กว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ “กระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง” มีแผนผลักดันมานานกว่า 43 ปีแล้ว นับจากปี 2525 ที่ “อุทยานแห่งชาติภูกระดึง” เสนอโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างระบบขนส่งขึ้นภูกระดึง ด้วยสายเคเบิล เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว และได้มอบหมายให้คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศึกษาความเป็นไปได้และผลกระทบ ผลศึกษาแล้วเสร็จเมื่อพ.ค. 2528 เห็นควรให้ดำเนินการ ในปี 2529 คณะกรรมการอุท ยานฯเห็นชอบให้เอกชนเสนอโครงการก่อสร้าง
แต่ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2526-2532 ทาง “กรมป่าไม้” คัดค้านโครงการนี้ และให้ระงับโครงการ กระทั่งในวันที่ 17 ก.ย. 2539 ครม.ยุค “บรรหาร ศิลปอาชา” เสนอปรับปรุงและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว พร้อมมีแผนสร้างกระเช้าไฟฟ้า
ต่อมาในวันที่ 26 พ.ย.2539 ครม.ยุค “พล.อ.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ” มีมติรับทราบโครงการกระเช้าไฟฟ้า ตามที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ทอท.) เสนอ และให้สำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม ททท. กรมป่าไม้ กระทรวงมหาดไทย หารือการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง และมอบให้กรมป่าไม้ ศึกษาขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว
การศึกษาโครงการกระเช้าภูกระดึง มีการศึกษาหลายครั้ง ครั้งแรกในปี 2540 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แต่โครงการถูกคัดค้านจากนักอนุรักษ์ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทำให้โครงการต้องหยุดชะงัก ครั้งที่สอง ในปี 2541 กรมป่าไม้ มอบหมายให้ บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง จำกัด จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ศึกษาเปรียบเทียบปัญหา ข้อจำกัด ศักยภาพ ข้อดีข้อเสียของการมีและไม่มีกระเช้า
ต่อมาเดือนเม.ย.2547 รัฐบาล “ทักษิณ ชินวัตร” สั่งให้ศึกษาการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง โดยไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้รวบรวมผลการศึกษาที่ผ่านมา เพื่อเลือกเส้นทางที่เหมาะสมที่สุด
กระทั่งวันที่ 21 ก.พ. 2555 จังหวัดเลยเสนอวาระโครงการสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง ต่อที่ประชุมครม.สัญจร รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ที่ จ.อุดรธานี ซึ่งที่ประชุม ครม.สัญจร มีมติให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน อพท.ศึกษาความเหมาะสมโครงการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง
มาถึงปี 2559 ครม. “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” มีมติรับทราบผลการศึกษาความเป็นไปได้ฯ ตามที่ อพท. เสนอ และให้ทส.รับความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาดำเนินการ เพื่อให้ได้ข้อสรุปแนวทางการดำเนินการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง ที่ชัดเจนและเกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศและธรรมชาติน้อยที่สุด
นี่เองจึงทำให้เริ่มฟื้นการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึงที่มีรูปธรรม โดยในปี 2565 อพท.ได้รับงบประมาณ 7.94 ล้านบาท เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง รวมถึงการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อพท.ได้จัดจ้างมหาวิทยาลัยบูรพา เป็นที่ปรึกษาโครงการ อย่างไรก็ตามงบประมาณที่ได้รับไม่ครอบคลุมการจัดแบบก่อสร้าง เพื่อใช้ในการประกอบรายงาน EIA
