KEY
POINTS
วันที่ 21 มกราคม 2569 ในช่วงที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากการเน้น “ปริมาณนักท่องเที่ยว” ไปสู่ “มูลค่าการใช้จ่ายต่อหัว” อุตสาหกรรมเรือและมารีน่า กำลังถูกจับตาในฐานะหนึ่งในกลไกเศรษฐกิจใหม่ที่มีศักยภาพสร้างมูลค่าเพิ่มสูง และเชื่อมโยงภาคการท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ บริการ และเทคโนโลยีเข้าไว้ด้วยกัน
ในปี 2569 อุตสาหกรรมเรือและมารีน่าของประเทศไทยยืนอยู่บนจุดตัดของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในเชิงโครงสร้าง ท่ามกลางบริบทของเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลงแต่มีความมั่นคงมากขึ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมเฉพาะทาง (Niche Market)
ข้อมูลจากการประเมินในระดับสากลระบุว่า ตลาดมารีน่าทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 10,510 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 และมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่องไปสู่ 15,530 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2578 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ที่ 5%
การเติบโตนี้ได้รับแรงขับเคลื่อนหลักจากการขยายตัวของการท่องเที่ยวเชิงสันทนาการทางน้ำ ซึ่งเพิ่มขึ้น 3.55% ต่อปี ทั่วโลก
สำหรับประเทศไทย อุตสาหกรรมนี้ไม่ได้เป็นเพียงภาคส่วนเสริมของการท่องเที่ยว แต่เป็นเสาหลักของ "เศรษฐกิจสีน้ำเงิน" (Blue Economy) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 23 จังหวัดชายฝั่งทะเล และสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) พร้อมทั้งรองรับการจ้างงานถึง 1 ใน 4 ของกำลังแรงงานทั้งหมดในประเทศ
สภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตเข้าใกล้ระดับศักยภาพที่ร 2.5% ถึง 3.0% โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของภาคการท่องเที่ยว การฟื้นตัวนี้ไม่ได้ส่งผลดีเพียงแค่ในเชิงปริมาณ แต่ยังสร้างโอกาสในการดึงดูด กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง (High-spending travelers) และเจ้าของเรือยอร์ชจากทั่วโลก ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มประชากรผู้ครอบครองเรือยอร์ชระดับหรูที่มีอายุเฉลี่ยลดน้อยลง
โดยปัจจุบันเจ้าของเรือมักอยู่ในช่วงอายุ 40-50 ปี และให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี ความยั่งยืน และประสบการณ์การใช้ชีวิตที่เหนือระดับ
แนวโน้มอุตสาหกรรมต้องพิจารณาจากภาพรวมเศรษฐกิจโลกในช่วงปี 2567-2569 มีแนวโน้มเติบโตต่ำเนื่องจากปัจจัยบวกจากการเปิดประเทศหลังวิกฤตการณ์โควิด-19 เริ่มเบาบางลง ประกอบกับกระแสโลกาภิวัตน์ที่แตกแยก (Fragmented Globalization) ซึ่งอาจทวีความรุนแรงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ภาคส่วนการเดินเรือพาณิชย์และโลจิสติกส์ทางน้ำยังคงแสดงความยืดหยุ่น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียซึ่งครองสัดส่วนการขนส่งทางทะเลทั่วโลกกว่า 53% โดยคาดการณ์ว่าปริมาณการค้าทางเรือจะขยายตัว 3.3% ถึง 3.6% ต่อปี ในช่วงปี 2568-2570
