เคาะแล้ว 'กระเช้าภูกระดึง' ปักเสาแรก ธ.ค. 69 เดินหน้า EIA บูม ศก.เมืองเลย

16 ม.ค. 2569 | 10:13 น.
อัปเดตล่าสุด :16 ม.ค. 2569 | 11:14 น.

อพท. จับมือกรมอุทยานฯ ปักเสาแรกกระเช้าภูกระดึง ธ.ค. 69 หลังชง ครม. เคาะ EIA ฉบับสมบูรณ์ ยันแผนก่อสร้างไม่ตัดไม้-เลี่ยงทางเดินสัตว์ป่า พร้อมเปิดบริการปลายปี 70

KEY

POINTS

  • อพท. และกรมอุทยานฯ ลงนามความร่วมมือ (MOU) เพื่อขับเคลื่อนโครงการกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง โดยปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
  • ตั้งเป้าหมายปักเสากระเช้าต้นแรกในเดือนธันวาคม 2569 และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการได้ในช่วงปลายปี 2570
  • โครงการมุ่งหวังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดเลย กระจายรายได้สู่ชุมชน และส่งเสริมการท่องเที่ยวสำหรับทุกคน (Tourism for All)
  • มีการวางแผนจำกัดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด โดยจะควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวพักค้างคืน แต่ส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบไปเช้า-เย็นกลับ

นับเป็นก้าวสำคัญของโปรเจกต์ระดับตำนาน เมื่อ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) จับมือกับ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) 2 ฉบับ เพื่อขับเคลื่อน "โครงการกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง" ให้เกิดขึ้นจริงภายใต้แนวคิดการอนุรักษ์ที่เข้มข้นและการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. เปิดเผยว่า อพท. ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) จำนวน 2 ฉบับ

เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงการกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึงและแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่เกี่ยวเนื่องในพื้นที่พิเศษ ให้ดำเนินงานได้อย่างบรรลุวัตถุประสงค์ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน และเป็นประโยชน์สุขต่อประชาชนในพื้นที่ ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

 

สำหรับบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ ฉบับที่ 1 การส่งเสริมสนับสนุนและประสานงานในการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวเขตอุทยานแห่งชาติภูกระดึง โดยมีเป้าหมายในการร่วมกันศึกษาวางแผน บริหารจัดการ และพัฒนาพื้นที่พิเศษในความรับผิดชอบขององค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) ที่เกี่ยวข้องกับโครงการกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึงในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง

และฉบับที่ 2 ได้แก่ การศึกษา วิจัย และพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวที่เกี่ยวเนื่องในพื้นที่พิเศษของ อพท. โดยมีเป้าหมายในการร่วมกันกำหนดแนวทางการดำเนินงาน เพื่อยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวในประเทศ ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงสนับสนุนข้อมูลในการปฏิบัติงาน และการศึกษาวิจัย เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ในเชิงธุรกิจ โครงการนี้ไม่ได้มุ่งเน้นรายได้เป็นเป้าหมายหลัก โดยรายได้ถือเป็นประเด็นรอง สิ่งสำคัญที่สุดคือการเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงการท่องเที่ยวได้อย่างเท่าเทียม ภายใต้แนวคิด “Tourism for All” ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้สูงอายุ หรือครอบครัว ซึ่งการดำเนินโครงการจะอยู่ภายใต้การบริหารจัดการอย่างเคร่งครัด เคารพคุณค่าทางธรรมชาติ และยึดจิตวิญญาณของพื้นที่เป็นสำคัญ ควบคู่กับการออกแบบและการศึกษาผลกระทบในทุกมิติ โดยคาดว่าจะใช้ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี ในการจัดทำแบบร่าง เพื่อเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาอีกครั้ง

ไทม์ไลน์โครงการและการบริหารจัดการพื้นที่

ความคืบหน้าล่าสุด โครงการกำลังอยู่ในขั้นตอนจัดทำรายงาน EIA ฉบับสมบูรณ์ โดยมีกำหนดการสำคัญดังนี้

  • ก.ค. 2569: นำเสนอรายงาน EIA เข้าสู่การพิจารณาของ คชก. และ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.)
  • ต.ค. 2570: เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณารายงาน EIA และอนุมัติงบประมาณ
  • ธ.ค. 2569: คาดว่าจะสามารถ ปักหมุดลงเสาต้นแรก
  • พ.ย. – ธ.ค. 2570: กำหนดการก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้บริการ (ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 1 ปี)