จากนั้นในปี 2566 ครม.มีมติมอบหมายสำนักงบประมาณ(สงป.) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณางบประมาณเป็นค่าจ้างออกแบบโครงการฯ เพื่อประกอบ EIA จำนวน 28,000,000 บาท จากงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น และในปี 2567 สงป. มีหนังสือแจ้ง อพท. ขอให้ อพท. ทบทวนรายละเอียดประกอบการขอรับจัดสรรงบประมาณของโครงการให้ครอบคลุมทุกมิติ และเป็นปัจจุบัน (Design and Build)
ในเดือนม.ค.ปี 2568 อพท.จึงประชุมร่วมระหว่าง 4 หน่วยงาน โดย สำนักงบประมาณ ดำเนินการแนวทางเกี่ยวกับงบประมาณ เพื่อสนับสนุนโครงการ เช่น ประเด็นเกี่ยวกับงบกลาง รายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น กรมบัญชีกลาง เรื่องขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง Design and Build สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประเด็นเกี่ยวกับการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และการก่อสร้างในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 A ส่วนกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช ดูเรื่องการใช้พื้นที่อุทยานแห่งชาติ เพื่อศึกษาออกแบบ ก่อสร้าง และบริหารจัดการกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง
ที่ผ่านอพท.ลงพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 30 ครั้ง ติดตามความคืบหน้าของโครงการ และหารือกับชุมชนและพื้นที่ รับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ แม้ว่าโครงการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึงจะได้รับการถกเถียงจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและนักอนุรักษ์มานานหลายทศวรรษ แต่จากการสอบถามความคิดเห็นล่าสุดพบว่ากว่า 70% เห็นด้วยกับโครงการนี้ ส่วนอีก 20% รู้สึกเฉยๆ กลางๆ และที่เหลืออีก 10% ไม่เห็นด้วย เฉพาะชาวบ้านในจังหวัดเลย ส่วนใหญ่แทบจะเห็นด้วย 100% กับโครงการนี้
ส่วนข้อถกเถียงความห่วงใยในการสร้างกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง ปรับลดลงเยอะมาก อาทิ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร แม้ยังมีความกังวลอยู่บ้าง แต่ประเด็นข้อห่วงใยที่ถูกหยิบยกขึ้นมาส่วนใหญ่ คือ การบริหารจัดการการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพหลังสร้างกระเช้าแล้วเสร็จ รวมถึงการทำความเข้าใจในพื้นที่ ทำให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงในพื้นที่มองเห็นถึงโอกาสในการสร้างกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง
อีกทั้งมีตัวอย่างในหลายประเทศที่ในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวตามอุทยาน ก็มีการสร้างกระเช้าไฟฟ้ามากมาย โดยเฉพาะรอบเพื่อนบ้านของไทย ไม่ว่าจะเป็น มาเลเซีย ฮ่องกง มาเก๋า สิงคโปร์ เวียดนาม ประกอบกับปัญหาเรื่องสุขภาพของลูกหาบ ซึ่งในอดีตอุทยานแห่งชาติภูกระดึง มีลูกหาบนับพันคน แต่ปัจจุบันลงทะเบียนเหลืออยู่ในระดับ 200-300 คน พอถึงวันจริงอยู่ที่ 100 กว่าคน เนื่องจากลูกหาบที่ทำงานมานาน มีปัญหาด้านข้อเข่าเสื่อม ขาโกง และทายาทก็คงไม่อยากมีใครมาสานต่ออาชีพนี้
รวมไปถึงจำนวนของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ก็มีไม่เพียงพอ ต่อการดูแลนักท่องเที่ยวที่ขึ้นมาเที่ยวภูกระดึง ปีละกว่า 6 หมื่นคน ซึ่งต้องรับผิดชอบทั้งการดูแลนักท่องเที่ยว และการควบคุมไฟป่า ซึ่งเจ้าหน้าที่อุทยานฯ หากรวมข้าราชการ ลูกจ้างประจำ พนักงานราชการ ลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน บุคคลภายนอก และพนักงานจ้างเหมา รวมอยู่ที่ 229 คนเท่านั้น