สำหรับประเทศไทย ธุรกิจขนส่งสินค้าทางเรือแสดงสัญญาณการฟื้นตัวที่แตกต่างกันในแต่ละเซกเมนต์ เรือบรรทุกสินค้าเทกองเหลว (Tankers) เช่น ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและเคมีภัณฑ์ มีแนวโน้มเติบโตตามความต้องการพลังงานในภาคอุตสาหกรรมและการผลิตไฟฟ้า โดยคาดว่าความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปในประเทศจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.0%-3.0% ต่อปี ในขณะที่ธุรกิจเรือเทกองแห้ง (Bulk Carriers) ฟื้นตัวอย่างช้าๆ ตามความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์และวัสดุก่อสร้าง
หากมองในระดับโลก อุตสาหกรรมมารีน่าและการท่องเที่ยวทางเรือกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยตลาดมารีน่าทั่วโลกมีมูลค่าราว 10,510 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องแตะระดับกว่า 15,500 ล้านดอลลาร์ภายในทศวรรษหน้า ขณะที่ตลาดการเช่าเรือยอชท์และบริการทางทะเลเติบโตเฉลี่ยปีละกว่า 5–8%
ส่วนตลาดทุนไทย อุตสาหกรรมเดินเรือและขนส่ง (Marine and Shipping Industry) ณ ต้นปี 2569 มีมูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) อยู่ที่ประมาณ 34,400 ล้านบาท โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 50,700 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 10,400 ล้านบาท
แม้ว่าอัตราส่วนราคาต่อกำไร (PE Ratio) จะอยู่ที่ 3.3 เท่า ซึ่งสะท้อนถึงมุมมองเชิงลบของผู้ลงทุนต่ออัตราการเติบโตในระยะยาวเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต แต่การคาดการณ์กำไรยังคงมีแนวโน้มเติบโต 29% ต่อปี ซึ่งถือเป็นโอกาสในการปรับตัวสำหรับผู้ประกอบการที่สามารถควบคุมต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพผ่านเทคโนโลยีได้
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมารีน่า ศูนย์กลางแห่งใหม่ในภูมิภาคอาเซียน
ประเทศไทยกำลังเร่งขยายขีดความสามารถในการรองรับเรือยอร์ชและเรือสำราญผ่านโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในหลายพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ ปัจจุบันจำนวนจุดจอดเรือคุณภาพในประเทศไทยมีไม่ถึง 2,000 แห่ง ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจากกลุ่มเรือซูเปอร์ยอร์ช (Superyachts) ที่ต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกเฉพาะทาง
ภูเก็ต ท่าจอดเรือน้ำลึกระดับโลก
เกาะภูเก็ตยังคงรักษาตำแหน่ง "เมืองหลวงแห่งการล่องเรือของเอเชีย" (Asia's Yachting Capital) ไว้อย่างเหนียวแน่น ในปี พ.ศ. 2569 โครงการที่โดดเด่นที่สุดคือการพัฒนาท่าเทียบเรือในอ่าวสะปำ (Sapam Bay) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ริมน้ำกว่า 61,000 ตารางเมตร และที่ดินต่อเนื่องอีก 78,000 ตารางเมตร โครงการนี้ได้รับความสนใจเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นหนึ่งในพื้นที่ไม่กี่แห่งที่สามารถพัฒนาเป็นท่าจอดเรือน้ำลึกได้ ซึ่งช่วยลดข้อจำกัดด้านน้ำขึ้นน้ำลงที่ท่าเรืออื่นๆ ในภูเก็ตมักเผชิญ
การพัฒนาอ่าวสะปำได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต โดยมีเป้าหมายเพื่อดึงดูดกลุ่มผู้เดินทางที่ใช้จ่ายสูง โครงการนี้ไม่เพียงแต่จะมีจุดจอดเรือถึง 200 แห่ง แต่ยังประกอบด้วยวิลล่าที่พักอาศัยระดับหรู พื้นที่ค้าปลีก และสิ่งอำนวยความสะดวกในการบำรุงรักษาเรือ เช่น อู่แห้ง (Dry-docks) ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาการจ้างงานที่มีทักษะสูงในท้องถิ่น โดยคาดว่าโครงการนี้จะสร้างงานใหม่ถึง 800 ตำแหน่ง
