วันนี้ (วันที่ 7 มกราคม 2569) พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) เผยว่า ล่าสุดการยกเลิกข้อกำหนดเรื่องอายุอากาศยานสำหรับการจดทะเบียนและให้บริการเชิงพาณิชย์ โดยจะปรับแนวทางใหม่ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ใช้เกณฑ์ “ความสมควรเดินอากาศ” (Airworthiness) เป็นหลัก แทนการกำหนดอายุการใช้งาน ซึ่งได้ผ่านมติจากคณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) ไปแล้ว
ขณะนี้ CAAT ได้ทำเรื่องเสนอให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมพิจารณาแล้ว หากรมต.พิพัฒน์ลงนาม แก้ไขข้อบังคับของกบร.ก็สามารถมีผลบังคับใช้ได้เลย ซึ่งอาจจะเป็นเดือนนี้หรือเดือนกุมภาพันธ์นี้
โดยจะเป็นการปลดล็อกอายุเครื่องบินในทุกประเภท จากปัจจุบันประเทศไทยกำหนดอายุสูงสุดของเครื่องบินที่สายการบินจะนำมาให้บริการ โดย เฮลิคอปเตอร์ไม่เกิน 5 ปี เครื่องบินโดยสารไม่เกิน 16 ปี และเครื่องบินขนส่งสินค้าไม่เกิน 22 ปี
ต่อไปก็จะไม่ได้พิจารณาจากอายุเครื่องบิน แต่เป็นการตรวจโดยพิจารณาตามสภาพและการบำรุงรักษาแทนอายุเครื่อง เหมือนในต่างประเทศที่พัฒนาแล้วเช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป หรือสิงคโปร์ ก็จะพิจารณาเกณฑ์การตรวจเรื่อง Airworthiness เป็นหลัก ที่ต้องตรวจว่าเครื่องบินที่สายการบินจะนำมาให้บริการได้ดำเนินการดูแลรักษา และซ่อมบำรุงอากาศยานครบตามระยะบิน และช่วงเวลาการใช้งานในแต่ละรอบครบถ้วนหรือไม่
ผอ.CAAT ย้ำว่า ความปลอดภัยของเครื่องบินไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ แต่ขึ้นอยู่กับการตรวจสอบและบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง อย่างสายการบินเจจู เกาหลี ที่เครื่องบินตกก็อายุเพียง 8 ปี
พร้อมยืนยันว่า CAAT มีศักยภาพและบุคลากรเพียงพอในการตรวจสอบตามมาตรฐานที่กำหนด รวมถึงการตรวจสอบด้านความปลอดภัยของ CAAT ก็ยังสูงกว่าเกณฑ์ค่าเฉลี่ยของโลก แสดงถึงประสิทธิภาพในการทำงานที่มีศักยภาพในการดูแลสายการบินและดูแลเรื่องความปลอดภัยได้เป็นอย่างดี
ทั้งนี้การปลดล็อคอายุเครื่องบิน ที่จะเกิดขึ้น จะทำให้สายการบินมีเครื่องบินที่จะเปิดให้บริการ เพื่อขยายธุรกิจการบินได้เพิ่มขึ้น เพราะปัญหาวันนี้หลายสายการบินหาเครื่องบินไม่ได้ การจัดหาเครื่องบินใหม่ต้องใช้เวลานานถึง 7 ปีกว่าจะรับมอบเครื่องบิน การเช่าเครื่องบินจึงเป็นทางออก และการยกเลิกอายุเครื่องบิน ก็จะทำให้สายการบินทั้งที่ให้บริการอยู่เดิม และสายการบินใหม่ สามารถเปิดให้บริการธุรกิจการบินได้
พลอากาศเอก มนัท กล่าวต่อว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมการบินในปีนี้มีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี สะท้อนได้จากการจัดหาเครื่องบินของสายการบินต่างๆของไทยเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้านี้ จะมีการรับมอบเครื่องบินไม่ต่ำกว่า 200 ลำ
อาทิ สายการบินไทยเวียตเจ็ท มีแผนรับเครื่องบิน 50 ลำ ปัจจุบันนำเข้ามาแล้ว 8 ลำ สายการบินไทยแอร์เอเชีย รับมอบ 70 ลำ การบินไทย รับมอบ 10 ลำในปีนี้ โดยส่วนใหญ่เป็นเครื่องบินเช่า
ทั้งยังส่งผลให้มีความต้องการนักบินเพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าจะมีปัญหาขาดแคลนนักบินราว 4 พันคน เพราะเครื่องบิน 1 ลำต้องใช้นักบิน 20 คนต่อวันเพื่อบินในหลายเส้นทางต่อวัน ไม่รวมลูกเรือและเจ้าหน้าที่ในส่วนอื่นๆ สอดคล้องกับการประเมินว่าอุตสาหกรรมการบินในเอเชียจะมีความต้องการนักบินเพิ่มขึ้นอีกราว 2 หมื่นคน
รวมถึงจะเริ่มมีสายการบินใหม่ยื่นเรื่องขอเปิดดำเนินธุรกิจ โดยในปี 2569 มีสายการบินขนส่งสินค้าทางอากาศหรือแอร์คาร์โก้ ยื่นขอจัดตั้งเพิ่มขึ้นอีก 1 สายการบิน คือ บริษัท ทริปเพิ้ลไอ ที่เดิมทำด้านโลจิกส์ติกคาร์โก้ให้สายการบินอื่น ก็หันมาขอตั้งสายการบินแอร์คาร์โก้ โดยจะใช้เครื่องบิน 2 ลำ ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของ CAAT เนื่องจากการขยายตัวของธุรกิจการค้าขายผ่านออนไลน์หรืออีคอมเมิร์ซขยายตัว
นอกจากนี้การเติบโตของการท่องเที่ยวของประเทศไทย ส่งผลให้มีจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น แต่ปัญหาคือสนามบินหลักอาจมีสล็อตในการรองรับไม่ได้มาก CAAT จึงผลักดันให้สายการบินเปิดทำการบินเข้าสนามบินรอง รวมถึงผลักให้สนามบินหลักต่างๆของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) AOT หรือ ทอท.เดินหน้าในการขยายศักยภาพของสนามบิน
ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิด้านทิศใต้ ซึ่งตามแผนแม่บทการพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิของทอท.จะมีทั้งการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ รันเวย์ 4 ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศ (MRO) และเทรนนิ่ง เซ็นเตอร์ การขยายสนามบินภูเก็ต สนามบินเชียงใหม่ สนามบินดอนเมือง เป็นต้น