การก่อสร้างกระเช้าภูกระดึง ไม่เพียงจะเพิ่มทางเลือกสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินขึ้นภูกระดึงไม่ไหว แต่ยังช่วยขนส่งอุปกรณ์ต่างๆ ที่ช่วยเรื่องการควบคุมไฟป่า รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการขยะ บนภูกระดึงได้อีกด้วย
ทำให้วันนี้กรมอุทยานฯและอพท.เตรียมจะลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ในการศึกษา วิจัย และพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยว และการบูรณาการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวเขตอุทยานแห่งชาติภูกระดึง โดยจะลงนามอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 มกราคม 2569 นี้ ทั้งยังแต่งตั้งคณะทำงานร่วมประสานงานโครงการกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง
ทั้งขณะนี้อพท.ได้ลงนามจ้างบริษัท เทสโก้ จำกัด ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินการออกแบบก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง เรียบร้อยแล้ว หลังได้รับงบในการออกแบบก่อสร้างมาราว 25 ล้านบาท สัญญาเริ่มต้น วันที่ 1 ตุลาคม 2568 สิ้นสุดสัญญาวันที่ 27 มิถุนายน 2569 (270 วัน)
สำหรับตำแหน่งแนวเส้นทางและตำแหน่งที่ตั้งของสถานีกระเช้าไฟฟ้า จะเป็นแนวเส้น B จากทั้งหมดที่มีแนวเส้นทาง A-E เนื่องจากเป็นเส้นทางที่ไม่รบกวนทางเดินเท้าขึ้นภูกระดึงในปัจจุบัน ไม่เปลี่ยนแปลงทัศนียภาพจากถนนเข้าสู่ภูกระดึง การก่อสร้างต้องไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อม การใช้ชีวิตของสัตว์ป่า หรือคนในท้องถิ่น ได้รับความเห็นด้วยจากชาวภูกระดึง และเอื้อประโยชน์ทางสังคมและเศรษฐกิจต่อท้องถิ่น โดยร่างแนวเส้นทางนี้ในปัจจุบันจะมีความยาว(ทางราบ) ประมาณ 4.40 กิโลเมตร
โดยสถานีต้นทาง จะเป็นที่ราบเชิงเขา ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติภูกระดึง อยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวศรีฐานไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 3.50 กิโลเมตร ซึ่งใกล้กับบ้านห้วยเดื่อ จะมีการวางเสาไม่เกิน 12 ต้น กินพื้นที่ 6 คูณ 6 เมตร ความลาดชันเฉลี่ย 27 % ไปยังสถานีปลายทางบนภูกระดึง ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างผาหมากดูก และห่างจากบริเวณหลังแป ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 600 เมตร
ส่วนระบบของกระเช้าไฟฟ้าเป็นแบบ Mono Cable Detachable Gondola หรือ MDG จำนวนตู้โดยสารที่ใช้ 32 ตู้ สามารถปรับเปลี่ยนตู้ได้ตามการใช้ประโยชน์ (ขนส่งคน/ขนส่งขยะ) รองรับจำนวนผู้โดยสาร 8 คนต่อตู้ ขณะนี้ยังไม่ทราบชัดเจนว่าจะใช้งบลงทุนก่อสร้างเท่าไหร่ เนื่องจากต้องรอผลการออกแบบก่อสร้างของบริษัทเทสโก้ ที่ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเสียก่อน เพราะต้องศึกษาถึงชั้นดินว่าเจาะไปแล้วจะมีปัญหาที่เป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้หรือไม่ รวมถึงสายของกระเช้าไฟฟ้า ว่าควรจะอยู่ที่ 1 สาย 2 สาย หรือ 3 สาย เบื้องต้นถ้าใช้ 1 สาย การลงทุนสร้างกระเช้าไฟฟ้าจะอยู่ที่ราว 1,000 ล้านบาท
ก็คงต้องรอผลการศึกษาการออกแบบก่อสร้างที่จะแล้วเสร็จในอีก 9 เดือน คู่ขนานกับการยื่นรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA)จากนั้นจึงจะเสนอครม.เพื่อขอจัดสรรงบประมาณในการลงทุนต่อไป และผ่อนผันการก่อสร้างในเขตลุ่มน้ำชั้น 1A ซึ่งตามแผนมีการกำหนดเป้าหมายว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างกระเช้า ซึ่งจะลงเสาแรกปลายปี 2569 เพื่อให้แล้วเสร็จในปี 2570 นั่นเอง