เพื่อไม่ให้กระทบต่อสิ่งแวดล้อมจะมีการจำกัดจำนวนผู้พักค้างคืนไว้ไม่เกิน 5,000 คนต่อวัน แต่จะส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบ ไปเช้า-เย็นกลับ (Day Trip) ซึ่งจะช่วยเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมได้ถึง 8,000 คนต่อวัน โดยไม่ต้องเพิ่มภาระด้านการพักค้างและขยะบนยอดเขา

เบื้องต้นมีการศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 800 บาทต่อเที่ยว แต่แนวคิดหลักคือการกำหนดราคาไป-กลับที่เหมาะสมเพื่อบริการสาธารณะ "เราไม่ได้ตั้งเป้ากำไรจากค่าตั๋วโดยตรง แต่เป้าหมายคือการกระจายรายได้สู่ชุมชนด้านล่าง ทั้งร้านอาหาร ที่พัก และบริการการท่องเที่ยวอื่น ๆ"

เคาะแล้ว 'กระเช้าภูกระดึง' ปักเสาแรก ธ.ค. 69 เดินหน้า EIA บูม ศก.เมืองเลย

ด้าน นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า โครงการกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึงจะมีผลกระทบต่อพื้นที่ป่าในวงจำกัด โดยจำกัดเฉพาะบริเวณฐานรากของเสากระเช้าเท่านั้น ไม่มีการตัดไม้ทำลายป่า และพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบสามารถฟื้นตัวได้ตามธรรมชาติภายในระยะเวลาไม่นาน ทั้งนี้การดำเนินโครงการจะอยู่ภายใต้การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด

การพัฒนาระบบกระเช้าไฟฟ้าเป็นหนึ่งในตัวเลือกของการบริหารจัดการการท่องเที่ยวในอนาคต โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดระเบียบการเดินทางและการใช้พื้นที่ เนื่องจากปัจจุบันสัตว์ป่าโดยเฉพาะช้างป่า เริ่มเข้ามาใกล้พื้นที่ท่องเที่ยวมากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการวางแผนด้านความปลอดภัยและการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ

สำหรับการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นการกำหนดกรอบความร่วมมือในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างรอบคอบ โปร่งใส และยึดหลักการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเป็นสำคัญ โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลตามกฎหมาย รวมถึงสนับสนุนข้อมูลด้านวิชาการให้การพัฒนาเป็นไปตามมาตรฐานด้านการอนุรักษ์

เคาะแล้ว 'กระเช้าภูกระดึง' ปักเสาแรก ธ.ค. 69 เดินหน้า EIA บูม ศก.เมืองเลย

โครงการกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึงเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาล ภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล ที่มุ่งเน้นการเข้าถึงอย่างเท่าเทียมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) ทำหน้าที่ศึกษาความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของโครงการมาตั้งแต่ปี 2555 และได้รับมอบหมายให้ดำเนินการออกแบบกระเช้าไฟฟ้า เพื่อขับเคลื่อนโครงการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ในภาพรวมโครงการถูกวางเป้าหมายให้เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการท่องเที่ยวภูกระดึง โดยมุ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพควบคู่กับการกำหนดขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวอย่างเหมาะสม 

ด้านแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจะเริ่มจากการจัดตั้งศูนย์บริการและศูนย์การเรียนรู้ก่อนขึ้นกระเช้า เพื่อให้ข้อมูลด้านระบบนิเวศ ธรณีวิทยา และแนวทางการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ จากนั้นจึงพัฒนาการท่องเที่ยวเป็นระยะ โดยในอนาคตอาจพิจารณาระบบคมนาคมบนยอดเขา เช่น รถไฟฟ้า (EV) ภายใต้เงื่อนไขการแยกเส้นทางจากนักท่องเที่ยวเดินเท้าอย่างชัดเจน

ขณะเดียวกันยังมีมาตรการด้านความปลอดภัยและระเบียบปฏิบัติ นักท่องเที่ยวทุกคนต้องลงทะเบียนและรับฟังข้อแนะนำก่อนขึ้นพื้นที่ ยังคงมีการปิดพื้นที่เพื่อพักฟื้นธรรมชาติในช่วงฤดูฝน และมีการเฝ้าระวังสัตว์ป่าในจุดเสี่ยง โดยเฉพาะบริเวณที่ช้างป่าเคลื่อนผ่าน หากพบความเสี่ยงอาจมีการปิดพื้นที่ชั่วคราวเพื่อป้องกันอันตราย