นอกจากนี้ งานแสดงเรือระดับนานาชาติ เช่น Thailand International Boat Show 2026 (TIBS) ซึ่งจัดขึ้นที่ Phuket Yacht Haven Marina ในเดือนมกราคม 2569 ยังเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างเครือข่ายธุรกิจและกระตุ้นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ริมน้ำ
โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 5,000 คน แบ่งเป็นชาวต่างชาติ 52% และชาวไทย 48% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกที่มีต่อโครงสร้างพื้นฐานของภูเก็ต
นายเดวิด เฮย์ส ซีอีโอ แจนด์ อีเวนต์ (JAND Events) เจ้าของและผู้จัดงานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล โบ๊ท โชว์ เปิดเผยว่า หัวใจสำคัญคือการจัดงานที่มีคุณภาพสูงและมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับผู้เข้าชม งานนี้มีสิ่งที่น่าสนใจสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มครอบครัว ผู้ที่เข้าชมงานครั้งแรกไปจนถึงผู้ซื้อและนักลงทุน
เราคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวไทยและต่างชาติหลายพันคนตลอดระยะการจัดงานทั้ง 4 วัน ซึ่งงานนี้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนอุตสาหกรรมทางทะเลและไลฟ์สไตล์ของไทย และยังเป็น สัญญาณเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวไฮซีชั่นของภูเก็ตได้เป็นอย่างดี
งานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล โบ๊ท โชว์ ได้รับการยอมรับว่าเป็นศูนย์กลางหลักของอุตสาหกรรมทางทะเลและไลฟ์สไตล์แบบลักชัวรี วอเตอร์ฟร้อน ลิฟวิ่ง โดยจัดต่อเนื่องจากงาน Thailand Yachting Conference เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการรวมตัวของผู้นำอุตสาหกรรมและผู้กำหนดนโยบายเพื่อหารือถึงอนาคตของ ธุรกิจเรือและการท่องเที่ยวทางทะเลของประเทศ สะท้อนถึงความสำคัญเชิงกลยุทธ์ที่เพิ่มขึ้นของภาคส่วนนี้ต่อภูมิทัศน์การท่องเที่ยวและการลงทุนของไทย
โดยในงานนี้ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด (TPC) ผู้ดำเนินโครงการบัตรสมาชิก “ไทยแลนด์ พริวิเลจ” ภายใต้การกำกับดูแลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นจุดหมายปลายทาง World-Class Destination ได้เข้าร่วม “งานมหกรรมเรือนานาชาติแห่งประเทศไทย 2569” (Thailand International Boat Show 2026 - TIBS)
นายมนาเทศ อันนวัฒน์ เพรสซิเดนท์ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบัน ภูเก็ตไม่ได้เป็นเพียงเมืองตากอากาศระดับโลก แต่ก้าวขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเล (Maritime Hub) และ Strategic Luxury Hub ที่มีบทบาทสำคัญของภูมิภาค การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสในการสื่อสารประชาสัมพันธ์ และการขยายฐานลูกค้ากลุ่ม Ultra High Net Worth Individuals (UHNWIs) กลุ่มนักธุรกิจและนักลงทุน
ตลอดจนเจ้าของซูเปอร์ ยอชต์ และผู้ที่หลงใหลในไลฟ์สไตล์ทางทะเล ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง โดยจุดเป้าหมายหลักที่ต้องการสื่อสาร คือ กลุ่มลูกค้าที่มองหาบ้านหลังที่สองในเมืองชายทะเลระดับโลก รวมถึงผู้ที่มีความประสงค์พำนักระยะยาวในประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตที่มีศักยภาพครอบคลุมทุกมิติ มี Sea Sand Sun ที่เป็นจุดเด่น ดึงดูดชาวต่างชาติเป็นจำนวนมากในแต่ละปี
กระบี่ การขยายตัวของพอร์ต ตะโกลา (Port Takola)
