” ที่ยาวพอจะทำให้การบินไทยอยู่รอดไปได้จนถึงสิ้นปีนี้อย่างแน่นอน แม้สถานการณ์จะเลวร้ายต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามหากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลายภายในเดือนพฤษภาคม การบินไทยเตรียมงัด “มาตรการยาแรง” ออกมาใช้ ซึ่งอาจรวมถึงการ ลดกำลังการผลิต (Capacity) และลดความถี่ของเที่ยวบิน ในเส้นทางที่ไม่สร้างกำไร แต่เรายังคงเชื่อมั่นว่าสถานการณ์จะไม่หนักหนาสาหัสเท่าช่วงโควิด เพราะครั้งนี้บริษัทรู้ล่วงหน้าและมีการเตรียมการไว้แล้ว

แผนจัดหาเครื่องบินใหม่ - MRO อู่ตะเภา ยังเดินต่อ

ส่วนแผนการลงทุนที่เป็นเรื่องของยุทธศาสตร์ระยะยาว การบินไทย ก็ยังคงเดินหน้าทยอยรับมอบเครื่องบินเช่าตามแผนที่วางไว้ ได้แก่ โบอิ้ง 787 ซึ่งเป็นเครื่องบินลำตัวกว้าง จำนวน 10 ลำแอร์บัส เอ 321 นีโอ เป็นเครื่องบินลำตัวแคบ จำนวน 32 ลำ ระหว่างการรอรับมอบเครื่องบินใหม่ โบอิ้ง 787-9 ที่การบินไทยได้สั่งจองไว้ กับทางโบอิ้ง 45 ลำ และจะทยอยรับเข้ามาตั้งแต่ปี 2571 เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันและการขยายเส้นทางบินในอนาคต

ทั้งยังเดินหน้าลงทุนโครงการ “ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน อู่ตะเภา” หรือ MRO อู่ตะเภา ซึ่งทางบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด หรือ UTA ได้ขอให้การพิจารณาย้ายพื้นที่ก่อสร้าง MRO แต่การบินไทยยืนยันไปแล้วว่า จะลงทุนในพื้นที่เดิม เพื่อไม่ให้การดำเนินการด้านเทคนิคในการบริการ MRO เป็นไปอย่างไม่มีข้อสะดุด และรื่นไหล โดยขณะนี้อยู่ระหว่างทำความเข้าใจ

การบินไทยวางไทม์ไลน์ไว้ว่าน่าจะลงเซ็นสัญญากับทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซีได้ ภายในเดือนเมษายนนี้ เพื่อดำเนินการลงทุนต่อไป การลงทุน MRO อู่ตะเภา ใช้งบลงทุนราว 1 หมื่นล้านบาทภายใต้สัญญาเช่าที่ดินระยะยาว 50 ปี และสามารถต่ออายุสัญญาได้อีก 49 ปี (50+49 ปี) นายชาย กล่าวทิ้งท้าย