กระบี่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นจุดหมายปลายทางทางเลือกสำหรับเจ้าของเรือที่ต้องการความสงบและสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ท่าเทียบเรือยอร์ช พอร์ต ตะโกลา (Port Takola Yacht Marina) ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างอ่าวนางและตัวเมืองกระบี่ กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาเฟสที่ 2 เพื่อเพิ่มจุดจอดเรือในน้ำ (Wet berths) อีก 80 แห่ง สำหรับเรือขนาด 10 ถึง 25 เมตร โดยกำหนดเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2569
ความพิเศษของพอร์ต ตะโกลา คือแนวคิดการบริหารจัดการแบบครอบครัวที่มุ่งสร้างชุมชนผู้ล่องเรือ (Yachting Community) ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน การพัฒนานี้รวมถึงอาคาร Capitainerie ที่ทันสมัยซึ่งมีสระว่ายน้ำ ห้องประชุม และร้านจำหน่ายอุปกรณ์เดินเรือ
นอกจากนี้ การเชื่อมโยงกับโครงการมิกซ์ยูสและโรงพยาบาลนานาชาติในพื้นที่กระบี่ยังช่วยส่งเสริมให้จังหวัดนี้เป็น "Home Port" ที่มีศักยภาพสำหรับผู้ครอบครองเรือในระยะยาว
กรุงเทพฯ และปทุมธานี ริเวอร์เดล มารีน่า (Riverdale Marina)
การขยายตัวของธุรกิจมารีน่าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่ชายฝั่งทะเล แต่ยังขยายตัวเข้าสู่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อตอบสนองความต้องการของคนเมือง ริเวอร์เดล มารีน่า ในจังหวัดปทุมธานี ได้กลายเป็นศูนย์กลางกิจกรรมทางน้ำในภาคกลาง
โดยในปี 2569 ได้มีการจัดงาน Riverdale Marina Boat Fair ครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นงานรวบรวมเรือใหม่ เรือมือสอง และอุปกรณ์กีฬาน้ำที่ใหญ่ที่สุดในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ริเวอร์เดล มารีน่า ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านความปลอดภัยและสุขอนามัย (SHA) และมีแผนการขยายจุดจอดเรือรวมถึงการสร้าง Marina Plaza เพื่อรองรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทางเรือในแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างครบวงจร
ข้อมูลจากกรมเจ้าท่าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของเที่ยวเรือและผู้โดยสารอย่างมีนัยสำคัญในปีงบประมาณที่ผ่านมา และต่อเนื่องมายังปี 2569 โดยในพื้นที่ทะเลมีจำนวนเที่ยวเรือให้บริการกว่า 874,476 เที่ยว และมีผู้โดยสารสูงถึง 35.6 ล้านคน ในขณะที่พื้นที่แม่น้ำมีผู้โดยสารใช้บริการ 7.05 ล้านคน อัตราการเปลี่ยนแปลงของจำนวนเที่ยวเรือในภาพรวมเพิ่มขึ้น 72.79% สะท้อนถึงความต้องการเดินทางทางน้ำที่กลับมาอย่างเต็มรูปแบบ
สำหรับสถิติเรือสำราญและเรือยอร์ชที่เดินทางเข้า-ออกประเทศไทย ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีการผันผวนตามสถานการณ์โรคระบาด แต่ในปี พ.ศ. 2566 เริ่มเห็นตัวเลขที่ขยับขึ้นมาที่ 148 ลำ (ขาเข้า) และ 159 ลำ (ขาออก) และคาดการณ์ว่าในปี 2569 ตัวเลขนี้จะกลับไปใกล้เคียงหรือสูงกว่าระดับก่อนโควิด-19 ที่เคยอยู่ที่ประมาณ 170 ลำ ในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จำนวนเรือซูเปอร์ยอร์ชที่ปฏิบัติการอยู่ในภูมิภาคเพิ่มขึ้นร้อยละ 19 ในปีล่าสุด และคาดว่าจะเกิน 600 ลำภายในสิ้นปี 2569 ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลักที่มีการเติบโตของกองเรือในภูมิภาคนี้
อ้างอิงข้อมูล